ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คนไทยต้อง "อ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน"

ห้องความรู้บัวหลวง นสพ.โพสต์ทูเดย์
3 ก.พ. 54
วรวรรณ ธาราภูมิ
นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และ
 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง จำกัด
คนไทยต้อง อ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน

คนในประเทศเราเคยชินกับเครื่องมือชนิดเดียวที่ช่วยให้เงินทำงานงอกเงยด้วยตัวมันเองมานานหลายชั่วอายุคน นั่นคือการฝากเงินธนาคารโดยจะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน

หากแบงค์ล้มเนื่องจากการปล่อยสินเชื่อที่หละหลวม เนื่องจากการทุจริตของผู้บริหารและพนักงาน หรือเนื่อง จากผลพวงของพิษเศรษฐกิจครั้งใด รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องเข้าไปอุ้มชูแบงค์เพื่อไม่ให้พังไปทั้งประเทศเนื่อง จากเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินที่หล่อเลี้ยงกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะใหญ่ กลาง เล็ก ก็คือ แบงค์ หากปล่อยให้ล้มสัก 1 แบงค์ มันจะลามไปทั้งระบบ ทั้งประเทศ เพราะเมื่อคนเกิดตื่นตระหนกถอนเงินฝากออกกันทุกแบงค์พร้อมๆ กัน  แบงค์จะเอาปัญญาไปหาจากไหนมาคืนได้ครบทุกคน เพราะเงินฝากเหล่านี้แบงค์เอาไปปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้แล้ว  ผู้กู้ที่ไหนจะไปมีปัญญาใช้คืนแบงค์ได้ทันที  และหากผู้ฝากขอถอนเงินแต่แบงค์บอกว่าขอแปะไว้ก่อนนะ อีก 2-3 วันน่าจะหามาคืนให้ รับรองได้ว่าหากใครได้ยินข่าวนี้ก็จะรีบแล่นไปถอนเงินที่มีในทุกธนาคารทันทีแบบตัวใครตัวมัน  

แต่ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าเงินที่เอาไปอุ้มแบงค์นั้น มาจากไหน คำตอบก็คือ มาจากภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากกิจการต่างๆ และจากประชาชน  ซึ่งนั่นก็คือความไม่เป็นธรรมในระบบ จึงได้เกิดระบบการอุ้มแบบจำกัดวงเงินขึ้นมา นั่นก็คือ ต่อไปนี้จะอุ้มผู้ฝากเงินไม่เต็มจำนวนที่ฝากแล้วนะ เรามีองค์กรที่ชื่อว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เกิดขึ้นมาแล้วและตั้งแต่ 11 สิงหาคม 2554 เขาจะอุ้มผู้ฝากรายละ 50 ล้านบาท   พอถึง 11 สิงหาคม ปี 2555 ก็จะอุ้มผู้ฝากลดลงเหลือเพียงรายละ 1 ล้านบาทเท่านั้น ความจริงไม่น่าชื่อนี้เลย ควรชื่อ สถาบันจำกัดการคุ้มครองเงินฝาก ถึงจะถูกต้อง

สิ่งที่ตามมาก็คือ ต่อไปนี้หากแบงค์ที่เราฝากเงินไว้เกิดล้มขึ้นมา  เราจะได้เงินฝากคืนตามจำนวนที่ฝากไว้ แต่ได้คืนไม่เกิน 1 ล้านบาท คนจนไม่กระทบเลย แต่คนรวยที่เข้าใจดีจะเริ่มเครียด แต่จะไม่ทำให้เกิดอาการแตกตื่นแห่ถอนเงินจากแบงค์หนึ่งไปอีกแบงค์หนึ่งที่เชื่อว่าปึ้กกว่าทันที จนกว่าจะมีแบงค์ไหนล้มจริงๆ  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนไทยยังชินกับความเชื่อที่ว่าแบงค์บอกว่าได้ดอกเบี้ย หรืออะไรที่แบงค์ขายหากบอกว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ เราต้องได้เท่านั้น  นั่นคือเราไม่รู้จักความเสี่ยง เชื่อว่าฝากเงินไม่เสี่ยง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดเอามากๆ  ต่อไปนี้หากเรามีเงินเกิน 1 ล้านบาท ก่อนจะฝากเงินเราก็ต้องดูด้วยว่าแบงค์ที่เราฝากเขามีฐานะการเงินมั่นคงไหม มีคณะผู้บริหารที่เก่งและดีหรือไม่  ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยว่าใครจะให้ดีกว่ากันหรือตัดสินใจเพียงเพราะรักใคร่ชอบพอกับผู้จัดการแบงค์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมา ผู้จัดการแบงค์ที่ไหนก็ไม่มีปัญญาจะหาเงินมาคืนเราได้  ต่อไปผู้ฝากต้องเข้าใจมากขึ้นว่า เสี่ยงมากได้ดอกเบี้ยมาก เสี่ยงน้อยได้ดอกเบี้ยน้อย ให้เลือกฝากได้ตามอัธยาศัย และจะไม่มีแบงค์ไหนที่ฝากเงินแล้วไม่เสี่ยงอีกแล้ว

นอกจากนี้แล้ว เราต้องรู้จักแสวงหาช่องทางอื่นในการให้เงินทำงานด้วยตัวมันเองให้มากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับการฝากเงินเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยจากการฝากเงินยังมีระดับต่ำเอามากๆ แบบนี้ แม้จะขึ้นดอกเบี้ยอีกสัก 1-2 ครั้ง ก็จะยังไม่ไปไหนเท่าไหร่  ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อด้วยซ้ำ

แต่ก็น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่รู้  หรือกลัวความเสี่ยงที่จะไปสัมผัสอะไรที่นอกเหนือไปจากเงินฝาก ทั้งๆ ที่มีคนจำนวนมากขึ้นได้รับประโยชน์จากการแสวงหาช่องทางเพิ่มเติมจนพบสิ่งเหมาะสมกับเขา  คนเหล่านี้มีจำนวนประมาณ 2 ล้านบัญชี  เขาเลือกให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม

สมมติว่าเมื่อ 10 ปีก่อน เรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท  แล้วเราเลือกนำเงินไปฝากประจำในสัดส่วน 90% ฝากออมทรัพย์ 10% พอถึงสิ้นปี 2552 ผลตอบแทนจากการฝากเงินของเราจะเท่ากับ 2.19% ต่อปีโดยเฉลี่ย โดยมีค่าความเสี่ยงที่อาจไม่เป็นเช่นนั้นที่ประมาณ 0.9%

แต่หากเรานำงินลงทุน 1 ล้านบาทเมื่อ 10 ปีก่อน ไปฝากประจำในสัดส่วน 10% ฝากออมทรัพย์ 5% ลงทุนในพันธบัตร 20%  ลงทุนในทองคำ 5% ลงทุนในหุ้น 70%  พอถึงสิ้นปี 2552  ผลตอบแทนบางปีโดยรวมติดลบ  บางปีบวก แต่โดยเฉลี่ยแล้วเราจะได้ผลตอบแทนเท่ากับ 7.06% โดยเฉลี่ยต่อปี   โดยมีค่าความเสี่ยงที่อาจไม่เป็นเช่นนั้นที่ประมาณ 33%  

ลองเปรียบเทียบดูแล้วก็เลือกเอาเองว่าจะเลือกอยู่กับเงินฝากอย่างเดียวต่อไปเรื่อยๆ โดยต่อจากนี้ไปรัฐไม่ได้อุ้มแบงค์แบบเก่าอีกแล้ว หรือจะลองแสวงหาช่องทางอื่นมาช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินเรา แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งเราต้องดูว่าในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้น ผลตอบแทนคาดหวังจะคุ้มกับตัวเราหรือไม่เอาไว้ด้วย

เมื่อใดที่คนไทยเริ่มเข้าใจแล้วว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่เงินฝาก เข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงมีอยู่ทุกหนแห่ง และรู้ว่ามีช่องทางลงทุนอื่นๆ อีกมากที่จะทำให้เงินทำงานดีขึ้น  เราก็เริ่ม อ่านออก เขียนได้ทางการเงิน แล้ว

อย่าไปตกหลุมพรางของความไม่รู้ หรือความเชื่อผิดๆ ที่ว่าตลาดทุนคือแหล่งการพนัน  มันเป็นแหล่งพนันจริงแต่ก็เฉพาะสำหรับนักพนันผู้หวังรวยทางลัดชั่วข้ามคืน  แต่เป็นแหล่งลงทุนและทางเลือกของผู้ที่ต้องการแสวงหาหนทางให้เงินเราทำงานได้เป็นอย่างดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว 

ทั้งนี้ หากไม่มีเวลา ไม่มีความรู้พอ  ก็ให้เริ่มด้วยการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวมเหมือนคนอื่นๆ ที่ใช้ช่องทางนี้  โดยจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในช่องทางลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับตนเอง แต่หากจะเป็นแฟนคลับตัวยงของเงินฝากต่อไป ก็ไม่มีใครขัด  เงินของเรา เราเลือกได้ และต้องเลือกเองด้วย

1 ความคิดเห็น:

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น