ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปีหน้า โลกจะเป็นยังไง ตอนที่ 1


คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

13 ธันวาคม 2554


มีข่าวใน Bloomberg Radio ที่สัมภาษณ์ Barton Biggs เจ้าพ่อมือฉมังในการบริหาร Hedge Fund เมื่อสัปดาห์ก่อน

น้าบิ๊ก บอกว่า มีเหตุผลน้อยมากที่จะ Bearish แม้ว่าน้าจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นอย่างเต็มที่ในพอร์ต

“เพราะนอกไปจากยุโรปแล้ว ประเทศที่เหลือในโลกก็ยังมีเศรษฐกิจที่ดีอยู่นี่นา แถมช่วงนี้คนก็กลัวกันเกินไป จนหุ้นในสหรัฐกับหุ้นในตลาดเกิดใหม่ก็ถูกมากๆ เลยด้วย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตราสารหนี้พันธบัตร หรืออะไรอื่น”
                                                                                                  
อ่า .... หุ้นตลาดเกิดใหม่ รวมถึงหุ้นไทยด้วยอ๊ะป่าว !!

เออ รวมดิ

ไม่ได้พูดถึง น้าพอล ครุกแมน ไปนาน ตอนนี้น้าพอลออกมาฟาดงวงฟาดงาว่า “เฮ้ย!  ยัยป้าแองจี้ (Angelina Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนี) กำลังทำให้ยุโรปไปอยู่ใต้เงามืดของระบบนาซีแล้ว”

น้าพอล บอกว่า หากยุโรปยอมทำตามที่ป้าแองจี้บอก ก็จะทำให้มีกฏระเบียบเข้มงวดมากขึ้น เป็นพวกขวาจัด แล้วจะทำให้เศรษฐกิจจมดิ่งไปสู่ Depression แหงแซะ เพราะอัตราการเติบโตก็เดี้ยงสนิท อัตราว่างงานก็สูงไปจนติดขอบฟ้า แล้วในที่สุดคนจะออกมาประท้วงเพราะทนต่อการรัดเข็มขัดไม่ไหว

น้าพอล คนขี้โมโห เขาหมายถึง การรัดเข็มขัดในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ คนตกงานเยอะ ทำให้รัฐใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งจะไปกระทบกับเรื่องไม่มีโปรเจคต่างๆ จากรัฐมาจุนเจือเศรษฐกิจและปากท้อง ไม่มีการจ้างงานเพิ่ม มันจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก

Dylan Grice จาก SocGen ก็ออกมาขย่มป้าแองจี้ด้วย โดยบอกว่าหากยอมให้พวกเยอรมันมากำหนดนโยบายกลุ่มยูโรให้รัดเข็มขัดมันก็คือการยอมให้ฮิตเลอร์ลุกขึ้นมาจากหลุมนั่นแหละ

อืม ... ผีฮิตเลอร์ ยังไม่หายไปจากความกลัวของผู้คนในยุโรปเลยเนอะ  คุ้นๆ ไงไม่รู้

สำหรับเรื่องที่อังกฤษเป็นชาติเดียวใน 27 ประเทศสมาชิกกลุ่มยูโร ที่ไม่ยกมือลงมติให้ในการประชุม EU Summit เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น น้า Sarkozy ประนาธิบดีฝรั่งเศสที่มีเมียสวยมาก บอกว่า

“มันก็ชัดเจนแล้วว่าตอนนี้เรามี 2 ยุโรป ยุโรปหนึ่งคือกลุ่มที่ต้องการความมั่นคงและรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้กฏระหว่างสมาชิกด้วยกัน กับอีกยุโรปที่อยู่กับตรรกะที่แท้จริงของตลาด”

เอ้า พูดงี้ น้าก็หมายถึงที่ เฮียเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ไม่ยกมือให้ ก็เป็นเรื่องถูกน่ะสิ

เดี๋ยวดิ อ่านต่อก่อน

มีคนถามเมื่อวานว่า ทำไมอังกฤษถึงแหกคอก

เอ้า ฟังดีๆ เด้อ

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมานี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอังกฤษ (London Stock Exchange หรือย่อว่า LSE) ล้มหายตายจากไปจากตลาดหุ้นเสียครึ่งหนึ่งแล้ว

หายไปไหนล่ะ

เจ๊งสิฟะ ถามได้

ไม่งั้นก็ต้องตะเกียกตะกายไปรวมกับบริษัทอื่นแล้วต้องปิดกิจการบริษัทลูกไปหลายแห่ง  ต้องให้คนออกจากงานไป

แล้วนี่เป็นผลจากการที่อังกฤษแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ LSE หรือเปล่าล่ะ แล้วไหนบอกว่ามันจะดีต่อผู้คนไงล่ะ แล้วทำไมอังกฤษยังมีคนตกงานเพียบ เศรษฐกิจก็ยังแย่ลงไปเรื่อยๆ ล่ะ

โอ๊ย  ถามอยู่ได้  ไม่ตอบหรอก ดูเอาเองแล้วกัน

หุ้นที่ล้มหายตายจาก LSE ไปก็คือกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และการค้าปลีก ในขณะที่หุ้นที่ยังมีชีวิตอยู่คือหุ้นพลังงานและเหมืองแร่ ซึ่งที่ยังอยู่ได้ก็เพราะยังเป็น Trend ของโลก และมันไม่ได้สะท้อนตัวตนของธุรกิจของประเทศอังกฤษเลยสักนิด

สรุปแล้วการแปรรูปตลาดหุ้นของอังกฤษก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อนายแบงค์และโบรกเกอร์ แต่ไม่ช่วยเรื่องการจ้างงานและเศรษฐกิจของประเทศเลย

แปลอีกทีก็คือ นอกจากพวกกลุ่มธุรกิจการเงินไม่กี่คนในลอนดอนแล้ว การแปรรูปตลาดฯ ไม่ได้ทำให้ความมั่งคั่งของคนอังกฤษส่วนใหญ่ดีขึ้นสักนิด

แล้วทำไม เฮียเดวิด คาเมรอน ถึงแหกคอกกลุ่มยูโรล่ะ

ก็เพราะกฏเหล็กอันใหม่ที่กลุ่มยูโรจะใช้มันจะกระทบต่อความมั่งคั่งของแบงค์กับโบรกเกอร์ในลอนดอนน่ะสิ แล้วกฏใหม่จะทำให้การพิมพ์แบงค์ออกมาไม่ง่ายแล้วด้วย เรียกว่ามันจะขัดขวางทางของทุนนิยมนั่นแหละ

และข่าวชิ้นหนึ่งจาก Max Keiser ก็ระบุว่า การฉ้อฉลที่เกิดขึ้นกับ AIG, Lehman, Madoff Securities และ MF Global ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกรรมที่ทำผ่านลอนดอนทั้งนั้น

เอาละ ที่ EU Summit เขาตกลงกันน่ะมันต้องใช้เวลากลับไปขออนุมัติในแต่ละประเทศพร้อมทำแผนละเอียดซึ่งจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าอีกหลายเดือน

ดังนั้น จึงการันตีได้ว่าโลกการลงทุนจะยังถูกกระทบจากข่าว “ยูโรดราม่า” ไปอีกนาน อย่างน้อยก็ตลอดปีหน้าเลยแหละ

บทความต่างๆ ของ David Zervos นักกลยุทธ์ด้านตราสารหนี้ของ Jefferies กำลังทอปฮิตติดชาร์ต ใน Wall Street ไปแล้ว ทำให้เราต้องตามไปอ่าน เพราะกลัวจะไม่อินเทรนด์

ที่เขาเขียนเมื่อวานนี้บอกว่า มีบางอย่างที่ต้องคิดและเตรียมตัวสำหรับการลงทุนในปีหน้า

“ความสัมพันธ์ของกลุ่มยูโรในลักษณะคนป่วยกับพยาบาลกำลังเดือดพล่าน เพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจากการประชุม EU Summit เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ทำให้คนป่วยอย่างอังกฤษไม่ยอมกินยา เพราะการรัด เข็มขัดหรือยาที่ให้ มันมาพร้อมด้วยกฏระเบียบในตลาดการเงินที่เข้มงวดเกินไปจนอังกฤษรับไม่ไหว แต่ที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นก็คือ ยาโหลๆ ที่ออกมามันไม่เวิร์คสำหรับคนไข้ทุกๆ คน”

David บอกต่อว่าด้วยเหตุนี้ ผู้ลงทุนจึงต้องมีแผนเผื่อเอาไว้สำหรับปีหน้า เพราะว่ามีโอกาสสูงที่ Bloomberg จะพาดหัวข่าวด้วยตัวแดงว่า

“กรีซ จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรไม่ไหวแล้ว CDS พุ่งปรี๊ด”

เท่านั้นยังไม่พอ  David ยังทำนายต่ออย่างสนุกสนานว่า

“จะเกิดความโกลาหลอลหม่านจากการย้ายโพสิชั่นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ แล้วจะเกิดความร่วมมือกันอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างมหาศาล (QE) แต่รอบนี้ไม่เหมือนปี 2008 แล้ว เพราะแม้โลกจะรอด แต่แบงค์ใหญ่ๆ บางแห่งจะไม่รอด และการลงทุนในอนุพันธ์อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นทางออกสำหรับผู้ลงทุนอย่างเรา”

อ่านมาถึงตรงนี้อย่ามาถามว่าเราจะย้ายเงินเราไปลงทุนในอนุพันธ์อัตราแลกเปลี่ยนได้ยังไงก็แล้วกัน  เพราะตา David เขามองพอร์ตลงทุนของพวกตะวันตก ซึ่งต่างกับเราเยอะ เราอยู่ของเราอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ก็ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ECB หรือธนาคารกลางยุโรปจะทำตนเป็นผู้ให้กู้รายสุดท้ายตลอดเวลา 3 ปีข้างหน้าสำหรับแบงค์ต่างๆ ในยุโรปที่ไม่รู้จะไปกู้กับใครแล้ว

แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้ว ECB จะมีความสามารถสูงถึงขั้นเป็นผู้ให้กู้รายสุดท้ายแก่ประเทศสมาชิกต่างๆ ได้แค่ไหน เพราะ Scale แบงค์กับ Scale ประเทศมันคนละเรื่องกัน

และยุโรปกำลังเข้าสู่ Recession

แล้วน้ารู (Nouriel Rubini) ก็ออกมาทวิตวันนี้ว่า ……

“ยุโรปกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และจะลึกมาก (Deep Recession) อเมริกาไม่โตและมีโอกาส 50% ที่จะเกิด Double Dip Recession (เศรษฐกิจถดถอยซ้ำ คือ GDP โตติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน) และ จีนจะโตช้าลงอย่างมาก”

ทวิตเสร็จ น้ารูก็ออกไปนั่งดริ๊งค์ที่ผับเล็กๆ แต่ซ่าส์สุดๆ ต่อไป

ทองคำจะเป็นไงล่ะ วันนี้ก็ตกไปโลดเลย

John Embry ที่ Sprott Asset Management บอกว่า

“เมื่อมีข่าวร้ายต่อตลาดโดยรวม ทองคำก็โดนทุบ นี่เป็น Pattern ของตลาดในช่วงนี้ซึ่งโดนรบกวนจากคนที่จงใจจะทำให้เป็นอย่างนั้น แต่มันจะยิ่งทำให้ฐานราคาทองคำแน่นขึ้น และในระยะยาวแล้ว ทองคำจะพุ่งขึ้นไปได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อราคาของเงินกระดาษถึงจุดที่ต้องกลับไปสู่ค่าอันแท้จริงที่ลดน้อยลงไปทุกวัน ในขณะที่ค่าของทองคำกับแร่เงินจะคงที่ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนี้มาหลายศตวรรษแล้ว”


วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หุ้นที่ ลุงมาร์ค ฟาเบอร์ แนะนำ

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

8 ธันวาคม 2554


เมื่อคืนวาน ลุง Marc Faber ออกทีวีช่อง Bloomberg แล้วบอกพวกเราว่า “เออ ... ลุงมองไปข้างหน้าแล้ว ทุกอย่างดูแย่มาก และมีแต่จะแย่ลง”

เฮอ .... ลุงมาร์ค ของเราก็ยังคงรักษาตำแหน่ง Dr. Doom หรือคนมองโลกแง่ร้ายอย่างเหนียวแน่น

แต่ลุงบอกว่ามีหุ้นที่ลุงจะแนะนำให้ซื้อและถือไว้นานๆ แล้วลุงก็พูดออกมาเป็นตัวสะกดภาษาอังกฤษ  ออกเสียงเขียนเป็นไทยได้ว่า 

“จี โอ แอล ดี”
อะไรของลุงน่ะ หุ้นตัวนี้ไม่คุ้นหูเลย มันอยู่ในตลาดหุ้นที่ไหนเหรอ ?
“ทุกตลาดนั่นแหละ ทั่วโลกเลย  เยาวราชก็มีขาย แล้วถ้าเราอยู่เมืองจีนนะ เรายังซื้อได้จากตู้ขายอัตโนมัติเหมือนซื้อโค้กได้ด้วย”
หุ้นไรว้า ซื้อได้จากตู้อัตโนมัติ อ๋อ Gold ลุงหมายถึงหุ้น Gold Property น่ะเหรอ
“เฮ้ย ไม่ช้าย ..... ลุงกำลังพูดถึงทองคำ ทำไมโง่งี้ว้า ก็เมื่อเรามองไปข้างหน้าแล้วมีแต่จะเหี่ยวหด จะให้เอาเงินไปลงทุนอะไรล่ะ ซื้อพันธบัตรสหรัฐเหรอ หรือจะเอาพันธบัตรอิตาลี หรือซื้อหุ้นในอเมริกาที่ราคาตอนนี้อาจจะไม่แพงเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น และท่าทางจะดีไปสักพักล่ะ”
ลุงมาร์ค บอกว่าตลาดโดยรวมๆ มันนิ่งๆ  หุ้นในตลาดสหรัฐถูกขายทิ้งจำนวนมากในวันที่ 4 ตุลาคม ทำให้ดัชนีหุ้น S&P ลดลงมาเหลือ 1,074 จุด แต่ตอนนี้มันเด้งกลับมาที่ 1,260 จุดแล้ว มันอาจขึ้นไปได้ถึง 1,280 แล้วก็ไปได้ถึง 1,350 แต่ก็ไม่น่าไปได้เกินนั้นเพราะมีคนอยากปล่อยของเยอะ
“แล้วถ้ามีข่าวดีจากทางยุโรป มันก็แค่เป็นข่าวดีที่จะเลื่อนปัญหาออกไปสัก 2-3 ปีเท่านั้นแหละ เพราะจะมีคนพิมพ์เงินออกมาอัดฉีดระบบ อาจจะเป็นธนาคารกลางยุโรปเอง หรือเป็น IMF หรือกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินของยุโรแป (EFSF) ก็ได้”
หรือจะเป็นซุปเปอร์แมน เบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่กำลังจะแปลงร่างเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโลกด้วยก็ได้  อะฮ่า .... รู้แล้วๆ ราคาหุ้นจะขึ้น เพราะเงินมันจะท่วมตลาด แบงค์ที่ได้ตังค์ไปเขาไม่ได้เอาไปปล่อยสินเชื่อ ต้นทุนเงินที่แบงค์ได้ไปก็ 0% หรืออาจจะสูงกว่านิดหน่อย  เขาไม่เอาเงินไปฝากหรือไปซื้อพันธบัตรหรอกเพราะมันได้ผลตอบแทนต่ำ  เขาก็จะเอามันไปละเลงในตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์น่ะสิ
“เออ เริ่มจะฉลาดขึ้นมาละไอ้หนู  ไอ้การเลื่อนปัญหาออกไปสัก 2 - 3 ปีมันไม่ใช่ข่าวดีหรอก แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าข่าวที่ยุโรปจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในวันสองวันนี่ละ  และมันก็ช่วยยืดเวลาให้พวกยูโรไปหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ ซึ่งลุงก็สงสัยอยู่ว่าชาตินี้มันคงจะหาทางแก้ไม่ได้ อย่างน้อยการพิมพ์แบงค์ออกมามันก็ช่วยกลบอะไรหลายๆ อย่าง แล้วยังเลื่อนวันตายออกไปได้อีกเหมือนที่อเมริกาทำ” 
เออ  แล้วยุโรปมันจะเป็นยังไงละลุง
“ก็จะรอดแหละ แต่ในสภาพไหนมันก็อีกเรื่องนึง อาจจะรอดโดยไม่มีประเทศอ่อนแออยู่ในกลุ่มอีกต่อไป หรืออาจจะรอดเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก”
อะไรของลุงอีกง่ะ รูปลักษณ์ภายนอก !!
“ก็แบบว่ายังคงรวมเป็นยูโร ยังมีเงินยูโรดอลลาร์ร่วมกัน แต่ในแต่ละประเทศต่างคนก็ต่างมีเงินสกุลท้องถิ่นของตัวเองใช้ไง ไม่รู้สิ ลุงก็คิดไปเรื่อยเปื่อยแหละ ก็ดีไปอย่าง ลุงจะได้ไปเที่ยวยุโรปโดยพกแต่ยูโรดอลลาร์ได้แบบเดิม”
แล้วระหว่างสกุลเงินยูโร กับ ดอลลาร์ ล่ะ ลุงจะเก็บเงินลงทุนของลุงในสกุลอะไรจะดีกว่ากัน
"ก็บอกแล้วไงว่าต้องเป็น  จี โอ แอล ดี เพราะในระยะยาวแล้วยูโรกับดอลลาร์มันจะแย่ทั้งคู่ และเมื่อดอกเบี้ยในสหรัฐมัน 0% แบบนี้ มันยิ่งต้องไปถือ จี โอ แอล ดี  เพราะจะยังไงๆ  ไอ้เจ้า จี โอ แอล ดี นี่ก็ใช้ได้เหมือนเงินสด แถมยังรักษาคุณค่าของมันได้ด้วย ไม่เหมือนยูโรกับดอลลาร์ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมค่าไป  เออ ... ถ้ามีตังค์เยอะๆ ก็แบ่งไปซื้อภาพเขียนกับแสตมป์เจ๋งๆ ไว้บ้างก็ได้นะ เพราะมันรักษาคุณค่าในตัวมันได้ดีกว่าดอลลาร์กับยูโรละไอ้หลาน”
ลุงๆ  แหม ... ลุงก็อยู่เมืองไทยมานานแล้ว ทำไมไม่ค่อยพูดถึงไทยเลยล่ะ
“เคยพูดแล้ว ไปหาอ่านเองมั่ง ไอ้หลานขี้เกียจ  แต่ลุงกำลังดูตลาดเกิดใหม่โดยรวมๆ นะ ลุงเห็นว่าตอนนี้ตลาดทุกแห่งในโลกมันขึ้นๆ ลงๆ ในทิศทางเดียวกันไปหมด อย่างปีนี้ ตลาดหุ้นอเมริกาเป็นบวก และให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดเกิดใหม่ แต่ในเอเชียมันตกลงมา 15%-25%  และตลาดเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออกมันลงมามากกว่านี้อีก เรียกว่าตลาดหุ้นอเมริกาปีนี้มหัศจรรย์มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกเลยละ”
ฮี่โธ่ ลุงไม่ดูตลาดหุ้นไทยล่ะ ปีนี้เรายังเป็นบวกตั้ง 1% กว่านะลุง  อินโด กับ ฟิลลิปปินส์ก็บวก 2% กว่า
“เฮอะ แล้วแกไม่ดูตลาดหุ้นจีน ญี่ปุ่น  หั่งเช้ง ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม อินเดีย เลยเหรอ มันลบตั้ง 10% กว่าไปถึง 20% กว่าเลยนะไอ้กบน้อยในกะลา แล้วหุ้นอเมริกาอย่างในกลุ่มดัชนีดาวพงษ์ เอ้ย ดาวโจร มันก็บวกไป 5% กว่า แต่ยุโรปติดลบไป 10% กว่า”
อ่า ... อ่า ... แหม  ถามดีๆ ก็ด่าด้วย
“เนี่ยะ หุ้นอเมริกาน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ไปสักพักละ แต่หากมองแยกๆ แล้ว ตลาดเกิดใหม่บางแห่งอาจจะเด้งขึ้นได้มากกว่าเพราะว่าโดนขายทิ้งมากเกินไป อย่างอินเดียไง หุ้นตกไป 22% และค่าเงินก็อ่อนลงไป 18% ตั้งแต่กรกฎา มันลงไปลึกมากแล้ว ค่าเงินก็อ่อนมากแล้ว มันก็น่าจะแรงซื้อกลับ แต่อย่าไปหวังนิวไฮเลย  มันไม่เกิดขึ้นในเร็ววันหรอก”
จีนล่ะลุง จะแย่ไหม
“เรื่องจีนนี่ลุงไม่รู้ลึกนะ แต่มันมีการปล่อยกู้มากเกินไป เรียกว่าเป็นฟองสบู่สินเชื่อละ แล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเกินจริง รายจ่ายภาครัฐก็สูงกว่ารายได้เรียกว่าขาดดุลงบประมาณสูง เพราะว่า เฮียหู (หู จิ่น เทา) ใช้นโยบายโตไม่หยุด เฮียหูเลยอัดเงินรัฐไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากไป แต่ลุงมองว่าสักวันก็ต้องหยุด  ตอนนี้เฮียหูทำแบบยุโรปและอเมริกาคือเลื่อนปัญหาออกไปก่อน  อัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป  จะลดดอกเบี้ยหรือใช้มาตรการอะไรอีกด้วยก็ได้  แต่มันก็ทำไม่ได้ไปตลอดละ แปะเอี้ย”
โอ้ย ... ลุงอ่ะ มีแต่ข่าวไม่ดี
“มาอ้ง มาโอ้ย อะไร ก็ลุงน่ะมีฉายาว่า Dr.Doom นี่ว้ะ ลองคิดดูสิ เศรษฐกิจประเทศที่โตเร็ว ใหญ่เร็ว มันก็ต้องมีการปรับฐานครั้งใหญ่ทุกที่ละ ใครจะไปโตได้ทุกปีโดยไม่หยุดล่ะ แล้วรู้ไหมละว่าเศรษฐกิจจีนมันมีผลต่อทั้งโลกมากกว่าที่ใครคิด  เพราะถ้าอเมริกาโต 3% หรือหด 3% มันไม่มีผลอะไรต่อราคาทองแดงหรอก  แต่ถ้าจีนโต 5% หรือ 10% มันมีผล”
มีผลยังไงล่ะลุง
“ก็เพราะว่าจีนใช้ทองแดงเยอะ ใช้วัตถุดิบเยอะเพื่อเอาไปผลิต การโต ไม่โต ของจีน มันก็เลยมีผลต่อความต้องการทองแดง เหล็ก อะลูมิเนียมและถ่านหินมาก  ถ้าจีนโตน้อยลงมันก็มีผลเช่นกันแต่ตรงกันข้าม คือราคาวัตถุดิบพวกนี้จะลด แล้วประเทศอื่นๆ ที่ส่งวัตถุดิบพวกนี้ รวมทั้งส่งหมู ส่งอาหารไปที่จีน จะเกิดอะไรขึ้น เข้าใจยัง ฮึ” 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มาแล้ว ซุปเปอร์แมนเบน

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

1 ธันวาคม 2554


ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผู้นำยูโรโซนและนายแบงค์ทั้งหลายคงเหมือนตกอยู่ในไฟประลัยกัลป์ เพราะผลกระทบจากวิกฤติหนี้กำลังทำให้หลายประเทศ หลายธนาคาร กำลังขาดเงินเหมือนแวมไพร์ที่ขาดเลือด  ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนที่สุด

เยอรมนีออกพันธบัตรรัฐบาลออกมา แต่ขายไม่หมด เพราะคนไม่กล้าซื้อ กลัวถึงเวลาแล้วไม่ได้รับเงินต้นคืนครบถ้วน

พันธบัตรรัฐบาลอิตาลีมีผลตอบแทนพุ่งกระฉูดไปถึงกว่า 7% ทุบสถิติไปแล้ว  ให้ดอกสูงขนาดนั้นคนก็ยังไม่กล้าลงทุน

กองทุนมันนี่มาร์เก็ตฟันด์ของสหรัฐที่ลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารยุโรปหลายๆ แห่ง พอตราสารเหล่านั้นครบกำหนด ก็ไม่ซื้อล็อตใหม่ที่ออกมาขายอีก 

ก็ใครจะไปกล้าลงทุนอีกเล่า ในเมื่อธนาคารยุโรปพวกนั้นกำลังย่ำแย่ยิ่งขึ้น เพราะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มลูกหมู (Protugal, Italy Ireland, Greece และ Spain) ไว้อื้อซ่า แล้วประเทศเหล่านั้นก็ไม่มีปัญญาใช้คืน

ท่ามกลางความพยายามฉุดรั้งชีวิตของกลุ่มยูโร สถาบันจัดอันดับทุกสถาบันหลักก็ยังออกมาลดหรือประกาศว่าจะลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารต่างๆ รวมถึงประเทศในยุโรป

เรียกว่าโคม่าพะงาบๆ ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ถึงขั้นมีคนไปกระซิบข้างหูในห้องไอซียูแล้วว่า “อรหัง อรหัง” กันแล้ว

และแล้ว ........ แอ่น แอน แอ๊น  ........ นั่นตัวอะไรน่ะ .... ????

ลุงเบน เบอร์นานเก้ เอากุงเกงในแดงแจ๋ออกมาใส่ทับกางเกงยืดแนบเนื้อสีฟ้าแอ๋น หน้าอกเสื้อมีรูปตัว S หรา  

อุ้ย ซุปเปอร์แมน เบน มาแล้ว  เอ้า เฮ้ย  หลบหน่อย พระเอกมา

“ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ เห็นพ้องให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการสวอปเงินดอลลาร์ลง 0.5% เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวในตลาดการเงินและผลกระทบที่มีต่อการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนและภาคเอกชน โดยจะมีผลในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ถึง 1 ก.พ.2556 ซึ่งเป็นมาตรการร่วมเพื่อพยุงระบบการเงินของโลกไว้ไม่ให้พังทลาย”

ใช่  ข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศและราคาทองคำ หรือ Risk Asset ทั้งหลายสนองตอบในเชิงบวกทันที เรียกว่า เด้งดึ๋งๆ

แต่ใครอ่านข่าวข้างบนแล้วเข้าใจจริงๆ ว่าเขาทำอะไรกัน โปรดยกมือขึ้น

หากใครยกมือว่าเข้าใจก็ไม่ต้องอ่านต่อแล้ว ให้ไปงมหาข่าวน้ำท่วม ข่าวสุดหล่อตุ๊ดตู่จะโดนปลดจาก สส. เพราะไปติดคุกแล้วออกไปเลือกตั้งไม่ได้เลยขาดคุณสมบัติ และเชิญไปหาความสำราญจากข่าวพี่ปูแสนสวยอึราดจนเป็นลม กันต่อไปตามลำบาก 

ส่วนคนธรรมดาอันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังไม่เข้าใจความหมายก็ขอเชิญอ่านต่อ

ที่จริงแล้ว ข่าวนี้คือการส่งสัญญาณว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในยุโรป กำลังเจอปัญหาหนัก คือขาดแคลนเงินมาหล่อเลี้ยง ไม่มีใครกล้าให้กู้แล้ว 

การออกมาตีฆ้องร้องป่าวของธนาคารกลาง 6 แห่งนำโดย FED ของลุงเบนนั้น จึงเป็นการประกาศแก่ชาวโลกว่า ธนาคารกลางเหล่านั้นจะมีเงินดอลลาร์ต้นทุนต่ำสุดๆ มาให้แบงค์ต่างๆ ในยุโรปกู้ไปพยุงฐานะ เหมือนบอกว่าแวมไพร์ทั้งหลายที่กำลังอดโซใกล้ตาย จะได้เลือดแล้ว

และมันก็ได้ผลในเชิงจิตวิทยาทันที เพราะเมื่อแบงค์ชาติหรือธนาคารกลางประเทศยักษ์ๆ จับมือกันแก้ปัญหา มันก็ดูดีมีสกุล ดูหนักแน่นน่าเชื่อถือ แต่การอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยพยุงฐานะแบบนี้มันจะใช่วิธีแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐละหรือ  ในเมื่อปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการขาดสภาพคล่องหรือขาดเงิน แต่มันอยู่ที่การเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวของรัฐบาลประเทศต่างๆ และไม่มีทีท่าว่ารายได้ในอนาคตกับพฤติกรรมมือเติบจะช่วยให้ผ่อนคลายปัญหาหนี้สินไปได้

พูดภาษาแวมไพร์ก็ต้องถามว่า การให้เลือดพยุงชีวิตแวมไพร์ มันแก้ปัญหาได้เหรอ ในเมื่อต้นตอของปัญหามันคือตัวแวมไพร์นั่นเอง ขืนให้มันมีชีวิตต่อ มันก็ไม่กลายไปเป็นคนดีๆ ไปได้หรอก  มันก็ต้องหาเลือดดื่มไปเรื่อยๆ แล้วใครที่ไหนจะยอมให้เลือดมันอีกแบบไม่มีวันจบสิ้น ในเมื่อแวมไพร์พวกนี้ไม่ได้กินมังสวิรัติแบบแวมไพร์สุดหล่อของตระกูลคัลเลน  

วิธีแก้ปัญหาในวันนี้มันไม่ได้ต่างกับที่ทำไปเมื่อเดือน ตุลาคม และ พฤศจิกายน  ปี 2008 เลย แล้วผลที่จะตามมาคิดเหรอว่ามันจะต่างกันได้ ก็แค่ซื้อเวลาเท่านั้นเอง
สิ่งที่ธนาคารกลางใหญ่ 6 ประเทศกำลังทำก็คล้ายการพิมพ์แบงค์ แต่ไปใช้ชื่ออื่นแทน ทุกคนกำลังใช้วิถีของ Keynesians ในการแก้ปัญหา ซึ่งมีผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ Risk Assets ในช่วงสั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้น โลหะมีค่าอย่างทองคำ แร่เงิน  ฯลฯ โดยยอมผลักระเบิดลูกมหึมาไปในอนาคตอีก และลืมประโยคสุดท้ายของเจ้าของทฤษฎีนี้ ซึ่งก็คือ "ในที่สุด ทุกคนก็ตายตอนจบ" ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถกู้มาใช้ได้ตลอดชีวิต
แต่หากไม่ทำตอนนี้ เขาก็ห่วงกันว่ายุโรปก็จะตายหยังเขียดไปก่อน แล้วประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะทางตะวันตกจะตายตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี เราได้เห็นว่าเยอรมันดูจะเป็นประเทศที่ยอมรับความจริงมากที่สุด ว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง ตามที่ คุณป้าแองเจล่า เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวไว้ว่า

“วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้คือต้องแก้ไปที่ตัวปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการมีหนี้ภาครัฐสูงเกินไป ไม่ใช่การเข้าไปช่วยอุ้มธนาคารต่างๆ แบบที่เคยทำเสมอมา”

แต่เอาละ ก็ถือว่าดีสำหรับ Risk Assets เพราะทำให้ตลาดทั่วโลกกลับไปอยู่ใน Mode "Risk On" อีกครั้งหนึ่ง คือผู้ลงทุนเด้งดึ๋งไปเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ทองคำ ฯลฯ แม้อาจจะแค่ช่วงสั้นๆ  เพราะได้กลิ่นเงินมหาศาลกำลังจะโปรยลงมาจากฟากฟ้าแล้ว  ผู้ลงทุนจึงไม่อยู่ในอารมณ์หมดฤทธิ์ไวอะกร้า  "Risk Off" แบบที่ผ่านมาที่ถอยจากตลาดไปกอดดอลลาร์ไว้แน่น

มองมาตรการนี้ให้ลึกๆ ลงไป ให้สมกับเป็น “กูรู้” ก็จะพบว่า FED ของลุงเบน กำลังทำตนเป็น Lender of the last resource หรือผู้ให้กู้รายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลกไปเสียแล้ว

หมายถึงในขณะที่ธนาคารในยุโรปกู้ใครไม่ได้ ก็มีอีตาลุงเบนนี่แหละที่จะเอาเงินดอลลาร์ราคาถูกๆ ไปให้กู้เอง โดยผ่านกลไกที่เราอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องนั่นแหละ ก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องกลไกวิธีการให้มากมาย เอาให้เข้าใจหลักการและแก่นแท้ก็พอ

ฮ่าๆๆๆ  ลุงเบน ทะลึ่งให้คนอื่นกู้ข้ามทวีป ทั้งๆ ที่ตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอดในอนาคตแล้ว แต่ก็อย่างว่าแหละ คนจนย่อมเห็นใจคนจนด้วยกัน

แต่ในระบอบทุนนิยมเสรี หากบริษัทไปไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้ล้ม ตัวอย่างที่ดีคือ อเมริกันแอร์ไลน์ ที่เพิ่งยอมล้มละลายไป 

การโยนผ้าขาวมอบตัว เมื่อรู้ว่าไม่ไหวจริงๆ แล้วย่อมเป็นการดี เพราะจะได้จัดการหนี้สินและชีวิตตนเองให้เข้ารูปเข้ารอย ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และเริ่มประหยัด แล้วจะมีโอกาสกลับไปเริ่มต้นใหม่ อย่างน้อยก็เพื่อบริษัทใหม่ๆ คนใหม่ๆ จะได้เกิดไปสู่การเติบโตรอบใหม่ได้ โดยไม่มีภาระหนี้เป็นตัวถ่วงจากคนรุ่นก่อน

หากเราเห็นแก่ตัว ขอให้คนอื่นมาอุ้ม ยิ่งทำให้ปัญหาของลูกหลานเราในวันหน้าพอกพูน ต้องใช้ทุน ใช้ทรัพยากรเพิ่มอีกมากในการแก้ปัญหาต่อๆ ไป

ข่าวใหญ่ของธนาคารกลาง 6 แห่งนั้น จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเขากำลังจะทำมากขึ้น

ธนาคารกลางจะทำอะไรมากขึ้นล่ะ

ก็พิมพ์แบงค์กระดาษไง

เรื่องนี้ธนาคารกลางเพียงแต่เขินอายเกินไปกว่าจะใช้คำว่า “พิมพ์แบงค์” ออกมาตรงๆ  เลยเรียกไปว่า Swap มั่งละ  QE มั่งละ   Recap มั่งละ บางทีก็เรียกบ้าบอไปไกลขนาดว่า bolstering financial markets หรือ saving us from the abyss แบบที่ลงใน Finanacial Times

มันคงคล้ายๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เคยเรียกการกวาดล้างเสื้อแดงที่ราชประสงค์เพื่อยุติการยึดบ้านยึดเมืองของกลุ่มเสื้อแดงว่า “กระชับวงล้อม ขอคืนพื้นที่” ฯลฯ แทนที่จะใช้คำว่า “กวาดล้าง หรือจับกุม หรือกราบไหว้ให้ช่วยกลับไปทำมาหากินตามปกติ”

แต่จะเรียกว่าอะไร เรียกให้หวานเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าทำอะไรลงไป จริงไหมล่ะ

การแก้ปัญหาของลุงเบน และนายธนาคารกลางอื่นๆ ก็ทำวิธีเดียวกับเมื่อปี 2008 เลย  คือใส่เงินเข้าไปในระบบเยอะๆ  

แต่ต้นเหตุของปัญหาในวันนี้ไม่ใช่การขาดสภาพคล่อง มันเป็นเรื่องหนี้มหาศาลของภาครัฐในประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นกำลังตน

คนที่ถังแตกแล้ว และไม่มีศักยภาพพอจะหารายได้มาใช้หนี้ได้ครบ ทั้งยังบริโภคมากกว่าที่จะผลิตได้ ต่อให้ยัดเงินใส่มือเท่าไรก็ไม่ได้แก้ปัญหาได้ มันเพียงแต่ยืดเวลาตายเท่านั้นแหละ มันจึงต้องแก้ที่นิสัยไม่ดีในการใช้จ่าย ทยอยหนี้คืนให้ได้ ไม่ใช่ให้ผลัดผ่อนไปเรื่อยๆ

คนตายที่กำลังถูกบรรจุโลง กลับโดนลุงเบนและนายธนาคารกลางทำตัวเป็นหมอผีควักศพขึ้นมาฉีดฟอร์มาลีนเพิ่ม เอาไม้เสียบตูด แล้วจัดท่านั่งให้เหมือนยังไม่ตายอยู่ได้  จะให้ไม่เน่าไม่เปื่อยไม่เหม็นหึ่งไปได้อีกนานเท่าใดกันเล่า หนอนยั้วเยี้ยใกล้จะหล่นออกมาจากปากศพแล้วนะลุง

พิมพ์แบงค์เพิ่ม ในระยะยาวมันแย่มากสำหรับค่าเงินกระดาษและคนที่ถือเงินไว้ แต่มันก็ดีสำหรับทองคำในระยะยาว และดีต่อคนที่มีทองนะ

ที่จริงแล้ว การเสกเงินออกมาจากแท่นพิมพ์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เอาแค่ช่วงใกล้ๆ คือในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้

ช่วงนั้น John Maynard Keynes ผลักดันสุดๆ ให้มีระบบเงินกระดาษที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางของโลก ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่สถาบันที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องเหล่านี้กลับได้รับการก่อตั้งขึ้นซึ่งก็คือ IMF กับ World bank โดยที่รัฐต่างๆ ในอเมริกายังคงมีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลและบริหารเงินของรัฐ ในขณะที่ทั้ง World Bank กับ IMF กลับไปมีหน้าที่เทพๆ ของการเป็นผู้ให้ในด้านสวัสดิการสังคมแก่ประเทศในโลกที่สาม

แต่ความฝันของ John Maynard Keynes ยังคงมีอิทธิฤทธิ์อยู่ ผลแห่งฝันนั้นก็คือการก่อตั้งกลุ่มยูโรโซนและธนาคารกลางยุโรปหรือ EU นั่นไง  และการที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด เอ็ม นิกสัน ปิดหน้าต่างแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำ ก็เป็นการใช้แนวทาง John Maynard Keynes ที่ว่านี้ด้วย เพราะทำให้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ธนาคารกลางสหรัฐไม่ต้องใช้ทองคำมาหนุนการพิมพ์ดอลลาร์อีกต่อไป แล้ว FED ก็มีอำนาจเต็มในระบบการเงินของอเมริกา  ความฝันตามแนวคิดของ John Maynard Keynes ที่เรียกกันว่า Keynesian dream จึงอุบัติขึ้นมาได้ และทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน ก็จะเป็นโอกาสที่ FED จะพิมพ์แบงค์เพิ่ม และอัดฉีดให้เกิดการจ้างงานตามทฤษฎี Keynesian

ตังค์ใช้หนี้ไม่พอเรอะ กลัวอะไร ในเมื่อหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ เราก็พิมพ์แบงค์ดอลลาร์ไปจ่ายหนี้สิ ชิลๆ

เออ  มันคิดกันแบบนี้แหละ  FED ของลุงเบนถึงได้สำแดงออกมาว่าในเมื่อแบงค์ชาติอื่นๆ ในโลกนี้ยังไม่กล้าพอ แบงค์ชาติอเมริกานี่แหละจะทำให้ดูก่อนกะด้าย

ลุงเบน ทำมาตั้งแต่ปี 2008 ด้วยการออกมาตรการ QE 2 ครั้ง นั่นไง  ลุงพิมพ์แบงค์ออกมาใส่ระบบจนเงินท่วมเพื่ออุ้มแบงค์ต่างๆ ในอเมริกา

แล้วเงินมันไหลไปในระบบเศรษฐกิจจริงที่ไหนล่ะลุง  มันไหลไปลงทุนใน Risk Asset ตะหากเล่า ถึงได้ทำให้หุ้น ทอง ฯลฯ ราคาพุ่งกระฉูดในช่วงนั้นไง เพราะแบงค์ต่างๆ ไม่ปล่อยกู้ แต่เอาเงินต้นทุนถูกๆ เหล่านี้ไปลงทุนเก็งกำไรในตลาดหุ้นและทองคำกัน  แถมลุงยังทำโดยไม่ห่วงว่าเงินจะเฟ้อด้วย  แล้วเงินก็เฟ้อจริงๆ

ลุงเบน จึงเป็นทายาทอสูรตัวจริงของ Keynesian ที่ศรัทธาในทฤษฎีนี้แบบไม่มีการโมดิฟาย และไม่มีข้อจำกัดในความเชื่อที่ว่า “เงินกระดาษสามารถแก้ปัญหาของโลกได้ทุกอย่าง”
                                                                                                                                                                                                                       
และนี่คือมหันตภัยที่ลุงเบนมอบให้โลกในวันนี้ เมื่อลุงทำให้ FED กลายเป็นธนาคารกลางที่อุ้มโลกทั้งใบไปแล้ว เพราะ FED ต้องทำหน้าที่พิมพ์แบงค์กงเต็กเพื่อโลก  ลุงเบนในวันนี้จึงแปลงร่างไปเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโลกไปแล้ว

มหันตภัยที่ว่านี้ก็คือ วิกฤติเงินเฟ้อทั่วโลก

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบนั่นเอง                        

คำถามตอนนี้ที่ Make sense ที่สุด จึงควรเป็นคำถามว่า

ตลาดจะยังคงขึ้นไปได้อีกตลอดถึงสิ้นปีนี้ไหม

นักวิเคราะห์ต่างประเทศบางคนก็บอกว่าไปได้แน่ เพราะกองทุนต่างประเทศยังลงทุนหุ้นน้อยเกินไป และต้องทำให้กองทุนมีผลตอบแทน หากยังแช่เงินไปฝากในรูปดอลลาร์ที่แทบไม่มีผลตอบแทน กองทุนเดี้ยงตายแน่ๆ  ลูกค้าคงจะแห่ถอน

แต่ก็มีนักวิเคราะห์อีกกลุ่มมองในแง่ไม่ดี โดยระบุว่า นี่เป็นแค่การ short covering หุ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นการซื้อหุ้นจริงๆ สักหน่อย  และยุโรปก็ยังแย่เหมือนเดิม

ส่วนคำตอบของเราก็คือ  ไม่รู้หรอก แต่คำแนะนำก็เหมือนเดิมที่เคยแนะนำ บวกเพิ่มที่ว่ามันไม่ผิดที่จะเก็งกำไรบ้าง แต่อย่ามากนัก  เพราะความเสี่ยงยังมีไม่น้อยในระยะสั้นๆ  และพี่ชอบหุ้นไทยมากกว่า แต่ก็อย่าลืมมีทองคำแบบลงทุนรยะยาวไว้ด้วย

ทยอยลงทุนสม่ำเสมอ กับ กระจายการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ จึงเป็นตำตอบที่คลาสสิคที่สุด และผิดน้อยที่สุด



วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทุกอย่างขึ้นกับผู้นำ

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

4 ธันวาคม 2554


สังคมใดที่ไม่ศึกษาและสนใจประวัติศาสตร์ สังคมนั้นก็พร้อมจะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ เพราะขาดรากฐานที่จะนำไปศึกษาและต่อยอด

หากคำว่า ประวัติศาสตร์ ฟังแล้วโบราณ คร่ำครึก น่าเบื่อ ในความคิดของหลายๆ คน  ลองเปลี่ยนแนวคิดมามองประวัติศาสตร์กันใหม่ว่ามันก็คล้ายๆ Technical Analysis คล้ายๆ วิชาสถิติ และคล้ายๆ กับการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่สนองตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

หากเราศึกษาวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตทั้งสาเหตุและผลที่เกิดได้อย่างลึกซึ้ง โอกาสที่เราจะทำวันนี้ และวันหน้าได้ถูกต้องก็มีมากขึ้น  ในเชิงของการลงทุนก็จะเพิ่มผลตอบแทนของเราได้มาก และช่วยลดความเสี่ยงลงอีกด้วย

มีไหมล่ะ ที่คุณจะดุ่ยๆ ซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีๆ ไปเลยโดยไม่ดูราคา ไม่ดูวอลลุ่มที่ Trade ในอดีต 

ไม่มีหรอกค่ะหากคุณเป็นนักลงทุนที่มีความรู้  เพราะก่อนจะซื้อหุ้น แม้เราจะศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจนพอใจแล้ว เราก็ต้องดูด้วยว่ามันเคยมีราคาซื้อขายในอดีตอย่างไร ใครเป็นผู้ชอบ/ไม่ชอบ หุ้นตัวนี้บ้าง ไม่ใช่ดุ่ยๆ กระโจนเข้าซื้อในตอนที่มันกำลังฮ็อตจนราคาพุ่งสูงสุด ใช่ไหม

ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของหุ้นจึงเป็นอีกเรื่องที่เราควรรู้ไว้  เพื่อประกอบการตัดสินใจของเราในอนาคต

เอาละ โม้ไปข้างต้นมากมายพอแล้ว  มาเข้าเรื่องกันเสียที

ทั้งนี้ ต้องขอขอบพระคุณท่าน ผบ.กรม ๐๐๑๖ ที่ได้เขียนต้นเรื่องต่อไปนี้ไว้  ทำให้เรานำแนวคิดของท่านมาเผยแพร่และต่อยอดได้


ไม่รู้จริงๆ ว่าปัจจุบันนี้เขาสอนประวัติศาสตร์ไทยกันแค่ไหน  แต่สมัยเรียนนั้น เราถูกสอนให้ภูมิใจกับประโยคที่ว่า “ไทยไม่เคยเสียเอกราช”

ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมสอนกันมาอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เราเคยเป็นเมืองขึ้นพม่า 2 ครั้ง แต่เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นกับประเทศตะวันตกต่างหาก  เพราะเรายอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ในสมัย ร.๕

และการเสียเอกราชก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสิ้นสุดชาติพันธุ์หรือเป็นจุดจบสิ้นของแผ่นดินไทย  หากเรายังมีผู้นำที่สามารถ 

ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเราเสียเอกราชของกรุงศรีอยุธยา 2 ครั้ง ให้กับพม่า แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเสียเอกราชมากกว่านั้น หากจะนับการเสียทางอ้อมด้วย

แล้วเสียเอกราชทางอ้อม มันเป็นยังไงล่ะ

ก็อย่างเมื่อตอนเราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ที่พระเจ้าบุเรงนองกวาดต้อนคนไทยและพระนเรศวรกับพระพี่นางสุพรรณกัลยา ฯลฯ ไปพม่าไง เพราะแม้จะตั้งพระบิดาของพระนเรศวรให้ครองอโยธยา แต่ก็ต้องอยู่ใต้ขัณฑสีมาของหงสาวดี จึงนับว่าเราไร้เอกราชแม้จะมีกษัตริย์ไทยนั่งเมือง

หรืออย่างกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงที่ญี่ปุ่นบุกไทย เกิดขบวนการไทยถีบ เกิดเสรีไทย นั่นไง  เรามีรัฐบาลของเรา มีในหลวงของเราเหมือนเดิม  แต่เราก็ไม่มีอิสรภาพที่แท้จริง ใช่ไหม

และหากย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในจุดนั้นให้ถ่องแท้และลึกซึ้ง เราจะเห็นเลยว่าคนที่กู้ชาติให้เราได้ทั้งในด้านการเมือง การปกครอง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม  ล้วนแต่เป็น “ผู้นำ” ทั้งสิ้น

ในกลุ่มประเทศแหลมทอง ได้แก่ ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย พม่า รวม 6ประเทศ มีอย่างนึงที่เหมือนกันมาแต่โบราณ นั่นก็คือ ………..

“เมื่อใดที่มีผู้นำที่แข็งแกร่งและมีแสนยานุภาพ ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน”
  มาดูไทยในสมัยของพ่อขุนรามฯ พญาลิไทย สมเด็จพระนารายณ์ฯ สมเด็จพระนเรศวรฯ พระเจ้าตากสินฯ  สมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ ถึง ๖   มาจนถึงยุคจอมพล ป.  จอมพลสฤษฐ์  จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นรองใครในภูมิภาคนี้เลย

เพราะอะไรล่ะ หากไม่ใช่เพราะผู้นำของเราเข้มแข็งและมีแสนยานุภาพ 

มายุคปัจจุบัน เรากำลังจะดีวันดีคืนไปกับแนวโน้ม Rising Asia แม้จะเจออุปสรรคน้ำท่วม แต่มันก็จะผ่านพ้นไปได้ ส่วนผู้นำคนปัจจุบันจะนำพาไทยไปได้ด้วยดีมีแสนยานุภาพแบบที่เราเคยเป็นหรือไม่ เราต้องพิจารณากันเอาเอง

มาดูเพื่อนบ้านอย่างลาวกันบ้าง 

จะดูลาว ต้องดูสมัยยังเป็นลานช้าง สมัยมีพระเจ้ามหาชีวิต ยุคต้นและยุคกลาง เพราะเป็นยุคที่รุ่งเรือง ส่วนยุคปัจจุบันนี้ คณะผู้นำลาวถือว่ามีเอกภาพในการปกครองและบริหารสูงมาก ประเทศกำลังพัฒนาไปได้อย่างถูกทางในทุกๆ ด้าน

แล้วเพื่อนบ้านแสนรักแสนสวาทอย่างกัมพูชาล่ะ

จะดูเขมร ต้องดูสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๗  เพราะเขมรดังยุคนี้ยุคเดียวในประวัติศาสตร์ และดังระดับโลกเสียด้วย หลังจากนั้นได้ผู้นำที่ไม่เอาอ่าวมาตลอด ประเทศจึงถอยหลังลงทะเลมาต่อเนื่อง 

แต่ในยุคปัจจุบัน ให้ดูสมเด็จฮุนเซ็นฯ  หากละวางซึ่งอคติแล้วจะเห็นว่าเขาปกครองบ้านเมืองได้เหมาะสมกับกาลเวลา เขมรกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ถูกที่ถูกทาง ถูกเวลา เช่นเดียวกับลาว นี่เพราะผู้นำเขาเข้มแข็ง
แล้วเวียดนามล่ะเป็นอย่างไร

เวียดนามยุคก่อนรัชสมัยของพระเจ้าเบ๋าได๋ เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองประเทศหนึ่งในคาบสมุทรอินโดจีน ราชวงศ์เวียดนามในยุคต้นและยุคกลางมีความสามารถและแสนยานุภาพสูง  พอมายุคคอมมิวนิสต์ครองเวียดนาม ผู้นำคนผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อ โฮจิมิน ได้วางรากฐานประเทศไว้จนเป็นปึกแผ่นในยุคปัจจุบัน 

ในวันนี้ คณะผู้ปกครองและบริหารเวียดนามก็ดำเนินรอยแบบเดียวกับ ลาว เขมร และ จีน ซึ่งทำได้ถูกที่ถูกเวลา ประเทศจึงรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดด และกำลังจะทิ้งเพื่อนบ้านบางชาติไว้ข้างหลังในไม่ช้า
สำหรับมาเลเซีย เราต้องดู มหาเธร์ ใช่ไหม

ใช่แล้ว  จะดูมาเลเซียก็ต้องดู มหาเธร์  เพราะความโดดเด่นของเขาเมื่อเป็นผู้นำได้สร้างความเข้มแข็งให้มาเลเซียเป็นอย่างมาก

พอมาถึงปัจจุบัน มาเลเซียก็ยังคงมีคณะผู้ปกครองที่เข้มแข็งและหัวก้าวหน้าแบบเดียวกับมหาเธร์ไม่มีผิดเพี้ยน จึงนำพาประเทศไปสู่ยุคที่ ๓ ของมาเลเซียได้โดยไม่แพ้ชาติใดในภูมิภาค

แล้วพม่าล่ะ

พวกเราอาจจะไม่รู้ว่าพม่าเป็นชาติที่มีผู้นำที่โดดเด่นและต่อเนื่องกันมาแทบทุกยุค พม่าจึงยิ่งใหญ่ในแถบนี้มาตลอด จนสามารถตีกรุงอโยธยาของเราได้  แต่ต้องมาเสียท่าและหายออกจากวงจรไปในสมัยของ พระเจ้าสีป่อ ก็เพราะพระองค์อ่อนแอและไร้แสนยานุภาพในตน จนทำให้พม่าเสียเมืองให้อังกฤษไป

ลองมาส่องดูในสมัย เนวิน กันบ้าง  แต่ไม่ใช่ เนวินบุรีรัมย์  คนที่เรากล่าวถึงนี้คือ นายพลเนวิน ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่า ซึ่งเป็นผู้นำที่โดดเด่น ถือว่านำประเทศข้ามรอยต่อระหว่างความอ่อนแอและความเข้มแข็งของพม่า จากการเดินหน้าฆ่าลูกเดียวมาเป็นการวางรากฐานที่ดีให้ประเทศ (จนกระทั่งเกิดการเรียกร้องประชาธิปไตยจากประชาชน รวมทั้ง อองซานซูจี ซึ่งหากมองในอีกแง่หนึ่ง พม่าอาจจะโชคดีที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปก่อนในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่พร้อมก็ได้) แบบอย่างของผู้นำอย่างนายพลเนวินจึงเป็นบรรทัดฐานต่อมาให้รัฐบาลสลอค 

ถ้าถามว่าพม่าปัจจุบันนี้เข้มแข็งมั้ย ต้องตอบว่า แข็งไม่แข็งมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็กินพม่าไม่ได้ ยูเอ็นทำอะไรพม่าไม่ได้ ยิ่งบ้านข้างๆ ยิ่งหมดปัญญา

มาวันนี้ พม่า เริ่มดำเนินนโยบายค่อยๆ เปิดประเทศแล้วอย่างถูกที่ ถูกเวลา  พม่าใช้จังหวะเปิดตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเหมาะสมยิ่ง และไม่ได้รีบกระโดดงับประชาธิปไตยกับทุนนิยมเสรีแบบที่เพื่อนบ้านใกล้ๆ ทำไปก่อนหน้าจนเป็นปัญหาที่แก้ยากในปัจจุบัน

ก็ขนาดฮิลลารี คลินตัน ยังต้องไปงอนง้อขอพบผู้นำพม่าเลย คิดดูเอาเองแล้วกัน แล้วอย่าลืมเทียบภาพ/คำพูด ที่ฮิลลารีกับอองซานซูจี มีต่อกัน กับภาพ/คำพูด ของฮิลลารีและผู้นำไทยในวันที่เธอมาไทย ท่านอาจจะเห็นอะไรขึ้นมาอีกบ้าง

สิงคโปร์ล่ะ เป็นไงบ้าง

สิงคโปร์ ก็รุ่งเรืองเพราะผู้นำอีกเช่นกัน 

ลีกวนยู ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก คนนี้ทำให้สิงคโปร์ก้าวหน้าในทุกด้านแบบกู่ไม่กลับ คนนี้นำเอาข้อด้อยของชาติกลับมาพลิกเป็นข้อเด่น จากชาติที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยสักอย่าง ได้เอกราชมาก็ไม่นาน และประเทศก็มีอาณาเขตเล็กจิ๊ดเดียว เล็กกว่ากรุงเทพเสียอีก กลายมาเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งและยังเป็นมหาอำนาจในด้านธรรมาภิบาลอีกด้วย  อิจฉาไหมล่ะ

สิ่งที่ลีกวนยูมุ่งทำแบบสุดตัวมี ๒ เรื่อง คือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กับมุ่งพัฒนาบริหารช่องแคบสิงค์โปร์แบบต่อเนื่อง  

แนวทางนี้กระทำอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุคผู้นำปัจจุบัน ดูเอาแล้วกันว่า ประเทศกระจิ๊ดริดเนี่ยมาถึงไหนแล้ว

และทั้งหมดที่กล่าวมานั่นแหละ คือความสำคัญของ “ผู้นำ”

เขียนมาทั้งหมดทั้งสิ้นทุกชาติแถบนี้  นึกได้ไหมว่า “ทุกประเทศที่ว่านี้เคยแพ้เรา เคยเป็นเมืองขึ้นเรามาแล้วทั้งนั้น  เก่งขนาดไหน โดดเด่นขนาดไหน ผู้นำไทยไปกำราบและยึดครองมาแล้วทั้งสิ้น”
ที่กำลังจะสรุปก็คือ การเสียเอกราชไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของชาติพันธุ์  ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของแผ่นดิน เพราะตราบใดที่ประเทศยังมีผู้นำที่ดีและเป็นผู้มีแสนยานุภาพ ในทุกครั้งที่ประเทศนั้นเสียเอกราชไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม คนที่แก้ปัญหาหรือกู้ชาติให้คนในชาติได้ในทุกด้านก็คือ “ผู้นำ” ทั้งนั้น 
ขอให้เป็นอุทธาหรณ์ต่อประเทศไทย ในยามที่ไทยกำลังถอยหลังพ่ายแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นเมืองขึ้นของเราทั้งนั้น  และเขากำลังแซงเราไปทีละประเทศแล้ว  เพราะเราขาดผู้นำที่ดีมีแสนยานุภาพ และมีความต่อเนื่องของนโยบายที่ถูกที่ ถูกทาง มานานหลายสิบปีแล้ว

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทุนนิยมเสรี ไม่เวิร์คแล้ว



คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

3 ธันวาคม 2554


เริ่มต้นอย่างนี้ คงขัดใจใครหลายคนโดยเฉพาะพรรคพวกในตลาดทุน เพราะหากคนไม่เอาทุนนิยม ก็ไม่นิยมตลาดทุนแล้ว พวกเราคงตกงาน ในขณะที่อีกหลายคนเช่น ป้าธิดา อภิมหาศรีภรรยาของลุงเหวง กับคนที่เป็นซ้ายนิยมทุนอาจรู้สึกว่าได้พวก
อย่าเพิ่งสรุปความจากชื่อเรื่องก่อนจะอ่านจบ  
เรื่องของเรื่องก็คือ มีคนจำนวนมากขึ้นในประเทศตะวันตกศาสดาทุนนิยม ที่เริ่มเชื่อว่าระบบทุนนิยมที่เรารู้จักกันมันไม่เวิร์คแล้ว


ดัชนีหุ้นดาวพงษ์ เอ้ย ดาวโจร (Dow Jones) เมื่อวันพุธพุ่งกระฉูด 4.24% จากวันก่อนหน้า ผู้ลงทุนสนองตอบข่าวชิ้นนึงยังกับคนที่เพิ่งกำซาบเฮโรอีน หลังจากธนาคารกลาง 6 แห่ง (FED, ECB, สวิส อังกฤษ คานาดา และ ญี่ปุ่น) จับมือกันกระทำการบางอย่างที่คนทั่วไปอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ซึ่งสรุปก็คือ ลุงเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED จะแปลงร่างเป็นซุปเปอร์แมนเบน ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโลกเพราะจะให้ธนาคารต่างๆ ในโลกที่มีปัญหาสภาพคล่องกู้เงินดอลลาร์ในอัตราดอกเบี้ยแทบจะเป็น 0% ได้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2013
เรื่องนี้ พี่จันทร์ จากแบงค์กรุงเทพ บอกว่าหาก ลุงเบน เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อก็ยังดี เพราะต้องวิเคราะห์ลูกค้าก่อนปล่อยกู้ แต่กรณีนี้ พี่จันทร์ บอกว่า
“ชั้นไม่เรียกอีตาเบนว่าเจ้าหน้าที่สินเชื่อหรอก เพราะอีตาเบนไม่ต้องวิเคราะห์ความสามารถของธนาคารต่างๆ ที่จะขอยืมเงินไปว่าจะคืนเงินกู้ได้หรือไม่ ใครอยากได้เงินก็มาเอาเงินเล้ย ดูมันทำ”
ส่วนดัชนีหุ้นไทยก็โหนกระแส เพราะหลังจากรับรู้ข่าวในเช้าวันพฤหัสก็เด้งดึ๋งตามจนปิดตลาด +2.39% แตะระดับ 1019.15 จุด ส่วนวันศุกร์ก็ปิดไปที่ 1029.37
ข่าวนี้ทำให้คนที่ชอบวิ่งเข้าวิ่งออกถลอกปอกเปิกเปลี่ยนไปอยู่ในโหมด “Risk On” คือรักที่จะเสี่ยงอีกครั้งไปทั่วโลก ลงมาจากเฮลิคอปเตอร์คนที่กลัวตกขบวนรถไฟก็วิ่งเข้าซื้อหุ้น ซื้อทอง คนที่ติดแหง็กก็ขายหุ้น ทุกคนหน้าบานเป็นจานเปล เฉลิมฉลองเทศกาลซานตาครอสโปรยเงินกันอย่างชื่นมื่น
กระทั่งใน Facebook นี้ ยังมีคนมาขอแอดเป็นเพื่อนตั้งแต่คืนวันพุธจนถึงวันศุกร์เพิ่มอีกประมาณ 100 กว่าราย โอย นอกจากต้องอ่านมาก วิเคราะห์มาก พิมพ์มากแล้ว ยังต้องกดรับเพื่อนอีกมากด้วย แต่ก็ยินดี หากเพื่อนใหม่ๆ ที่เข้ามานั้น หวังว่าจะเข้ามาหาความรู้ไปด้วยกัน เพราะเขียนไปหากไม่มีใครอ่าน ก็จะเหมือนเราเป็นคนบ้า

แล้วหุ้นกับทองคำจะขึ้นไปอีกนานเท่าไหร่ล่ะพี่ตู่
ไม่รู้ดิ      
อ้าว ไรฟะ ไม่รู้แล้วมารับแอดเป็นเพื่อนทำไมละนี่
เอ๊อ บ้าป่ะ ก็ตอนเธอแอดมาขอเป็นเพื่อน ไม่เห็นบอกล่วงหน้าว่าจะมาถามดัชนีหุ้นนี่หว่า หากบอกก่อนจะได้ไม่รับ เพราะไม่ใช่กูรู แต่เป็น กูไม่รู้  ฮึ สมน้ำหน้า
และแล้ว อาการ Euphoria (ไปหาความหมายใน http://www.urbandictionary.com/) ในฝั่งตะวันตกก็วูบหายไป เพราะหลังจาก ดาวโจร ขึ้นไปเกือบ 500 จุดในวันพุธ มันก็ตกลงมานิดหน่อย 23 จุดในวันพฤหัส กับ 0.61 จุดในวันศุกร์ เหมือนเฮโรอีนหมดฤทธิ์ภายในคืนเดียว
เหมือนกับว่าหลังจากกรี๊ดสนั่น 1 วัน แล้ว คนกระหน่ำซื้อดันนึกขึ้นมาได้ว่า
“เฮ้ย มันเป็นข่าวดีจริงไหม มันช่วยแก้ปัญหาจริงๆ ได้หรือเปล่า”
บางคนบ้างจะซื้อก็คิดว่า “จะรีบซื้อทำไม มันขึ้นไปเกิน 1000 จุดแล้ว น้ำก็ท่วม อะไรๆ มันยังไม่ชัด ปีหน้าโหราจารย์ทั้งหลายก็บอกเน่าแน่ๆ พินาศทั้งประเทศ ฯลฯ”
ในขณะที่คนขายก็นึกขึ้นมาได้ว่า “เฮ้ย เราขายหมูไปป่ะ ถ้ามันขึ้นไปมากกว่านี้มันน่าเสียดายที่รีบขายจัง” 
หรือที่ขายไปแล้วก็นึกว่า “เพี้ยง ... ขอให้คนซื้อมันซื้อมาเรื่อยๆ นะ ยังระบายของออกไม่หมดเลย”
เนี่ยะ การเทรดหุ้นมันก็มีอารมณ์อย่างงี้ละ โดยเฉพาะสำหรับพวกวิ่งเข้าวิ่งออกช่วงสั้นๆ แต่ก็ต้องรับว่าการทำกำไร (หรือขาดทุน) ช่วงสั้นๆ มันเหมือนมีมนตรามหาระรวยมากำกับ  
แต่มีคนมากขึ้นๆ ทุกทีในฝั่งตะวันตกที่มาถึงข้อสรุปเดียวกันว่า ที่บอกว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดกระทิงนั้น มันเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง และเป็นระบบที่มีคอร์รัปชั่น

เขาคิดถูก แต่ไม่ได้คิดถูกด้วยเหตุผลที่เขาคิด

ไปอ่าน Forbes กันหน่อย เพื่อดูว่า ทำไมทุนนิยมที่เรารู้จักกัน มันไม่เวิร์คแล้ว Forbes บอกว่า

“มีคนเพียง 0.1% เท่านั้นที่ได้กำไรจากการขายหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gain) เกินครึ่งของ Capital Gain ทั้งหมดในสหรัฐ”

0.1% นี่มันแค่ 315,000 คนจากอเมริกันชน 315 ล้านคน

และ 0.1% นี่ละที่ทำกำไรได้เกินครึ่งของการขายหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศภายในปีเดียว

และไอ้เจ้า Capital Gain อันนี้ละที่เป็นรายได้ถึง 60% ของรายได้ทุกชนิดที่ทำได้โดย 400 บริษัทใหญ่สุดในรายชื่อที่ Forbes 400

อู้ว ....

เฮ่ย  อย่าเพิ่ง อู้ว ... ดิ  อ่านต่อก่อน

มานึกกันก่อนว่าไอ้เจ้า 0.1% ของพวกอเมริกันนี่ มันคือใครกัน

พวกที่ Occupy Wall Street เรอะ   คิม คาร์ดาเชียน ที่เพิ่งแต่งไม่กี่วันก็หย่าแล้ว เรอะ   คือคนข้างบ้านเราที่เป็นครูอนุบาล เรอะ ฯลฯ

ก่อนจะหาคำตอบ เรากลับไปย้อนดูปี 2003 ที่อดีตประธานาธิบกีสหรัฐ จอร์ช บุช จูเนียร์ ออกกฏหมายยกเว้นการเก็บภาษีจาก Capital gain และเงินปันผล กันก่อน กฏหมายนี้ใครได้ประโยชน์ คำตอบก็อยู่ตรงนั้นแหละ

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2003 จอร์ช บุช ลงนามให้ กฏหมายลดภาษีในการลงทุน มีผลบังคับใช้

กฏหมายนี้มีทั้งการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดภาษีจากเงินปันผลจากเดิม 39.6% เป็น 15% และลดภาษีกำไรจากการขายหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 20% เป็น 15%

บุช ออกกฏหมายนี้ก็เพื่อจูงใจให้คนลงทุนในตลาดทุนของอเมริกามากขึ้น ต้องการให้ภาคธุรกิจมีการขยายการลงทุนมากขึ้น คนจะได้มีงานทำแล้วจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และต้องการช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวจากการตกต่ำซบเซาหลังจากสูญเสียมูลค่าตลาดไป 6 ล้านล้านดอลลาร์เนื่องจากฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีแตกโพละในช่วง 1999-2000 แถมยังโดนกระหน่ำด้วยเหตุการณ์ 9/11 จนไปไม่เป็น 

ใช่ มันดูดีมาก ใครๆ ก็อยากให้รัฐลดภาษี ใช่ไหม และในขณะที่ลดภาษี ก็ต้องไม่ลดบริการและสวัสดิการภาครัฐด้วยนะเว่ย 

เหมือนที่เราชอบบอก เฮียเม้ง ที่ขายข้าวมันไก่ว่า “เฮีย ข้าวมันไก่ พิเศษ ห่อนึง ข้าวเท่าเดิม ไก่เยอะๆ แต่อั๊วจ่าย 20 บาทนะ ไม่จ่าย 35 บาทแล้ว”

เฮียไม่เอาปังตอสับคอเราก็บุญแล้ว

แต่นักการเมือง ไม่ใช่เฮียเม้ง

เฮียเม้งจะขายข้าวมันไก่หรือจะไม่ขายเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้อาศัยลูกค้าให้มาเลือกตั้งทุก 4 ปี แต่นักการเมืองไม่มีทางเลือก เพราะทุก 4 ปีต้องให้ลูกค้าเลือกเขาเข้ามาบริหารประเทศ

ดังนั้น อะไรๆ ที่ดูดีต่อกระเป๋าของลูกค้า ย่อมทำให้โอกาสเข้ามาบริหารประเทศสูง จริงมะ

ผู้ได้ประโยชน์จากกฏหมายนี้ น่าจะเป็นทุกคนที่ลงทุน ทั้งภาคธุรกิจ และภาคลงทุนในตลาดทุนอันรวมผู้คนทั่วไปด้วย แต่มันกลับเป็นว่ารวยกระจุก จนกระจุย

บริษัทใหญ่ๆ และคนรวยไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ความมั่งคั่งจากการลดภาษีนี้ รวมถึง Hedged Funds ทั้งหลาย ที่บูมสนั่นหลังกฏหมายนี้มีผลบังคับใช้ 

ดูได้จาก It's crystal clear that the Bush tax reduction on capital gains and dividend income in 2003 was the cutting edge policy that has created the immense increase in net worth of corporate executives, Wall St. professionals and other entrepreneurs.Capital Gain ที่เป็นรายได้ถึง 60% ของรายได้ทุกชนิดที่ทำได้โดย 400 บริษัทใหญ่สุดในรายชื่อที่ Forbes 400

Capital gain tax นั้นเดิมทีก่อนปี 1978 มันเท่ากับ 35% แล้วก็ลดเป็น 28% ด้วยเหตุผลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจและตลาดทุนให้ฟื้นขึ้นจากสภาพซบเซา

และในยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มันก็ถูกลดลงมาด้วยเหตุผลเดียวกันไปอีก เหลือ 20% ในปี 1981

พอถึงวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ก็เพิ่มขึ้น 8% เป็น 28% ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นช่วงนั้นฮวบฮาบลงมาถึง 23%

พอถึงปี 1997 ประธานาธิบดี บิล สามียัยฮิลลารี คลินตัน ก็ยอมลดลงมาเหลือ 20% อีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้แหละที่ทำให้ Hedge Funds ทั้งหลายกับพวก Private Equity บูมสนั่น และเป็นจุดที่เร่งความมั่งคั่งให้ไปกระจุกอยู่ที่พวก 0.1% ของคนทั้งประเทศ

ทุกประธานาธิบดีที่ลดภาษีชนิดนี้จะบอกเหตุแห่งการลดภาษีว่าเพื่อทำให้เกิดความมั่งคั่ง

ใช่ ไม่ผิดเลย มันเกิดความมั่งคั่งจริง

แต่ความมั่งคั่งนั้นทำไมมันไปอยู่ที่คนเพียง 0.1% เท่านั้น ทำไมกลุ่มนี้ได้กำไรจากการขายหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gain) เกินครึ่งของ Capital Gain ทั้งหมดในสหรัฐภายในปีเดียว โดยคน 0.1% นี่มันแค่ 315,000 คนจากอเมริกันชน 315 ล้านคน !!

และหากเอาไปเทียบกับรายได้ทุกประเภทของประเทศแล้ว พวกอภิมหารวย 0.1% มีส่วนแบ่งในรายได้นั้นถึง 25% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขของทุกประเทศใดใดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในช่วง 1979-2005

ไม่นานเกินรอเราคงได้เห็นว่าพวก 0.1% นี้มีใครบ้าง เพราะสื่อมวลชนคงจะตามเรื่องนี้แบบกัดติด แล้วคงจะมีม็อบไปชี้หน้าด่าพวกเขาว่าไอ้พวกเศรษฐีเห็นแก่ตัว
เออ คนจะรวยมันผิดตรงไหนฟะ หรือต้องจนให้เหมือนกันทุกคน มันถึงจะดี
ไม่ผิดเลยที่จะรวย แม้กระทั่ง Capital Gain tax ที่ 15% ก็ไม่ผิด และผู้ลงทุนก็ช้อบชอบ ซึ่งจะชอบมากกว่านี้ด้วยหากลดลงมาเหลือ 0% จริงป่ะล่ะ
แต่เมื่อคนตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องหาแพะ และมันง่ายที่จะชี้เป้าไปที่คนรวยๆ ว่าแกนั่นแหละต้นเหตุที่ทำให้ข้าเดือดร้อน
ก็คนพวกนี้เขาจะไม่เคยหาสาเหตุที่แท้จริงหรอก เพราะมันต้องใช้สมองมากไปซึ่งไม่ถนัด  ต้องใช้เวลามากไปซึ่งไม่บันเทิง  สู้ไปเย้วๆ ชี้หน้าด่าคนรวย แล้วข่มขู่เรียกร้องจากรัฐบาลมืออ่อนให้โปรยเงินในรูปแบบต่างๆ มาให้ตัวเองไม่ได้  มันง่ายกว่ากันเยอะ  แถมยังเท่ซะไม่มี
ใช่แล้ว ระบบถูกคอร์รัปชั่นครอบงำจนตกต่ำลงไปทุกที
แต่สาเหตุไม่ได้มาจากพวกรวยๆ 1% ที่พวก 99% ซึ่งไป Occupy Wall Street ร้องด่า ทั้งยังไม่ได้มาจากพวก 0.1% ที่ได้ประโยชน์จากการลดภาษี capital gain ด้วย และมันก็ไม่ได้มีเหตุมาจากการผ่อนคลายกฏระเบียบของธนาคารกลาง ไม่ได้มาจากการลดภาษี ไม่ได้มาจากพวก CEO เป็นคนโลภ (ทำธุรกิจหากไม่มีความโลภบ้าง จะทำธุรกิจจนมีกำไรได้อย่างไรล่ะ) และมันก็ไม่ได้เป็นเพราะระบบทุนนิยมมันห่วยแตก
เออ เว้ย แล้วมันเป็นเพราะอะไรล่ะ
เดี๋ยวสิ ใจเย็นๆ  เรื่องนี้ไม่ง่ายนัก ก็ขนาด Forbes ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นยังเข้าใจผิดไปโทษพวก 0.1% เลย แล้ว Wall Street Journal ก็ยังไปไม่ถูกจุดเลยนี่ อย่าไปน้อยอกน้อยใจว่าทำไมเราโง่ (อันนี้หลอกด่า)
 
Wall Street Journal ลงข่าวว่า “ทุนนิยมที่เรารู้จัก ไม่เวิร์คแล้ว” แล้วก็ลงอีกบทความนึงว่า “โมเดลแบบจีนเจ๋งกว่าระบบตลาดเสรีที่อเมริกาใช้”
อู้ว .... หรือว่าอเมริกาอยากจะเป็นคอมมูนิดขึ้นมาละทีนี้
บทความใน Wall Street Journal อันนี้เขาเปรียบเทียบ ตลาดเสรีที่มีการโมดิฟายด์ (Modified market) กับ ตลาดเสรีแบบดั้งเดิมตามทฤษฎี (Free market) โดยผู้เขียนบทความสรุปปัญหาว่าเป็นเพราะ อเมริกาขาดความสามารถในการวางแผนและควบคุม เมื่อเทียบกับจีน ถึงได้ล้มเหลว สู้จีนไม่ได้ เพราะจีนมีการใช้ทุนนิยมไปผสมผสานกับคอมมูน ก็โมดิฟายด์นั่นแหละ โดยมีอำนาจควบคุมทั้งระบบเต็มที่
อาฮะ นั่นน่ะหรือคือสิ่งที่อเมริกันต้องการ
หรือคนอเมริกันต้องการให้มีแผนจากศูนย์กลางอำนาจมากขึ้น เท่าที่มีทุกวันนี้ยังไม่พออีกเรอะ
หรือว่าต้องการให้มีอำมาตย์กับชนชั้นปกครองมาชี้นิ้วสั่งให้เราดำเนินชีวิตอย่างไรมากขึ้น  จะได้มีเปรตคอยขอส่วนบุญประชานิยมมากขึ้น  เอางั้นเรอะ
มันน่าผิดหวังมากในช่วงวิกฤติเลห์แมนถึงวิกฤติซับไพรม์ในช่วงปี 2008-2009 ที่เราสามารถรอดพ้นวังวนด้วยการออกไปยืนห่างๆ ให้พ้นจากศูนย์กลางวิกฤติและไม่เสียงกับการโดนหางเลข แต่ก็มีคนจำนวนมากที่กระโดดลงไปในวังวนเพราะความโลภ แต่ทำไมคนฆ่าตัวตายจากวิกฤตินั้นแทบไม่มี คนที่ควรถูกตำหนิด่าว่าก็มีน้อย 

บางคนอาจจะเถียงว่าที่ไม่มีคนกระโดดตึกตายจากวอลสตรีทก็เพราะหน้าต่างมันล็อคแล้วทุกตึก
เออ ไอ้เบื๊อก
ความจริงที่ไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นก็เพราะว่า ทุกคนรู้ว่า “ทุกปัญหามันจะมีคนแก้”   
นี่ไงคำตอบ “ทุกปัญหามันจะมีคนแก้”
ถ้าเราเชื่อและทำตามระบบทุนนิยมเสรี จะลดภาษี จะขึ้นภาษี ก็ว่ากันไป ใครจะรวย ใครจะจน ก็ว่ากันไป  ใครจะเจ๊ง ก็ต้องปล่อยไป ใช่ไหม
ถ้าเราทำตามนั้น ไม่โมดิฟายด์ระบบ ทุนนิยมเสรีก็จะกวาดล้างแบงค์ที่ไปไม่ไหว กวาดล้างคนอ่อนแอ คนไม่สามารถให้หลุดพ้นออกไปหลังวิกฤติครั้งไหนๆ รวมถึงวิกฤติในปี 2008-2009
ซึ่งหากเรายอมให้ระบบมันทำงานของมัน ดัชนีดาวโจรอาจลงไปอยู่ที่ 6000 ไปแล้ว ไม่ใช่ระดับเป็นหมื่นอย่างวันนี้ และคนรวยๆ ก็จะเจ๊งไปสัก 10 ล้านล้านดอลลาร์ ต้องล้มละลาย  ธุรกิจที่แข่งขันไม่ไหว  หรือเน่าเฟะเพราะความโลภอย่างแบงค์ใน Wall Street ก็จะเจ๊ง ต้องผิดตัว ล้มละลาย ขายทรัพย์สิน เปลี่ยนมือ ฯลฯ
หากระบบทุนนิยมเสรี ทำงานอย่างเสรีแบบที่มันควรจะเป็น เราจะไม่เห็น Bank of America หรือ Goldman Sachs ออกมาผงาดในยุทธจักร Wall Street ให้คนหมั่นไส้กันอีก เพราะมันต้องล้มหายตายจากไป
นั่นคือจุดหมายปลายทางของวิกฤติในระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งวิกฤติเกิดขึ้นก็คือเพื่อกันคนโง่ คนไร้สามารถ โดยเฉพาะคนโง่แต่รวย ให้ออกไปจากเงิน เพราะคนรวยย่อมเสียเงินมากกว่าคนจนๆ เนื่องจากเขามีเงินมากมายที่จะให้เสีย

ใครๆ ก็อยากรวย อยากมีอำนาจ อยากมีสถานะที่ได้รับการยอมรับในสังคม เพียงแต่คนรวยๆ มีโอกาสกว่าคนจนที่จะได้รับทั้ง 3 อย่างนี้
แต่พวกเปรตขอส่วนบุญมักต้องการไปถึงมันอย่างง่ายดายที่สุดและเร็วที่สุด
การไปให้ถึงได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุดไม่มีอะไรดีไปกว่าการปล้นมันไปจากคนอื่น
คนรวยๆ ได้เงินปันผล ได้กำไรจากการขายหุ้น  นักการเมืองได้ส่วนแบ่งใต้โต๊ะ และได้เงินสนับสนุนแคมเปญพรรคจากคนรวยๆ
ชนชั้นกลางตกงาน หนี้ท่วมหัว บ้านโดนยึดซึ่งในไม่ช้าจะต้องโดนขายทอดตลาดราคาถูกๆ ไปให้คนรวย และชนชั้นกลางก็สูยเสียมาตรฐานที่ดีในการดำรงชีวิต

นั่นละ สิ่งที่รัฐบาลในประเทศทุนนิยมโมดิฟายด์ทำกัน
รัฐบาลอเมริกันยอมให้คนรวยได้ แต่เมื่อคนรวยๆ เช่นแบงค์ทำพลาดจาก Subprime และ CDOs แทนที่จะปล่อยให้กลไกทุนนิยมเสรีทำงาน รัฐบาลอเมริกันกลับไปฆ่าตัดตอนระบบทุนนิยมเสรีด้วยการอุ้มคนรวยด้วยการสนับสนุนตลาดหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ผ่านการอัดฉีดเงินดอกเบี้ยต่ำสุดๆ อย่างไม่ควรเป็นลงไปในระบบแบงค์ ผ่าน QE 1, QE2, QE3, … QEn  และแบงค์ก็ไม่ยอมเอาเงินนั้นไปปล่อยกู้ต่อสาธารณชนซึ่งกำลังลำบาก เพราะหากปล่อยกู้ก็จะเกิดผลดีต่อกระเป๋าเงินคนในวงกว้าง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการปล้นโอกาสที่จะรวยมากขึ้น
สิ่งที่แบงค์ทำก็คือ เอาเงินกู้ราคาถูกของลุงเบนที่พิมพ์มาอัดฉีดระบบ ไปเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้น
คนรวยๆ ที่พลาดพลั้ง ธุรกิจที่ไปไม่ไหวแล้วเช่นอุตสาหกรรมรถอเมริกันที่ไม่ทันสมัย ผลิตรถไม่ประหยัดพลังงานกลับได้รับการโอบอุ้ม แทนที่คนอเมริกันจะได้ใช้รถดี ราคาถูกกว่า ประหยัดน้ำมันกว่า ก็ต้องใช้รถราคาแพงเพราะรัฐบาลไปอุ้มอุตสาหกรรมรถ
แล้วมันทุนนิยมเสรีที่ตรงไหน คนที่เสียประโยชน์และจนลงไปทุกวันเพราะโดนปล้นความมั่งคั่งไปก็คือประชาชน
ทำไมรัฐบาลต้องช่วยคนพวกนั้นล่ะ
นั่นสิ ทำไม 
ลองไปดูสิว่าใครส่งเงินสนับสนุนพรรคการเมือง  นั่นคือคำตอบ
พวก Wall Street ทั้งนั้นเลยที่อยู่ใน Top List ที่จ่ายให้พรรคการเมืองมากที่สุด
ดังนั้น จึงไม่แปลกหรอกที่นักการเมืองจะสนับสนุนกฏหมายและการกระทำที่ช่วยคนรวย
อย่างนี้ละคอร์รัปชั่น และเป็นคอร์รัปชั่นระดับชาติที่กระทำโดยภาครัฐเลยทีเดียว
เพราะเมื่อแบงค์จะล้ม รัฐบาลก็ฉ้อฉลด้วยการเอาภาษีประชาชนไปช่วยอุ้ม จนงบประมาณรัฐปิดหีบไม่ได้ ต้องกู้ และกู้ๆๆๆ  มาใช้
พอแบงค์ยืนได้ แทนที่จะปล่อยกู้ให้ประชาชน กลับไปยึดบ้านเขา ปล่อยให้เขาไปกางเต๊นท์นอนน่าอนาถทั่วกรุง ทั้งๆ ที่บ้านที่ยึดมานั้นมันขายไม่ออก หยากไย่เพียบ เนรคุณเห็นๆ
พอสิ้นปี แบงค์ก็ Merry Christmas ให้กับตนเองด้วยโบนัสจำนวนน่าขนลุก แล้วแบ่งเงินส่วนนึงไปสนับสนุนพรรคการเมือง ส่วนประชาชนที่โดนปล้นความมั่งคั่งไปก็ต้องนอนหนาวสั่น อดอยาก หิวโหย ร้องไห้กันทุกคืนในเต๊นท์กันต่อไป และไม่มีคริสมาสสำหรับคนจน
พวก Hedge Fund ทั้งหลายก็พลอยฟ้าพลอยฝนจากการเสกแบงค์เข้าระบบของลุงเบนไปด้วย กำไรถ้วนหน้า
แต่มวลชนไม่เคยแสวงหาความจริง เขารู้แต่ว่าเขาโดนทอดทิ้ง แต่เพราะอะไรเขาไม่รู้ และไม่ค่อยสนใจหาความจริง  เขาเพียงแต่แสดงความโกรธแค้น แล้วชี้ไปที่คนรวย
สิ่งที่มวลชนทำคือ Occupy Wall Street
ทำไมถึงไม่ไป Occupy รัฐสภา ทำเนียบขาว ที่ Washington DC ล่ะ
มาดูอีกตัวอย่างนึงของการต่อยอดคอร์รัปชั่นด้วยการปิดปากคนรู้ทัน

เหตุการณ์ที่รัฐบาลส่งทหารอเมริกันไปรบนอกประเทศอย่างอิรัค อาฟกานิสถาน มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและกองทัพคิดแต่จะจัดการกับพวกผู้ก่อการร้ายเท่านั้น แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะชนะในสงครามที่แท้จริงเลย แล้วในวันนี้รัฐบาลก็เริ่มชี้ว่าพวกผู้ก่อการร้ายกำลังอยู่ในตะวันออกกลาง (ในไม่ช้าก็คงจะไปอยู่ที่ตะวันตกกลาง อยู่ที่นั่น อยู่ที่นี่ ฮ่าๆๆๆ)
แต่ตอนนี้ รัฐบาลเริ่มมองว่าผู้ก่อการร้ายที่แท้จริงคือคนอเมริกันที่อยู่ในประเทศแล้ว
Business Insider รายงานว่า....
“กฏหมายใหม่เรื่อง การป้องกันภัยแห่งชาติ (National Defense Authorization Act) มันน่ากลัวมาก เพราะในปลายสัปดาห์นี้รัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มว่าจะผ่านกฏหมายฉบับนี้ ที่จะสามารถขังพวกเราชาวอเมริกันคนไหนก็ได้ตลอดชีวิตไว้ในคุกกวนตานาโม หรือในคุกลับของฐานทัพที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา ไม่ให้มีทนาย และไม่มีการต่อสู้ในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม หากมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อการร้าย”
มันแปลว่าอะไรล่ะ

นั่นก็คือ คนอเมริกันจะไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมสิ้นเสรีภาพไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว รัฐบาลสามารถทำอะไรกับคุณก็ได้ โดยชี้หน้าว่า “แก ไอ้พวกผู้ก่อการร้าย ไอ้ตัวภัยต่อความมั่นคง”

โห ..... นี่มันย้อนไปในยุค 6 ตุลา ในประเทศไทยเลยนะนั่น

ต่อไปผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบ อหิงสา ผู้เขียนบทความตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับรัฐบาลในเรื่องคอร์รัปชั่น หรือในเชิงลบ  จะโดนข้อหาผู้ก่อการร้าย ผู้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แล้วโดนจับไปยัดคุกตลอดชีวิตโดยไม่ต้องไต่สวน ไม่ให้มีทนาย  ไม่ให้ขึ้นศาล

มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนอเมริกันซึ่งเป็นประเทศเสรีที่สุดกลับยอมให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะแบบนี้

นี่ละจุดเริ่มต้นของคอร์รัปชั่น และจุดจบของทุกอย่าง

คอร์รัปชั่นจะนำไปสู่ความไม่พอใจ

ความไม่พอใจจะนำไปสู่การจราจล 

และการจราจลจะนำไปสู่ความเจ็บปวด


(คราวหน้าจะต่อด้วยเรื่อง คอร์รัปชั่นกับ Insider Trading ซึ่งจะเจาะลึกในกรณีอุ้มแบงค์)