คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
4 ตุลาคม 2554
มาเริ่มจากข่าวรอบตัววันนี้ก่อน ....
รัฐบาลกรีซ เปิดเผยร่างงบประมาณปีหน้าซึ่งจะทำให้หนี้ (National Debt) เพิ่มขึ้นจาก 162% ของ GDP เป็น 173%สเปน มีคนว่างงานมากขึ้น เพิ่มจากเดือนก่อนกว่า 2% กลายเป็นนั่งกินนอนกิน (หากยังมีจะกิน) ตั้ง 21% แล้ว โอ๊ย ... ช่างน่าอยู่เสียจริงประเทศที่คนไม่ต้องทำงานแบบนี้
จากข่าวไม่ดีในตะวันตก ผสมโรงกับเรื่องนังเอเธนส์จะยังไม่ได้ตังค์ เพราะนังตัวร้ายยังตัดงบประมาณใช้จ่ายไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้นังเอเธนส์เสี่ยงที่จะพลาดชำระหนี้ในเดือนหน้า และยังข่าววุ่นๆ เรื่อง EU ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องจะให้ภาคเอกชนมาช่วยแบกหนี้ พอสิ้นวัน ปรากฏว่าตลาดหุ้นย่านเอเชียพังพาบไปตามระเบียบ รวมทั้งหุ้นไทย แต่ฮ่องกงกับสิงคโปร์หนักกว่า หดไปประมาณ 3.5% ในขณะที่เราหด 1% กว่าๆ
หดไปหมดเลย
เอ้า ยัง ยังไม่พอ Goldman Sachs ยังออกมาลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกไปอีก จากเดิมคาดว่าปีนี้โต 3.9% และปีหน้า 4.2% หดลงเหลือปีนี้ 3.5% กับปีหน้าเป็น 3.5% โดยคาดว่ายุโรปจะโตปีนี้ 0.1%
เย้ยยยย ...... 0.1% เนี่ยะนะ โต !!
ก็เออน่ะสิ หรือจะมาเถียงว่าไม่โต หุบปากซะ !!
นอกจากนี้ยังคาดว่า เยอรมนี กับ ฝรั่งเศส กำลังเข้าแดนเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession ในปีนี้ และสหรัฐจะยังโตที่อัตรา 1.4%
ฮู้ย .... ดีจัง จะได้เลิกเรียกว่าทั่นประธานาธิบดี Zerobama ซักที มันพิมพ์ยาวน่ะ เมื่อยมือ
หุ้นธนาคารเชื้อสายฝรั่งเศสกับเบลเยียม ชื่อ Dexia ถึงกับคอหักในวันนี้อีก 20% หลังจากเมื่อวานทำแพลงกิ้งไป 10% ซึ่งคืนวานนี้กรรมการแบงค์ต้องประชุมฉุกเฉิน ได้ผลว่ารัฐบาลฝรั่งเศสกับเบลเยียมจะเข้ามาช่วยเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผู้ฝาก
ชะ ชะ ช้า แล้วจะมีสถาบันประกันเงินฝากไปทำไมว้า ในเมื่อพอเข้าตาจนก็จะขนเงินหลวงที่มาจากราษฎร์ไปช่วยทุกครั้งแบบนี้
น้าน ... มาแล้ว ..... ลุงเบน เบอร์นานเก้ แหม คิดถึงจัง ลุงเบนจะไปที่ Capotol Hill หรือรัฐสภานั่นแหละ คงจะไปรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน แต่ยังไม่เริ่มประชุมเพราะตรงกับเวลาดึกในบ้านเรา รอไปก่อนนะตัวเอง
ไปดูผู้ประท้วงที่ Wall Street ภายใต้ชื่อ Theme หลักคือ Occupy Wall Street กัน
หากจำได้ เราคุยเรื่องนี้กันในเรื่อง วิกฤติอเมริกันตอนที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม ว่าจะมีการประท้วงวันแรก 17 กันยายน ภายใต้ชื่อ Day of Rage : Occupy Wall Street : Bring Your Tents และเสนอภาพข่าวกับคลิปวิดิโอให้ดูเป็นระยะๆ โดยได้คาดว่านี่อาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เนื่องจากคนจำนวนมากยากลำบากเหลือเกิน แต่ไม่ค่อยมีข่าวลงในอเมริกาหรือที่ไหนเท่าไหร่
วันนี้ สำนักพิมพ์ชินหัว ของจีน ออกมาด่าอเมริกาที่ห้ามสื่อลงข่าวแล้ว
เมื่อ 2 วันก่อน แม้กระทั่งไทยเองก็ลงข่าวว่าคนประมาณ 700 คน ถูกจับกุมเพราะกีดขวางทางจราจรที่สะพานบรู๊คลิน หลังๆ มานี้ ผู้ประท้วงเริ่มโฟกัสไปที่การขยายแนวร่วมผ่าน Theme ย่อยว่า “We are the 99%” ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่กลุ่ม 1% ที่ร่ำรวยในอเมริกาซึ่งครอบครองความมั่งคั่งไว้กว่าครึ่งของความมั่งคั่งของประเทศ บางคนก็บอกว่ามากกว่ากลุ่ม 99% รวมกันทั้งหมด
กลุ่มคน 99% ของทั้งสหรัฐนี่จะประกอบไปด้วยคนที่มีรายได้ต่ำ คนที่มีรายได้ปานกลาง กับอีกประมาณครึ่งหนึ่งของผู้อยู่ในกลุ่มมีรายได้สูง (แต่สูงไม่พอจะเรียกว่ารวยจริง) ประมาณแค่ไฮซ้อ ไม่ใช่ไฮโซ
หากจับพวก 1% มาแยกธาตุดู โดยแยกมาเฉพาะพวกมหาเศรษฐีที่มีเป็นพันล้านดอลลาร์ ก็พอดีไปค้นพบข้อมูลจาก Forbes Magazine ที่เคยลงทำสถิติจากการสำรวจเศรษฐีพันล้านในสหรัฐว่า
ปี 1982 มี 13 คน
ปี 1983 มี 15 คน
ปี 1984 มี 12 คน
ปี 1985 มี 13 คน
ปี 1986 มี 26 คน
ปี 1987 มี 49 คน
ปี 1988 มี 68 คน
ปี 1989 มี 82 คน
ปี 1990 มี 99 คน
เสียดาย ยังหาตัวเลขปีหลังๆ ไม่ได้ แต่ถ้าช่างสังเกตสักหน่อยจะเห็นว่าก่อนปี 1986 มีเศรษฐีพันล้านเฉลี่ยปีละ 13 คน แต่พอถึงปี 1986 มีเพิ่มขึ้นเร็วมาก
ทำไมถึงเพิ่มได้มากตั้งแต่ปี 1986 ล่ะ
ก็เพราะ รัฐบาลรีแกน ได้ออกกฏหมายภาษีขึ้นมาใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม 1% ในช่วง Recession น่ะสิ นั่นละ จุดเริ่มต้นของการผ่อนถ่ายความมั่งคั่งจากชนชั้นกลางไปยังชนชั้นปกครอง
เกิดมารวยมันก็ดีงี้ละ สามารถครอบงำนักการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนได้ ในขณะที่ขี้ข้าอีก 99% ต้องเป็นวัวเป็นควายทำงานแล้วโดนสูบเลือดเนื้อออกไปตามท่อประปาของทุนนิยม
การประท้วงต่อต้านครั้งนี้เป็นการประท้วงแบบ Open-source ซึ่งเริ่มจุดติดแล้ว และได้ผลอย่างมากในช่วงปีก่อนในแอฟริกาเหนือ และกำลังเริ่มเห็นผลในอเมริกา เพราะม็อบจุดติดแล้ว
การประท้วงแบบเปิด หรือ Open-source Protest ซึ่งเป็นเทคนิคของการก่อม็อบจำนวนมากๆ โดยมีกฏ ดังนี้ (คนประสบการณ์สูงในการก่อม็อบเมืองไทยไม่ต้องอ่านเลย เพราะเท่าที่ทำกันไปก็ทำได้เจ๋งกว่าอยู่แล้ว)
1. ระบุเป้าหมายที่ง่ายๆ สั้นๆ โดยเขาใช้คำชวนตอนแรกว่า Occupy Wall Street และก็ทำสำเร็จด้วย เพราะอะไร ก็เพราะใครๆ ก็เกลียดพวกขี้โกง คอร์รัปชั่นในแบงค์ และคนรวยใน Wall Street น่ะสิ นั่นละเป้าหมายที่เห็นได้ง่ายและชัดเจน อิจฉา อะดิ้ (ว้าย... คำพูดคุ้นๆ นะ)
2. ตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาที่จะ Occupy Wall Street นั้นทำได้จริง แม้จะไม่กิ๊บเก๋เบ็ดเสร็จเท่ากับไปยึดสนามบิน ยึดราชประสงค์ อย่างบ้านเราก็เหอะ แถมยังตั้งเต๊นท์ได้ นี่ก็เป็นการทำได้ตามคำชักชวนแล้วว่า Bring Your Tents
3. ปล่อยให้แต่ละคนสร้างสรรค์ไอเดียออกมากันเอง ไม่ให้มีผู้นำ อันนี้ต่างกับม็อบใหญ่ๆ ในบ้านเราที่พร้อมเพรียงพรึ่บพรั่บด้วยป้าย ด้วยเสื้อ ด้วยอุปกรณ์มือตบ ตีนตบ ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ยังกะมีคนผลิตให้ไว้รอท่า มีเวทีคอนเสิร์ตเหมือนกัน จนชักจะสงสัยแล้วว่าคนจัดงานน่าจะใช้ Organizer รายเดียวกัน 555555+
4. สนับสนุนใครก็ได้ที่จะสามารถนำในเรื่องเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุม และเรื่องผลักดันการเคลื่อนไหวให้เข้าเป้าหมายเร็วขึ้น แต่ไม่สนคนที่เสนอแนวทางที่เกินตัวหรือซับซ้อนเกินไป
5. หากใช้วิธีอะไรแล้วได้ผล ให้บันทึกไว้ แล้วนำมาใช้มันอีก แล้วเผยแพร่แบ่งปันให้ทุกคนที่อยากได้เทคนิคนั้น อะไรที่ได้ผลให้ทำซ้ำๆ ผลิตซ้ำๆ นั่นก็คือคำว่า We are 99% นั่นไง โดนใจสุดๆ ไม่เชื่อลองดูตัวอย่างนี้
และ 6. ขยายแนวร่วมด้วยการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ออกไปมากๆ อย่างที่สะพานบรูคลิน แล้วรัฐอื่นๆ ก็โดนใจด้วยคำว่า We are 99% การรวมตัวก็เลยระบาดไปที่ซานดิอาโก้ บอสตัน ชิคาโก และที่อื่นๆ รวมถึงที่บัลติมอร์ในวันพรุ่งนี้ด้วย
สังเกตุไหมว่าเป้าหมายในการโจมตีไม่ใช่รัฐบาลเลย ไม่ใช่นักการเมือง เพราะคนต้นคิดเขารู้ดีว่าพวกที่ว่านั้นเป็นแค่พ่อค้าคนกลาง แต่ตัวการที่แท้จริงคือพวก Wall Street นั่นเอง ที่ผลักดันให้รัฐบาลออกกฏหมายที่จะเอื้ออำนวยการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน รวมถึงการอุ้มแบงค์ที่ล้มเหลวด้วย และทุกครั้งที่ไปอุ้ม ความมั่งคั่งของชนชั้นกลาง ของประเทศโดยรวม ก็ถูกสูบเอาไปให้พวก Wall Street นั่นละ
ในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเริ่มมีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คนใกล้หมดความอดทน หลายคนบอกว่าสิ้นหวัง โกรธแค้น และใกล้จะระเบิดแล้ว กู้หนี้ยืมสินจนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อส่งลูกเรียนมหาวิยาลัยเพียงเพื่อมาพบว่าลูกจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ แม้จะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
นั่นละคือสิ่งที่เกิดขึ้นในไคโร ในแมดริด
และน่าเศร้าใจที่จะคาดได้ว่าความเสียหายทางจิตใจต่อคนในเจเนอเรชั่นนี้ที่จบแล้วออกมาหางานทำไม่ได้ จะคงอยู่ในจิตใจและพฤติกรรมในอนาคตไปอีกนานแสนนาน เหมือนกับอันตรายอันใหญ่หลวงทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมือง ในยุค 30’s ซึ่งเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression) นั้นได้เคยกดประทับลงไปในจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นที่ไม่มีงานให้ทำไปแล้วทั้งเจเนอเรชั่น แล้วสิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ในวันที่ทั่นประธานาธิบดี Zer_0_Bama รับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น อัตราว่างงานอยู่ที่ 6.7% และวันนี้มันเป็น 9.1% แล้ว และหากเราเชื่อในสิ่งที่ ECRI ทำนายที่เล่าให้ฟังในวันก่อนที่บอกว่า “มันกำลังจะแย่ลงไปทุกที ใครกำลังหางานทำ บอกได้เลยว่าสภาพตลาดงานต่อไปนี้จะเรียกว่า Job Depression เลยก็ได้”
หากเป็นอย่างนั้น ก็สรุปได้เลยว่าการว่างงานจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ และความไม่สงบจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ที่ในขณะที่ฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆ เริ่มแตกโพละไปเรื่อยๆ
จนกว่าขบวนการปรับตัวลงไปสู่พื้นฐานทางเศรษฐกิจจริงจะจบลง (The Great Correction) ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายๆ ปี
Broward County ซึ่งมีพลเมือง 165,000 คน อาจจะไม่มีตำรวจรับสายฉุกเฉิน 911 แล้วในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ทั้งๆ ที่หลายปีมาแล้ว Al Lamberti นายอำเภอของที่นี่ยังช่วย Fort Lauderdale รับเรื่องร้องเรียนทาง 911 ให้ด้วยฟรีๆ แต่ปีก่อนนี้ Broward County โดนตัดงบ นายอำเภอต้องแจ้งไปยัง Fort Lauderdale ว่าขอค่าบริการปีละ5.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง นสพ. Sun-Sentinel รายงานว่าไม่มีเมืองไหนตั้งงบไว้เลย ดังนั้น นายอำเภอจึงขู่ว่าจะไม่รับโทร 911 ให้อีกแล้วในวันศุกร์นี้เป็นต้นไป ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันสำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมาก
Arthur Blank ซื้อคฤหาสน์หรู 7 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ชื่อ Atlanta Falcons เมื่อปี 1993 ซึ่งตอนนั้นประธานาธิบดี บิล คลินตัน ยังนั่งทำงานบนโต๊ะในห้องรูปไข่ ที่มี ยัยลูวินสกี้ คุกเขาอยู่ใต้โต๊ะอยู่เลย
Arthur Blank บอกว่าเวลานี้อะไรๆ ก็ช่างยากลำบากจริงๆ ราคาที่ขาย 3.9 ล้านดอลลาร์ ก็แค่ 1 ใน 3 ของราคาที่ประกาศ 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงจากทุนไปแล้ว แต่คนซื้อก็ซวยด้วย เพราะต้องจ่ายภาษีอีก 84,000 เหรียญ
เอาละ .. กลับมาเมืองไทยกันเหอะ
นี่คือดัชนีหุ้นของทั่วโลกตัวหนึ่งที่เรียกว่า MSCI AC World ซึ่ง Citigroup เอามาพล็อตโดยเริ่มจาก มกราคม 2008 ถึงสิ้นธันวาคมในปีเดียวกัน แล้วเอาแต่ละเดือนของปีนี้ ปี 2011 มาเทียบ
มันเหมือนกันไหม และตั้งแต่เดือน ตค นี้เป็นต้นไปมันจะเป็นยังไง ? หากซ้ำรอยละก็ จุด จุด จุด ....
ทีมวิจัยของเรา บลจ.บัวหลวง (ให้เครดิตเขาหน่อย เดี๋ยวใช้งานนอกเรื่องแบบนี้เขาจะไม่ทำให้) เลยลองทำแบบเดียวกันแต่ใช้ SET Index มาเทียบในช่วงเดียวกัน
เขาสรุปให้ตามคำถามที่ถามไป ว่า
1. ในอดีตจนวันนี้ มัน Decoupling หรือเปล่า (หมายถึงดัชนีหุ้นไทยเราแยกออกจากดัชนีหุ้นโลกซึ่งมีน้ำหนักของตลาดตะวันตกอยู่มาก หรือไม่)
เขาตอบมาว่า ไม่ Decoupling เพราะตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นโลกมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน (Correlation) มากขึ้นกว่าในอดีต จาก Financial Globalization ที่มากขึ้น ดังนั้น การกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกจะได้ประโยชน์น้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก แต่ Relative Performance ของตลาด EM (Emerging market หรือตลาดเกิดใหม่อย่างเรา) จะดีกว่า DM (Developed Market อย่างยุโรป และ สหรัฐ)
แต่ในแง่เศรษฐกิจ Real Sector จะมีการ Decoupling (แยกจากกัน) เพิ่มขึ้น เพราะ EM ได้ลดการพึ่งพาการส่งออกไปตลาด DM น้อยลง และอิงการบริโภคภายในประเทศหรือ Domestic Consumption ภายในกลุ่มกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Foreign Reserve) จำนวนมากกว่าในอดีตเยอะ และสถาบันการเงินของเราที่แข็งแกร่งมากก็จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกถ้าเกิด Global Economic Downturn รอบนี้
2. ต่อจากนี้ไป มองอย่างไร มันจะซ้ำรอยเดิมไหม
เราคิดว่าไม่ซ้ำรอยเดิม เพราะประสบการณ์จากปี 2008 ทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจของ EM นำโดยจีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย เป็นต้น สามารถช่วยให้เศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจาก Great Recession ได้ด้วยฐานะการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันที่ตลาดกลัวกันมากเพราะกังวลว่าจะเกิดซ้ำรอย เลยรีบขายก่อน เพราะรอบปี 2008 ขายไม่ทัน เรียกว่าเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ งั้นเหอะ (ไม่หยาบนะ ภาษาคนโบราณ)
เรามีมุมมองเช่นนี้เพราะ เราใช้หลัก Heuristic มาตอบโจทย์นี้ และไม่คิดว่า Policy Maker ของยุโรป จะโง่เง่าไปกว่านี้
เขาบอกมาว่า หลัก Heuristic ก็คือการค้นพบเทคนิคจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหา อันจะทำให้แก้ได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้สามัญสำนึกที่สั่งสมมาจากประสบการณ์
ก็หมายถึงประสบการณ์ทั้งต้มยำกุ้ง ทั้งประสบการณ์ Subprime นั่นแหละ แหม ทำเป็นใช้คำเก๋

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น