กินรี
กรกฎาคม 2551
สิ่งที่เปลี่ยนไป เมื่อมี พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก
หลังจากมีความพยายามดำเนินการจัดตั้งมากว่า 10 ปี ในที่สุดวันที่ 11 สิงหาคม 2551 นี้ “พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และส่งผลให้สถานภาพการคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินกับธนาคารในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
แนวคิดการจัดตั้ง “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” หรือชื่อเดิมคือ “สถาบันประกันเงินฝาก” เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 สถาบันการเงินจำนวนมากประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการลง สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ระบบการคลังของประเทศต้องแบกภาระอย่างหนัก เพราะต้องคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนรองรับว่าแท้จริงแล้วการคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินควรอยู่ที่ระดับใดกันแน่
การคุ้มครองเงินฝากแบบเดิม ทำให้ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เลือกฝากเงินกับสถาบันที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด โดยไม่ได้สนใจว่าสถาบันการเงินใดมีความมั่นคงมากกว่ากัน เพราะเสมือนว่าได้รับความคุ้มครองเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ทำให้รูปแบบการคุ้มครองเงินฝากเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ จะมีการจำกัดวงเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ให้เหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 คนต่อ 1 สถาบันการเงิน เท่านั้น โดยจะค่อยๆ ลดระดับความคุ้มครองอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 5 ปี นั่นหมายความว่าหากสถาบันการเงินหรือธนาคารผู้รับฝากเงินประสบปัญหาเหมือนเช่นปี 2540 ผู้ฝากเงินจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดลดหลั่นตามแต่ละปีที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.
ระยะเวลา | ระดับความคุ้มครองสูงสุดสำหรับ 1 คน ต่อ 1 ธนาคาร |
11 ส.ค. 51 - 10 ส.ค. 52 | คุ้มครองเต็มจำนวน |
11 ส.ค. 52 - 10 ส.ค. 53 | คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาท |
11 ส.ค. 53 - 10 ส.ค. 54 | คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท |
11 ส.ค. 54 - 10 ส.ค. 55 | คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท |
11 ส.ค. 55 เป็นต้นไป | คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท |
สถาบันคุ้มครองเงินฝากอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ในอีกเกือบ 100 ประเทศ ได้มีการจัดตั้งสถาบันประเภทนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ระบบการเงินพัฒนาไปมากอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือแม้แต่มาเลเซีย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากเงินที่ต้องหันมาสนใจเรื่องความปลอดภัยของเงินฝากของตนเองให้มากขึ้น แทนที่จะดูเรื่องผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ควรคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนว่าสถาบันการเงินหรือธนาคารที่รับฝากเงินนั้น มีความมั่นคงอยู่ในระดับใด มีโอกาสเกิดปัญหาจนส่งผลกระทบต่อเงินฝากของเรามากน้อยแค่ไหน ผลตอบแทนที่ได้รับจูงใจเพียงพอที่จะแลกกับความเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นย่อมหมายถึงความสูญเสียของเงินออมที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต
นอกจากนี้ ผู้ฝากเงินก็ควรเริ่มศึกษาหาทางเลือกของการออมและการลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนนอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารด้วย เช่น ตราสารหนี้ต่างๆ พันธบัตรรัฐบาล รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ขนาดของเงินลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งระบบ ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2551 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึง 950,000 ล้านบาทแล้ว เนื่องจากผู้ฝากเงินส่วนหนึ่งเห็นว่ากองทุนรวมตราสารหนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกของการลงทุนที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับเงินฝากสะสมทรัพย์และเงินฝากประจำได้เป็นอย่างดี
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น