ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิกฤตอเมริกา ตอนที่ 16

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

4 ตุลาคม 2554


มาเริ่มจากข่าวรอบตัววันนี้ก่อน ....

รัฐบาลกรีซ เปิดเผยร่างงบประมาณปีหน้าซึ่งจะทำให้หนี้ (National Debt) เพิ่มขึ้นจาก 162% ของ GDP เป็น 173%สเปน มีคนว่างงานมากขึ้น เพิ่มจากเดือนก่อนกว่า 2%  กลายเป็นนั่งกินนอนกิน (หากยังมีจะกิน) ตั้ง 21% แล้ว โอ๊ย ... ช่างน่าอยู่เสียจริงประเทศที่คนไม่ต้องทำงานแบบนี้

จากข่าวไม่ดีในตะวันตก ผสมโรงกับเรื่องนังเอเธนส์จะยังไม่ได้ตังค์ เพราะนังตัวร้ายยังตัดงบประมาณใช้จ่ายไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้นังเอเธนส์เสี่ยงที่จะพลาดชำระหนี้ในเดือนหน้า และยังข่าววุ่นๆ เรื่อง EU ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องจะให้ภาคเอกชนมาช่วยแบกหนี้  พอสิ้นวัน ปรากฏว่าตลาดหุ้นย่านเอเชียพังพาบไปตามระเบียบ รวมทั้งหุ้นไทย แต่ฮ่องกงกับสิงคโปร์หนักกว่า หดไปประมาณ 3.5% ในขณะที่เราหด 1% กว่าๆ

หดไปหมดเลย

เอ้า ยัง ยังไม่พอ Goldman Sachs ยังออกมาลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกไปอีก จากเดิมคาดว่าปีนี้โต 3.9% และปีหน้า 4.2% หดลงเหลือปีนี้ 3.5% กับปีหน้าเป็น 3.5%  โดยคาดว่ายุโรปจะโตปีนี้ 0.1%

เย้ยยยย ...... 0.1% เนี่ยะนะ  โต !!

ก็เออน่ะสิ หรือจะมาเถียงว่าไม่โต หุบปากซะ !!

นอกจากนี้ยังคาดว่า เยอรมนี กับ ฝรั่งเศส กำลังเข้าแดนเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession ในปีนี้ และสหรัฐจะยังโตที่อัตรา 1.4%

ฮู้ย .... ดีจัง จะได้เลิกเรียกว่าทั่นประธานาธิบดี Zerobama ซักที มันพิมพ์ยาวน่ะ เมื่อยมือ

หุ้นธนาคารเชื้อสายฝรั่งเศสกับเบลเยียม ชื่อ Dexia ถึงกับคอหักในวันนี้อีก 20% หลังจากเมื่อวานทำแพลงกิ้งไป 10% ซึ่งคืนวานนี้กรรมการแบงค์ต้องประชุมฉุกเฉิน ได้ผลว่ารัฐบาลฝรั่งเศสกับเบลเยียมจะเข้ามาช่วยเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผู้ฝาก

ชะ ชะ ช้า แล้วจะมีสถาบันประกันเงินฝากไปทำไมว้า ในเมื่อพอเข้าตาจนก็จะขนเงินหลวงที่มาจากราษฎร์ไปช่วยทุกครั้งแบบนี้

น้าน ... มาแล้ว ..... ลุงเบน เบอร์นานเก้  แหม คิดถึงจัง   ลุงเบนจะไปที่ Capotol Hill หรือรัฐสภานั่นแหละ คงจะไปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน แต่ยังไม่เริ่มประชุมเพราะตรงกับเวลาดึกในบ้านเรา รอไปก่อนนะตัวเอง

ไปดูผู้ประท้วงที่ Wall Street  ภายใต้ชื่อ Theme หลักคือ Occupy Wall Street  กัน

หากจำได้ เราคุยเรื่องนี้กันในเรื่อง วิกฤติอเมริกันตอนที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม ว่าจะมีการประท้วงวันแรก 17 กันยายน ภายใต้ชื่อ Day of Rage : Occupy Wall Street  : Bring Your Tents  และเสนอภาพข่าวกับคลิปวิดิโอให้ดูเป็นระยะๆ โดยได้คาดว่านี่อาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เนื่องจากคนจำนวนมากยากลำบากเหลือเกิน แต่ไม่ค่อยมีข่าวลงในอเมริกาหรือที่ไหนเท่าไหร่

วันนี้ สำนักพิมพ์ชินหัว ของจีน ออกมาด่าอเมริกาที่ห้ามสื่อลงข่าวแล้ว

เมื่อ 2 วันก่อน แม้กระทั่งไทยเองก็ลงข่าวว่าคนประมาณ 700 คน ถูกจับกุมเพราะกีดขวางทางจราจรที่สะพานบรู๊คลิน หลังๆ มานี้ ผู้ประท้วงเริ่มโฟกัสไปที่การขยายแนวร่วมผ่าน Theme ย่อยว่า “We are the 99%” ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่กลุ่ม 1% ที่ร่ำรวยในอเมริกาซึ่งครอบครองความมั่งคั่งไว้กว่าครึ่งของความมั่งคั่งของประเทศ บางคนก็บอกว่ามากกว่ากลุ่ม 99% รวมกันทั้งหมด

กลุ่มคน 99% ของทั้งสหรัฐนี่จะประกอบไปด้วยคนที่มีรายได้ต่ำ คนที่มีรายได้ปานกลาง กับอีกประมาณครึ่งหนึ่งของผู้อยู่ในกลุ่มมีรายได้สูง (แต่สูงไม่พอจะเรียกว่ารวยจริง)  ประมาณแค่ไฮซ้อ ไม่ใช่ไฮโซ

หากจับพวก 1% มาแยกธาตุดู โดยแยกมาเฉพาะพวกมหาเศรษฐีที่มีเป็นพันล้านดอลลาร์ ก็พอดีไปค้นพบข้อมูลจาก Forbes Magazine ที่เคยลงทำสถิติจากการสำรวจเศรษฐีพันล้านในสหรัฐว่า

ปี 1982             มี 13 คน  
ปี 1983             มี 15 คน  
ปี 1984             มี 12 คน 
ปี 1985             มี 13 คน   
ปี 1986             มี 26 คน  
ปี 1987             มี 49 คน 
ปี 1988             มี 68 คน  
ปี 1989             มี 82 คน  
ปี 1990             มี 99 คน

เสียดาย ยังหาตัวเลขปีหลังๆ ไม่ได้ แต่ถ้าช่างสังเกตสักหน่อยจะเห็นว่าก่อนปี 1986 มีเศรษฐีพันล้านเฉลี่ยปีละ 13 คน แต่พอถึงปี 1986 มีเพิ่มขึ้นเร็วมาก  

ทำไมถึงเพิ่มได้มากตั้งแต่ปี 1986 ล่ะ

ก็เพราะ รัฐบาลรีแกน ได้ออกกฏหมายภาษีขึ้นมาใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม 1% ในช่วง Recession น่ะสิ นั่นละ จุดเริ่มต้นของการผ่อนถ่ายความมั่งคั่งจากชนชั้นกลางไปยังชนชั้นปกครอง

เกิดมารวยมันก็ดีงี้ละ สามารถครอบงำนักการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนได้ ในขณะที่ขี้ข้าอีก 99% ต้องเป็นวัวเป็นควายทำงานแล้วโดนสูบเลือดเนื้อออกไปตามท่อประปาของทุนนิยม

การประท้วงต่อต้านครั้งนี้เป็นการประท้วงแบบ Open-source ซึ่งเริ่มจุดติดแล้ว และได้ผลอย่างมากในช่วงปีก่อนในแอฟริกาเหนือ และกำลังเริ่มเห็นผลในอเมริกา เพราะม็อบจุดติดแล้ว

การประท้วงแบบเปิด หรือ Open-source Protest ซึ่งเป็นเทคนิคของการก่อม็อบจำนวนมากๆ โดยมีกฏ ดังนี้ (คนประสบการณ์สูงในการก่อม็อบเมืองไทยไม่ต้องอ่านเลย เพราะเท่าที่ทำกันไปก็ทำได้เจ๋งกว่าอยู่แล้ว)

1. ระบุเป้าหมายที่ง่ายๆ สั้นๆ โดยเขาใช้คำชวนตอนแรกว่า Occupy Wall Street และก็ทำสำเร็จด้วย เพราะอะไร ก็เพราะใครๆ ก็เกลียดพวกขี้โกง คอร์รัปชั่นในแบงค์ และคนรวยใน Wall Street น่ะสิ นั่นละเป้าหมายที่เห็นได้ง่ายและชัดเจน   อิจฉา อะดิ้  (ว้าย... คำพูดคุ้นๆ นะ)

2. ตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาที่จะ Occupy Wall Street นั้นทำได้จริง แม้จะไม่กิ๊บเก๋เบ็ดเสร็จเท่ากับไปยึดสนามบิน ยึดราชประสงค์ อย่างบ้านเราก็เหอะ แถมยังตั้งเต๊นท์ได้ นี่ก็เป็นการทำได้ตามคำชักชวนแล้วว่า Bring Your Tents

3. ปล่อยให้แต่ละคนสร้างสรรค์ไอเดียออกมากันเอง ไม่ให้มีผู้นำ อันนี้ต่างกับม็อบใหญ่ๆ ในบ้านเราที่พร้อมเพรียงพรึ่บพรั่บด้วยป้าย ด้วยเสื้อ ด้วยอุปกรณ์มือตบ ตีนตบ ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ยังกะมีคนผลิตให้ไว้รอท่า มีเวทีคอนเสิร์ตเหมือนกัน จนชักจะสงสัยแล้วว่าคนจัดงานน่าจะใช้ Organizer รายเดียวกัน 555555+

4. สนับสนุนใครก็ได้ที่จะสามารถนำในเรื่องเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุม และเรื่องผลักดันการเคลื่อนไหวให้เข้าเป้าหมายเร็วขึ้น แต่ไม่สนคนที่เสนอแนวทางที่เกินตัวหรือซับซ้อนเกินไป

5. หากใช้วิธีอะไรแล้วได้ผล ให้บันทึกไว้ แล้วนำมาใช้มันอีก แล้วเผยแพร่แบ่งปันให้ทุกคนที่อยากได้เทคนิคนั้น อะไรที่ได้ผลให้ทำซ้ำๆ ผลิตซ้ำๆ  นั่นก็คือคำว่า We are 99% นั่นไง โดนใจสุดๆ ไม่เชื่อลองดูตัวอย่างนี้


และ 6. ขยายแนวร่วมด้วยการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ออกไปมากๆ อย่างที่สะพานบรูคลิน แล้วรัฐอื่นๆ ก็โดนใจด้วยคำว่า We are 99% การรวมตัวก็เลยระบาดไปที่ซานดิอาโก้ บอสตัน ชิคาโก และที่อื่นๆ รวมถึงที่บัลติมอร์ในวันพรุ่งนี้ด้วย



สังเกตุไหมว่าเป้าหมายในการโจมตีไม่ใช่รัฐบาลเลย  ไม่ใช่นักการเมือง  เพราะคนต้นคิดเขารู้ดีว่าพวกที่ว่านั้นเป็นแค่พ่อค้าคนกลาง แต่ตัวการที่แท้จริงคือพวก Wall Street นั่นเอง ที่ผลักดันให้รัฐบาลออกกฏหมายที่จะเอื้ออำนวยการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน รวมถึงการอุ้มแบงค์ที่ล้มเหลวด้วย และทุกครั้งที่ไปอุ้ม ความมั่งคั่งของชนชั้นกลาง ของประเทศโดยรวม ก็ถูกสูบเอาไปให้พวก Wall Street นั่นละ 

ในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเริ่มมีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คนใกล้หมดความอดทน หลายคนบอกว่าสิ้นหวัง โกรธแค้น และใกล้จะระเบิดแล้ว กู้หนี้ยืมสินจนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อส่งลูกเรียนมหาวิยาลัยเพียงเพื่อมาพบว่าลูกจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ แม้จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

นั่นละคือสิ่งที่เกิดขึ้นในไคโร ในแมดริด

และน่าเศร้าใจที่จะคาดได้ว่าความเสียหายทางจิตใจต่อคนในเจเนอเรชั่นนี้ที่จบแล้วออกมาหางานทำไม่ได้ จะคงอยู่ในจิตใจและพฤติกรรมในอนาคตไปอีกนานแสนนาน เหมือนกับอันตรายอันใหญ่หลวงทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมือง ในยุค 30’s ซึ่งเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) นั้นได้เคยกดประทับลงไปในจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นที่ไม่มีงานให้ทำไปแล้วทั้งเจเนอเรชั่น แล้วสิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ในวันที่ทั่นประธานาธิบดี Zer_0_Bama รับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น อัตราว่างงานอยู่ที่ 6.7% และวันนี้มันเป็น 9.1% แล้ว และหากเราเชื่อในสิ่งที่ ECRI ทำนายที่เล่าให้ฟังในวันก่อนที่บอกว่า “มันกำลังจะแย่ลงไปทุกที ใครกำลังหางานทำ บอกได้เลยว่าสภาพตลาดงานต่อไปนี้จะเรียกว่า Job Depression เลยก็ได้”  

หากเป็นอย่างนั้น ก็สรุปได้เลยว่าการว่างงานจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ และความไม่สงบจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ที่ในขณะที่ฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆ เริ่มแตกโพละไปเรื่อยๆ

จนกว่าขบวนการปรับตัวลงไปสู่พื้นฐานทางเศรษฐกิจจริงจะจบลง (The Great Correction) ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายๆ ปี

Broward County ซึ่งมีพลเมือง 165,000 คน อาจจะไม่มีตำรวจรับสายฉุกเฉิน 911 แล้วในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ทั้งๆ ที่หลายปีมาแล้ว Al Lamberti  นายอำเภอของที่นี่ยังช่วย Fort Lauderdale รับเรื่องร้องเรียนทาง 911 ให้ด้วยฟรีๆ แต่ปีก่อนนี้ Broward County โดนตัดงบ นายอำเภอต้องแจ้งไปยัง Fort Lauderdale ว่าขอค่าบริการปีละ5.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง นสพ. Sun-Sentinel รายงานว่าไม่มีเมืองไหนตั้งงบไว้เลย ดังนั้น นายอำเภอจึงขู่ว่าจะไม่รับโทร 911 ให้อีกแล้วในวันศุกร์นี้เป็นต้นไป ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันสำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมาก

Arthur Blank ซื้อคฤหาสน์หรู 7 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ชื่อ Atlanta Falcons เมื่อปี 1993 ซึ่งตอนนั้นประธานาธิบดี บิล คลินตัน ยังนั่งทำงานบนโต๊ะในห้องรูปไข่ ที่มี ยัยลูวินสกี้ คุกเขาอยู่ใต้โต๊ะอยู่เลย


Arthur Blank บอกว่าเวลานี้อะไรๆ ก็ช่างยากลำบากจริงๆ ราคาที่ขาย 3.9 ล้านดอลลาร์ ก็แค่ 1 ใน 3 ของราคาที่ประกาศ 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงจากทุนไปแล้ว แต่คนซื้อก็ซวยด้วย เพราะต้องจ่ายภาษีอีก 84,000 เหรียญ

เอาละ .. กลับมาเมืองไทยกันเหอะ

นี่คือดัชนีหุ้นของทั่วโลกตัวหนึ่งที่เรียกว่า MSCI AC World ซึ่ง Citigroup เอามาพล็อตโดยเริ่มจาก มกราคม 2008 ถึงสิ้นธันวาคมในปีเดียวกัน แล้วเอาแต่ละเดือนของปีนี้ ปี 2011 มาเทียบ 

มันเหมือนกันไหม และตั้งแต่เดือน ตค นี้เป็นต้นไปมันจะเป็นยังไง ? หากซ้ำรอยละก็ จุด จุด จุด ....


ทีมวิจัยของเรา บลจ.บัวหลวง (ให้เครดิตเขาหน่อย เดี๋ยวใช้งานนอกเรื่องแบบนี้เขาจะไม่ทำให้) เลยลองทำแบบเดียวกันแต่ใช้ SET Index มาเทียบในช่วงเดียวกัน


เขาสรุปให้ตามคำถามที่ถามไป ว่า

1.       ในอดีตจนวันนี้ มัน Decoupling หรือเปล่า (หมายถึงดัชนีหุ้นไทยเราแยกออกจากดัชนีหุ้นโลกซึ่งมีน้ำหนักของตลาดตะวันตกอยู่มาก หรือไม่)

เขาตอบมาว่า ไม่ Decoupling เพราะตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นโลกมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน (Correlation) มากขึ้นกว่าในอดีต จาก Financial Globalization ที่มากขึ้น ดังนั้น การกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกจะได้ประโยชน์น้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก แต่ Relative Performance ของตลาด EM (Emerging market หรือตลาดเกิดใหม่อย่างเรา) จะดีกว่า DM (Developed Market อย่างยุโรป และ สหรัฐ)

แต่ในแง่เศรษฐกิจ Real Sector จะมีการ Decoupling (แยกจากกัน) เพิ่มขึ้น เพราะ EM ได้ลดการพึ่งพาการส่งออกไปตลาด DM น้อยลง และอิงการบริโภคภายในประเทศหรือ Domestic Consumption ภายในกลุ่มกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Foreign Reserve) จำนวนมากกว่าในอดีตเยอะ และสถาบันการเงินของเราที่แข็งแกร่งมากก็จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกถ้าเกิด Global Economic Downturn รอบนี้

2.       ต่อจากนี้ไป มองอย่างไร มันจะซ้ำรอยเดิมไหม
           
เราคิดว่าไม่ซ้ำรอยเดิม เพราะประสบการณ์จากปี 2008 ทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจของ EM นำโดยจีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย เป็นต้น สามารถช่วยให้เศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจาก Great Recession ได้ด้วยฐานะการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันที่ตลาดกลัวกันมากเพราะกังวลว่าจะเกิดซ้ำรอย เลยรีบขายก่อน เพราะรอบปี 2008 ขายไม่ทัน เรียกว่าเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ งั้นเหอะ (ไม่หยาบนะ ภาษาคนโบราณ)
           
เรามีมุมมองเช่นนี้เพราะ เราใช้หลัก Heuristic มาตอบโจทย์นี้ และไม่คิดว่า Policy Maker ของยุโรป จะโง่เง่าไปกว่านี้

เขาบอกมาว่า หลัก Heuristic ก็คือการค้นพบเทคนิคจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหา อันจะทำให้แก้ได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้สามัญสำนึกที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ 

ก็หมายถึงประสบการณ์ทั้งต้มยำกุ้ง ทั้งประสบการณ์ Subprime นั่นแหละ แหม ทำเป็นใช้คำเก๋

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

2 ตุลาคม 2554


“The U.S. Economy is Tipping into a New Recession”

30 กันยายน 2554 ตามเวลาสหรัฐช่วงเช้า (เท่ากับค่ำๆ ของเมืองไทยวันที่ 1 ตุลาคม 2554)  Lakshman Achuthan  จาก ECRI สถาบันวิจัยเศรษฐกิจอิสระที่มีผลงานเป็นที่เชื่อถือกันมาก ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านการให้สัมภาษณ์ทีวีช่อง  CNBC ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าแดนลบแล้ว  ซึ่งหมายถึง Recession นั่นแหละ  ซึ่งจริงๆ แล้วในความรู้สึกของคนทั่วไปนั้นมันเกินขั้นไปไกลแล้ว

แล้วทั่นประธานนาธิบดี Zer_0__Bama ของเรา ก็อาจต้องเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับตัวเลขติดลบ

ตลาดทุนทั่วโลกจะสนองตอบแบบตกอกตกใจขนาดไหน?  ไม่มีใครรู้  อาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หรืออาจงั้นๆ ก็ได้ เพราะข่าวมันมากเหลือเกิน และเพราะชินชากับข่าวดีสลับข่าวร้ายจนแยกไม่ออกแล้ว ได้แต่สนองตอบแบบรายวัน

แบบนี้ดี โบรกเก้อร์จะได้มีรายได้  

แต่สำหรับ Pension Fund สำหรับ กองทุนที่มีนโยบายลงทุนยาวนาน ต้องให้ความสนใจ  ซึ่งพวกเราไม่ควรตกใจ

เพราะอะไร

เพราะเราคุยกันเลยขั้นนี้ไปแล้ว ไม่ได้เขียนสนุกๆ อย่างเดียว และไม่ได้หวังให้อ่านเพื่อหัวเราะอย่างเดียว แต่ให้รับรู้ทางข้างหน้าเอาไว้  จะได้เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังมา อย่างคนมีสติ 

แล้วมันก็น่าแปลกที่ข้อมูลข่าวอันนี้ ไม่ค่อยมีลงในสื่อหลักๆ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดูปฏิกิริยาแล้วประเมินผลกระทบในเชิงพฤติกรรมแล้ว ก็ยังไม่พบ ไปเจอแต่ใน Blog นักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศเสียมากกว่า

EMRI ระบุในชิ้นรายงานนี้ว่า “วันนี้ เราขอส่งสัญญาณให้ดังๆ และชัดเจนว่า ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของเราแต่ละตัวเรียงตามลำดับได้แก่  1. U.S. Long Leading Index   2. Weekly Leading Index  และ  3. U.S. Short Leading Index  เราพบว่าอัตราชี้วัดการเติบโตของทั้ง 3 ดัชนีของเรานี้เข้าสู่วัฏจักรขาลงแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับเครื่องมือชี้วัดอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทุกภาคที่นักวิจัยแต่ละทีมของ ERMI ดูแลอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าไม่มีอะไรจะมาช่วยรั้งวัฏจักรขาลงของเศรษฐกิจสหรัฐอมเริกาไว้ได้อีกแล้ว”

จากดัชนีทั้งหมดนั้น สรุปก็คือ สหรัฐวิ่งเข้าแตะเส้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession แล้ว จะเรียกเป็น Double Dip หรืออะไรเก๋ๆ ก็ตาม มันก็ย้ำว่า Recession  หรือ Hard Landing ก็ช่างมันเหอะ

Tom Keen จาก CNBC ถามว่า “ขอถามสั้นๆ 1 ประโยค ทำไมจึงมาบอกว่า Recession ในตอนนี้ล่ะ”
ECRI’s Lakshman Achuthan  ก็ตอบสั้นๆ ประโยคเดียวเหมือนกัน ว่า  “ดูที่การลุกลามแพร่กระจายของดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญของเราเองซึ่งมองไปที่ผลข้างหน้า”

คำว่าลุกลามแพร่กระจายนี้หมายถึงจากดัชนีชุดหนึ่งที่จะติดต่อไปยังชุดต่อๆ ไป เหมือนหมอตรวจคนไข้ พบว่า มีน้ำมูกไหล ไปส่องตรวจคอต่อก็พบว่าคอแดง อักเสบ เป็นหนองเต็ม ไปฟังเสียงปอดต่อชักจะแย่  โอ้ว...แม่นแล้ว คุณเป็นไข้หวัดใหญ่ อะไรทำนองนี้ละ

ต่อไปนี้เป็นบางคำพูดสำคัญในการสัมภาษณ์ของเขา

  • “แนวโน้มของดัชนีชี้วัดหลายๆ ตัวของเรา พบว่าดัชนีมากกว่า 12 ตัวที่มองในหลายแง่มุม ต่างชี้ออกมาว่ามันจะเป็นไฟป่าเลยทีเดียว”
  • “ใครที่กำลังตกงาน หางานทำ บอกได้เลยว่าสภาพตลาดงานเรียกว่า Depression เลยก็ได้”  (หมายถึงสภาพตลาดงานตกต่ำย่ำแย่กว่า Recession)
  • “มันกำลังจะแย่ลงไปทุกที”
  • “ผมไม่สนใจว่าตัวเลข GDP จะเป็นยังไงหรอก แต่ Spain ยังไม่เคยพ้น Recession เลย   Italy ก็กำลังย่างเข้าสู่ Recession  ประเทศแกนหลักในยุโรปก็ดูไม่ดีเลย”
  • “หากไม่มองแค่ตัวชี้นำเศรษฐกิจระยะสั้นๆ ทั่วไปแล้ว ผมเห็นว่าอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมของโลกยังไม่มีทางจะดีขึ้นไปได้ในเวลาอันสั้น”
  • “ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังลงต่อไปได้อีก ก็ดูของญี่ปุ่นนั่นไง”
  • “มาตรวัดอัตราเงินเฟ้อในอนาคตของยุโรปกำลังชี้ว่ามันจะลดลง”

แล้วจะเชื่อถือได้ขนาดไหน ในเมื่อ ECRI เคยปฏิเสธมาก่อนในเดือน พฤศจิกายน 2007 ว่า US จะยังไม่เผชิญกับ Recession ในอนาคตข้างหน้า

แล้วของจริงก็ตูมเลย 2 เดือนหลังจากนั้น

อ้าว แล้วทำไมยืนยันว่า ECRI น่าเชื่อถือล่ะ


ก็เพราะว่าเขาไม่เคยทำนาย Recession ล่วงหน้าจริงๆ น่ะสิ  ทุกครั้งที่ว่าแม่นนั้น มันเกิด Recession ไปแล้วต่างหาก

แล้วเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ที่อื่นเป็นไงมั่ง

โอ้ว ...... เป็นคำถามที่ชาญฉลาดมาก หนูเกรซ  

ถูกแล้ว เราต้องดูคู่ค้าหลักๆ ของเรา เพื่อประเมินตัวเองต่อไป

ที่ ฝรั่งเศส ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปีนี้แบนแต๊ดแต๋  รัฐบาลของน้าซาร์โกซีกำลังถูกสภาพต่างๆ กดดันอย่างหนัก เพราะไม่โตแล้วยังต้องตัดงบประมาณ นี่คือสิ่งที่เกิดกับฝรั่งเศส ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป และคาดว่าในไตรมาส 3 นี้จะแน่นิ่ง เป็น Zero_Sarkozi  ตามโอบามาไปอีกคน

RTT News รายงานว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศทั้งยูโร (Eurozone) ในเดือนมิถุนายน ลดลง 0.7% จากเดือนก่อนหน้าอย่างเข็มขัดสั้น เพราะคาดไม่ถึง ตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น Durable Consumer Goods Output  ก็หดลงมาแป้ก ติดลบไป 2.5%  Capital Goods Production หดลง 1.5%  ในขณะที่ Non-Durable Consumer Goods Output  หดลง 0.5% และหดลงอีกหลายตัว

หดหมดเลย   ไวอากร้าไม่ได้ผลแล้ว

รอยเตอร์ รายงานว่า เยอรมนี โตเพียง 0.1% ในไตรมาส 2 และการบริโภคของผู้คนก็หดไปเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายในปี 2009 อัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมก็เชื่องช้าที่สุดในรอบ 23  แล้วเราคงจะได้เห็น Zero Angie ตามชื่อนายกรัฐมนตรี Angela Merkel กันละ

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรปก็หดไป 1.1% ทั้งๆ ที่เคยคาดว่าจะเป็นบวก 1.2%

ไม่มีทางแล้วที่ยูโรโซนจะขับเคลื่อนรถไฟไฮสปีดทางเศรษฐกิจไปได้ดังหวัง

โอ้ยๆ  แล้วจีนล่ะ

เมื่อประมาณ 10 วันก่อน Hedge Fund Manager ชื่อ Jim Chanos  ออกรายการทีวีของ Bloomberg  ซึ่งมี Carol Massar สัมภาษณ์เรื่องเศรษฐกิจ หนี้ และสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน  

Jim Chanos  เป็นผู้ชี้ให้เห็นในปี 2000 ว่า Enron กับ William Communication กำลังจะเน่าในช่วงที่หุ้น 2 ตัวนี้กำลังร้อนแรง และแน่ละ ไม่มีใครเชื่อเขาตามระเบียบ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ชอบข่าวร้าย แล้วในปีต่อมาราคาหุ้น  Enron ก็รูดมหาราชลงมา 99.9% ในขณะที่  William Communication ก็ทำแพลงกิ้งพังพาบลงมา 96%
และตอนนี้ Jim Chanos ผู้ได้รับฉายานามว่า  “The Man Who Called Enron” บอกว่า “พบปัญหาหลายจุดในการเติบโตของจีน อัตราการเติบโตของจีนอาจจะเป็นศูนย์ และเมื่อดูหนี้ของจีนก็คล้ายๆ กลุ่มยูโร”
ความจริงเราก็เคยเล่าสู่กันฟังแล้ว ในวันที่ 8 กันยายน 2554 เรื่อง “หลินปิง โปรดอย่าป่วย”  ใครยังไม่ได้อ่าน ให้ไปคีย์หาอ่านจาก กูเกิ้ล ได้เลยค่ะ เพราะตัวเองไม่เคยทำหน้า Blog หรือเวบไซท์อะไรเก็บไว้ เนื่องจากไม่อยากแบกภาระเพิ่ม

เขาให้สัมภาษณ์ว่า “ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้ค่อยๆ ชะลอลงซึ่งจะทำให้ปรับตัวได้ แต่มันจะเป็น Hard Landing ปลายปีนี้หรือปีหน้า ก็ CEO ของบริษัท Komatsu ยังเพิ่งบอกว่าเขามีปัญหาแล้วเพราะไม่ได้รับเงินค่าขายรถขุดดินจากจีนเลย  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดนกดดันทางการเงินจนต้องไปหากู้จากตลาดมืด (Shadow Banking System) ซึ่งมีธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมากในประเทศจีน เหมือนทุกๆ อย่างในจีนนั่นแหละ”
Chanos  เล่าต่อว่า “ในขณะที่รัฐบาลกลางของจีนพยายามอย่างหนักที่จะแก้ปัญหาและเข้าไปกำกับควบคุมไม่ให้บานปลาย  ข้าราชการในระดับมณฑลต่างๆ กลับมีแรงจูงใจให้กู้เพื่อผลักดันโครงการก่อสร้างต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง”
อย่างนี้คงไม่ผิด หากเราจะฟันธงไปเลยว่า กู้แล้วรวย ยิ่งสร้างยิ่งรวยอ่ะ ใครจะทำไม
Chanos เล่าอีกว่า “เราขายทิ้งหุ้นธนาคารต่างๆ ของจีนแล้ว รวมถึงหุ้นของผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่ขายของก่อสร้างให้จีนด้วย แต่เราชอบบ่อนในมาเก๊า เรียกว่า Long Corruption, Short Property Play ก็ได้”
Chanos ย้ำอีกว่า “ใครๆ ก็ทำนายว่าสินเชื่อใหม่ๆ ในจีนกำลังจะเป็นหนี้เสียสักครึ่งหนึ่ง รัฐบาลกลางของจีนก็เคยพูดไว้เองเมื่อปีที่แล้วว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมาก ถ้าหนี้จีนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0%-40% ของ GDP และครึ่งหนึ่งเป็นหนี้มีปัญหาและแก้ไขได้สักครึ่งหนึ่ง มันก็ยังเหลือปัญหาอีก 15%-20% อยู่ดี  นั่นก็คือหากตัดหนี้เสียที่แก้ไขไม่ได้แล้ว อัตราการเติบโตของจีนจึงอาจจะเป็น จู๋น จุด จู๋นจู๋น ได้ง่ายๆ”

นี่เขาคงบอกใบ้ว่าหากจีนไม่เสกคาถาทางตัวเลขละก็ อัตราการเติบโตที่ว่าจะเป็น 9% ของจีนนั้น มันจะเป็น Zero_China อีกคนละสิ

เหอ ...... เอิ้กกกกก ....... เราลองไปดูประเทศอื่นๆ ดีกว่าไหม จะเป็นลม

ได้เลย

ในขณะที่ IMF  คาดว่าจีนจะโตขึ้น 9.5% ในปีนี้ และ 9.0% ในปีหน้า ในขณะที่ทั้งโลกจะโต 4% ในปีนี้ ลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิมเมื่อเดือนมิถุนายนลงไปนิดหน่อยนั้น Michael Pettis ผู้เชียวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินของจีน และเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาการเงินที่มหาวิยาลัยปักกิ่ง ทั้งยังเป็น Senior Associate ในโครงการ Carnegie Asia Program ที่ปักกิ่ง  ได้ทำนายไว้ไม่นานมานี้ว่า
1.         BRICs (Brazil, Russia, India และ China) กับประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้แยกออกจากกันไปได้เลย หมายถึงไม่มี Decoupling อย่างที่นักวิเคราะห์ได้ประเมินเอาไว้ก่อนหน้าในปีก่อนๆ) ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่การบูมของเศรษฐกิจที่เกิดจากมีสภาพคล่องในระบบล้นเหลือนี้จบลงไป (หมายถึงอัดฉีดเงินเข้าไปกระตุ้น) เมื่อนั้น ประเทศพัฒนาแล้วจะเจ็บหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก

2.         ใน 2 ปีข้างหน้าสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนต่อ GDP ของจีนจะลดลงต่อเนื่อง

3.         ระดับหนี้ของจีนจะพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วต่อเนื่องในช่วงตลอดสิ้นปีนี้และปีหน้า

4.         จีนจะเติบโตช้าลงอย่างมากในปี 2013-2014  และจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% ในปลายทศวรรษนี้

5.         การลดลงของอัตราการเติบโตของ GDP จีน จะกระทบการลงทุนกับความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารอย่างไม่ได้สัดส่วนกัน 

6.         หากแบงค์ชาติจีนไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลง จีนอาจโตช้าลงเร็วขึ้น คือช้าลงในปีนี้ 

7.         การเติบโตช้าลงอย่างมากของจีนจะไม่นำไปสู่ Social Unrest (ความไม่สงบ) ถ้ารัฐบาลจีนจัดสมดุลให้เกิดขึ้นได้ (หมายถึงดูแลผลกระทบและเตรียมเยียวยาทุกภาคส่วน ทุกชนชั้น ไม่เลือกปฏิบัติ)

8.         ภายใน 3 ปี ปักกิ่งจะต้องสำรวจเรื่องการแปรรูปกิจการขนาดใหญ่ออกไปจากรัฐบาลอย่างจริงจัง และจัดให้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐ  

9.         การเมืองในยุโรปจะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็ว เพราะพรรคหลักๆ จะเปลี่ยนไปนิยมแนวคิดหัวรุนแรง หรือไม่งั้นก็ร่อแร่ (พรรคการเมืองไม่ทำอะไรที่แสดงให้มหาชนฐานเสียงเห็นว่าปกป้องผลประโยชน์ประเทศตนเองแล้วละก็ พรรคคงพัง)

10.       สเปน และอีกหลายประเทศ บางทีอาจจะอิตาลี ด้วย แต่ไม่รวมฝรั่งเศส  จะถูกกดดันให้ออกไปจากกลุ่มยูโรเพื่อไปแก้ไขปัญหาหนี้ตัวเองเสียใหม่โดยได้รับการลดหนี้มหาศาล  (เอาเลย รีบออกไปซะ)

11.       เยอรมนี จะดึงดันอย่างงี่เง่าด้วยการปฏิเสธภาระพี่ใหญ่ตามสัดส่วนของตนในการรับภาระคนอื่นในกลุ่มยูโร อันจะทำให้ประเทศที่ติดลบตอบโต้และทำให้เยอรมนีมีอัตราการเติบโตเป็นศูนย์หรือติดลบไปหลายๆ ปี

12.       แนวคิดที่จะการปกป้องการค้าของอเมริกาจะยังคงอยู่ต่อไปและจะเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่ยอมผ่อนปรน  และการว่างงานในระดับสูงจะยังคงอยู่ไปอีก 2-3 ปี

โอ้ว .... ทั้ง 12 ข้อนี้ มีดีข้อเดียวคือข้อ 12 ตรงที่ว่าการว่างงานสูงๆ จะอยู่ไปอีก 2-3 ปี

การทำนายของ Michael Pettis เนี่ยะ มีความต่างกับ Jim Chanos  ตรงที่เขาไม่เห็นว่าจีนจะถึงกับพังพาบลงไปแบนแต๊ดแต๋ เป็น Zero_China อย่างที่ Jim Chanos  เห็น

Mark Twain บอกไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อนว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเดิม อย่างมากก็คล้ายๆ กันในบางช่วงเท่านั้น”

แต่ Peter Atwater ผู้เป็น President และ CEO ของ Financial Insyghts LLC (Insyghts สะกดอย่างนี้จริงๆ ไม่ได้พิมพ์ผิด)  เถียงว่า “Mark Twain พูดผิดแล้ว เพราะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมเปี๊ยบๆ เลย ก็ลองเทียบวันนี้กับปี 2008 สิ”

Peter Atwater มักกล่าวเสมอๆ และเขียนลงในเว็บ Minyanville’s ว่า “ในช่วงสุดๆ ของวงจรหนี้ การดูงบกำไรขาดทุนเป็นเพียงดูอดีต ที่ถูกต้องแล้วต้องไปดูที่งบดุลเพราะมันบอกอนาคต”

Peter Atwater เขาหมายถึงการดูฐานะสถาบันการเงิน  แต่ก็ใช้ได้นะ หากนำไปดูวงจรธุรกิจ/เศรษฐกิจแบบแชร์ลูกโซ่ แบบที่กำลังเกิดในจีนไปทุกแห่ง ซึ่งหมายถึงหากไม่มีเงินใหม่เข้ามา ทุกอย่างก็จะจบ และผลกระทบก็จะมีต่อทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ในจีน

เพราะรายได้จะถูกนับว่าเป็นจริงก็ต่อเมื่อได้รับเงินจริงๆ  ไม่ใช่ลงบัญชีเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

ดังนั้น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้จีนแต่ไม่ได้รับเงินจริงๆ จึงเป็นสัญญาณเตือนในเรื่องนี้

ซึ่งความจริงก็คือไม่มีเศรษฐกิจที่ไหนในโลกที่จะเติบโตต่อเนื่องได้ตลอดกาล มันมีวงจรของมัน ทั้งเติบโต รุ่งเรือง ชะลอตัว และหดตัวลง แต่จีนไม่เคยหดลงเลยตั้งแต่ปี 1976  

ดูแค่นี้คงพอแล้วที่จะประเมินสถานการณ์โลกได้

อ้าว ยังไม่พอเหรอ  เอาไปอีกหน่อยแล้วกัน

ญี่ปุ่น คงไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว นอกจากเน่าสนิทเป็นสิบปีแล้ว ยังเจอเรื่องสึนามิอีก ตอนนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก็เป็น New Low ในรอบ 3 เดือนไปแล้ว  การลงทุนเพื่อการผลิตก็ดิ่งลง 7.8% ในไตรมาส 2 ปีนี้ โดยคาดว่าจะโตเพียง 1%  

แหม ฮิตจริงๆ  คงจะเป็น Zero_Japan ไปอีกรายละ

Market watch บอกว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอังกฤษ  หดไปเหลือ 49 เท่านั้น นับเป็นตัวบ่งชี้ที่ต่ำที่สุดในรอบ 26 เดือน    

Financial Times รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของ สวิส ของ สวีเดน ตกหมด และ รอยเตอร์ ก็รายงานว่าอัตราการเติบโตของ GDP สวิส อืดที่สุดตั้งแต่ปี 2009 โดยภาคส่งออกโดนหนักเนื่องจากค่าเงินสวิสแข็งปั๋ง

Bloomberg บอกว่า GDP ของ Canada ตกลงไป อย่างไม่น่าเชื่อ นำโดยด้านส่งออกที่ลดลงไป 2.1%   

Brazil ก็ลดดอกเบี้ยไป 0.5% อย่างไม่คาดคิดเพื่อไปต่อสู้กับ Recession ทำให้ผู้คาดการณ์เรื่องนี้ทั้งหมด 100% จาก 62 สำนัก โดนหักปากกาเซียนหงายท้องกันหมด 

รอยเตอร์ รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของ Taiwan ก็ติดโรคหดจู๋ไปด้วย เหลือเพียง 45.2 เท่านั้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตกต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2009   

ผู้ประกอบการค้าปลีกรายยักษ์ของ ออสเตรเลีย ที่จำชื่อไม่ได้ บอกว่าจะมียอดขายตกต่ำเป็นอย่างมากในช่วงคริสมาสที่จะถึงนี้ และจะมีการลดราคามหาศาล  ซึ่งมันจะเป็นคริสมาสที่ยากที่สุดเท่าที่เคยพบ

แล้วมันจะเหลืออะไรอีกล่ะ

แล้วไทยจะเป็นยังไง

ในเมื่อคนซื้อไม่มีกำลัง ประเทศไทยเราก็แย่อะดิ้

เออ ใช่ โดนด้วย

เราส่งออกไปยังยุโรปกับสหรัฐลดลงไปมากจาก 40% กว่าๆ ในหลายปีที่ผ่านมา ลดลงเหลือแห่งละ 9% กว่าๆ แล้วมาเพิ่มเอเชียด้วยกัน โดยเฉพาะจีน

แล้วจะบอกว่าเรารอดได้ไหม

ยัง ยังไม่ได้ เพราะประเทศคู่ค้าของเราอย่างจีนหรืออื่นๆ ต่างก็มีการส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐด้วย เรียกว่ากระทบทางอ้อม  โดยจีนมีสัดส่วนส่งออกไป 2 กลุ่มนี้ถึง 37% ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ จีนเองก็ท่าทางจะเป็นหลินปิงป่วยในไม่ช้านี้ด้วย

ดังนั้น เราติดหวัดแหงๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นนิวมอเนีย

เพราะหากเทียบกับปี 2008 เราอาจกระทบตรงรถยนต์/ส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ ยางพารา และเครื่องปรับ อากาศ ที่เราส่งตรงไปยังยุโรป ลดยอดลงไป 30%-57%  ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเครื่องนุ่งห่มกระทบเล็กน้อย 6%-9% ประมาณคนส่วนนึงเก็บเงินไว้กินดีกว่า ใส่เสื้อเก่าๆ ไปก่อนได้ 

ส่วนที่ส่งออกไปสหรัฐนั้นกระทบที่ ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องนุ่งห่ม  หดลงไป 26%-48% แต่พวกอาหารอย่างปลากระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง และกุ้งแช่แข็ง ไม่กระทบเลยในยุโรป และเพิ่มขึ้นสำหรับสหรัฐ 5%

ในวันนี้ จีนสั่งสินค้าจากไทยและอาเซียนเพื่อบริโภคภายในเพิ่มขึ้น ไม่ได้เอาไปผลิตเพิ่มแล้วส่งออก  เราอาจจะได้รับผลกระทบบ้างเมื่อจีนเจ็บ แต่เรายังอยู่ได้หากมีการบริโภคภายในประเทศในระดับที่เหมาะสม

ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ไม่รู้หรอก ทำนายดัชนีไม่เป็น ไม่เคยทำนาย  เพราะมองปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักมากกว่า ยกเว้นตอนจะซื้อขายหุ้น จึงใช้เทคนิคัลมาประกอบเท่านั้น

ดังนั้น โปรดอย่าถามว่าพรุ่งนี้หุ้นไทยจะเป็นอย่างไร อาทิตย์หน้าจะเป็นอย่างไร เพราะเราตอบไม่ได้หรอกค่ะ ตอบไปก็แค่โม้ หรือมั่ว เพราะมันขึ้นกับการแสดงออกของผู้เล่นในตลาด อันทำนายได้ยาก  

ค่ายกองทุน บลจ.บัวหลวง (ต้องเน้นว่ากองทุนเท่านั้น เพราะมีโบรกเก้อร์บัวหลวง ซึ่งเป็นคนละบริษัทกัน) ไม่เคยให้ทำนายดัชนีหุ้นเลยค่ะ

สรุปต่อท้ายก็คือ อย่ารออ่านเพียงเพื่อให้ฟันธงว่าหุ้นไทยพรุ่งนี้จะเป็นไง เพราะนั่นจะไม่พัฒนาความคิดค่ะ ไม่มีใครรู้หรอก

อยากให้อ่านด้วยเหตุ ด้วยผล และไม่ต้องเชื่อไปทุกอย่าง ขอให้ "คิด" เท่านั้นก็พอใจแล้ว

เบอร์หนึ่งของ Vanguard Group บอกว่า ....

ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบได้ว่าหุ้นไทยจะตกไปอีกไหม และแค่ไหน และในโลกของการลงทุนนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น อนาคตเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

แต่หน้าที่ของเราก็คือ เราพยายามตัดสินใจอย่างเฉลียวฉลาด มีแผนการลงทุนที่รอบคอบ รัดกุม ซึ่งสามารถสร้างความสมดุลระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน

และที่สำคัญก็คือ อย่าไปสนใจเสียงร้องโหวกเหวกรอบด้านในตลาด

หลายคนพูดว่าทุกวันนี้มันเหมือนกับไม่มีทางเลือกในการลงทุนเลย ทุกอย่างมีความเสี่ยงสูงไปหมด แต่เราไม่มีทางเลือก เราต้องลงทุน เพราะถ้าเราไม่ลงทุน เราจะไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ทุนที่เคยมี และเงินที่กองอยู่เฉยๆ ก็จะด้อยค่า

ในโลกของการลงทุนไม่มีภาวะตลาดที่ย่ำแย่จนลงทุนไม่ได้ เพราะเวลาตลาดตก มันก็เป็นตลาดที่ดีสำหรับคนซื้อ แต่ไม่ดีสำหรับคนขาย

ปัญหาก็คือเรามักปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ปล่อยให้ความตื่นเต้นในช่วงสั้นๆ มาบดบังความคิดเรื่องเป้าหมายระยะยาวของการลงทุนเพื่อการเกษียณ แม้ว่าวันนี้การลงทุนในหุ้นจะดูไม่สดใสเหมือนปีก่อน แต่หุ้นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้น

หุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ปันผล และมีการเติบโตของกำไร  ในขณะที่พันธบัตรกับตราสารหนี้ให้ดอกเบี้ย  ส่วนทองคำไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีปันผล ในตัวของมันเอง

10 ปีข้างหน้า พันธบัตรอาจจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 3.5%  แต่หุ้นดีๆ มีปันผลประมาณไม่ต่ำกว่า 5% กับมีอัตราผลกำไรของบริษัทที่น่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณไม่ต่ำกว่า 5%  รวมแล้วเป็น 9%

ดังนั้นในช่วง 10 ปี พันธบัตรน่าจะให้ผลตอบแทนตลอด 10 ปีที่ 50% แต่สำหรับหุ้นที่ได้ปีละ 9% นั้น มันจะเป็นผลตอบแทนช่วง 10 ปี ที่เกิน 100%

บางคนบอกว่าทองคำเป็นฟองสบู่แล้ว  อันนี้แล้วแต่ความเชื่อ 

แต่หลายคนก็เชื่อว่ามองว่าทองคำจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป ในระยะสั้นจะเห็นความผันผวนสูง อาจขาดทุนได้

หุ้นอาจจะตกลงไปอีก หากเหตุการณ์ในสหรัฐกับยุโรปไม่คลี่คลาย  ซึ่งจะเกิดเป็นระยะๆ จนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย  แต่หากดำเนินนโยบายดี ด้วยประเทศไทยยังมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง และมีการบริโภคที่ดีในประเทศ เราก็จะรอดค่ะ  แต่ทั้งสิงคโปร์กับฮ่องกง จะโดนเต็มๆ ละ

อัตราการส่งออกเทียบกับ GDP แต่ละประเทศในอาเซียน
สิงคโปร์                         170%+
ฮ่องกง                           เกือบ     160%
มาเลเซีย                        ประมาณ 80%
ไต้หวัน                          ประมาณ 61%
ไทย                               ประมาณ 60%
เกาหลีใต้                       เกือบ 40%
จีน                                ประมาณ 30%
อินโดเนเซีย                    ประมาณ 22%
อินเดีย                           ประมาณเกือบ 20%
(อ่านจาก Chart เลยระบุตัวเลขไม่ได้เป๊ะๆ ค่ะ)