วรวรรณ ธาราภูมิ
นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
CEO บลจ. บัวหลวง จำกัด
18 กค 54
เพดานหนี้นั้น สำคัญไฉน
มีคนขอให้อธิบายเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐ (US Debt Ceiling) ในภาษาที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ ว่ามันคืออะไร และสำคัญแค่ไหน ถึงได้เป็นข่าวตื่นเต้นกันไปทั่วโลกไม่เว้นแต่ละวัน
เชื่อว่าทุกคนมีเครดิตการ์ด และเครดิตการ์ดก็จะมีวงเงินให้เราใช้ เช่น ไม่เกิน 100,000 บาท นั่นละคือเพดานที่เขากำหนดให้เราใช้เครดิตการ์ดไปซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเบิกเงินสดล่วงหน้าได้ เพดานนี้หากมากเกินกำลังเรา พอเราไปใช้จนเต็มเพดาน ก็จะมีปัญหาว่าเวลาเขาเรียกเก็บ เราจะใช้หนี้ไม่ไหวตามที่เขากำหนด
ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีเพดานหนี้ที่รัฐจะก่อได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่แค่ 100,000 บาท ตัวเลขที่ก่อหนี้ได้ หรือวงเงินหนี้ คือ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ เขียนเป็นตัวเลขเต็มๆ ว่า 14,300,000,000,000 ดอลลาร์ หากใช้ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 31 บาท ไปคูณ จะได้เท่ากับ 443,300,000,000,000 บาท อ่านว่า 443.3 ล้านล้านบาท แปลอีกทีก็คือสหรัฐ ก่อหนี้ได้ถึงประมาณห้าสิบเท่าของขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวประชาชาติประเทศไทยหรือ GDP เลยทีเดียว และตอนนี้ก็มีหนี้ประมาณนั้น ใช้จนเต็มวงเงินแล้ว เลขศูนย์เยอะแยะไปหมดจนเครื่องคิดเลขเอาไม่อยู่
หากคองเกรสหรือรัฐสภาสหรัฐไม่ยอมแก้ไขกฏหมายเพื่อเพิ่มเพดานก่อหนี้ของสหรัฐให้สูงขึ้นไปอีก สหรัฐก็ไม่มีปัญญาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะทยอยกันเข้ามาได้ครบทุกอย่างตั้งแต่ 2 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป คล้ายๆ เราใช้วงเงินในบัตรเครดิตจนเต็ม มีอยู่กี่บัตรก็ใช้จนวงเงินเต็มแล้วทุกบัตร บิลค่าน้ำ ค่าไฟ กำลังถึงกำหนดจ่าย ค่าเล่าเรียนลูกก็จะต้องจ่ายในเดือนหน้า รายได้แต่ละเดือนก็เพียงพอแค่ค่าอาหาร ค่าเดินทางไปทำงาน/ไปเรียน ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถอีกล่ะ
หากคองเกรสลงมติให้เพิ่มเพดานหนี้อีกครั้งในเร็วๆ นี้ โอบามาก็จะได้เพิ่มสถิติเป็น 4 ครั้ง
เรียกได้ต่างฝ่ายต่างก็เพิ่มเพดานหนี้กันทั้งนั้น และอาการมือเติบนี้มันเริ่มมากขึ้นก็ในสมัยของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งพรรครีพับลิกันนั่นแหละ บุช ก็ใช่ย่อยที่ไปเพิ่มเพดานหนี้สูงขึ้นมากจนเส้นชันขึ้นไปอย่างสังเกตุเห็นได้ชัด
ส่วนทั้ง คลินตัน กับ โอบามา นั้นหนักหน่อย เพราะต้องมาตามแก้ของเก่า ทั้งยังไปเพิ่มสวัสดิการบางอย่างเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม สมัย คลินตัน ดูดีที่สุด ความชันลดน้อยลงจากสมัย เรแกน ส่วนโอบามาต้องรับบทหนักที่สุดเพราะความชันที่ส่งผ่านมาจากสมัยบุชนั้นค่อนข้างหนักหนาสาหัส แถมตัวเองยังเพิ่มสวัสดิการเข้าไป และต้องใส่เงินมหาศาลเข้าไปในระบบเพื่อแก้ปัญหาหนี้ Sub Prime ในปี 2008 นั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม 2 พรรคการเมืองนี้ในที่สุดก็จะตกลงกันได้เหมือนที่เคยเป็นมาทุกยุค เพราะหากไม่ยอมขยายเพดานหนี้ ผลกระทบต่อประเทศมันจะหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว หากกู้เพิ่มมาจ่ายไม่ได้ รัฐบาลสหรัฐก็อาจเลือกจ่ายเจ้าหนี้พันธบัตรเสียก่อนเพื่อเอาใจเจ้าหนี้ แล้วจึงไปลดเงินเดือน ลดรายจ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ แล้วทั้ง 2 พรรค ก็จะถูกด่าจากประชาชนกันจมหู
การที่ยังตกลงกันไม่ได้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างเพียรพยายามปกป้องรักษาฐานเสียงมวลชนของตนมากกว่า โดยเดโมแครทต้องการขึ้นภาษีคนรวย ในขณะที่รีพับลิกันไม่ยอมเพราะจะกระทบฐานเสียงคนรวยที่เป็นฐานใหญ่ของเขา เลยบอกให้เดโมแครทไปลดการใช้จ่าย ลดเงินเดือน ลดสวัสดิการสังคม ลงไปแทนที่จะขึ้นภาษี ซึ่งหากเดโมแครทยอมให้ทำเช่นนั้นก็จะกระทบชนชั้นกลางที่เป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของเดโมแครท แต่ในที่สุดก็จะตกลงกันได้ และจะให้เพิ่มเพดานหนี้อีก
มันเป็นอย่างนี้มาทุกยุคที่ 2 พรรคนี้ต้องต่อรองกันก่อนจะเพิ่มเพดานหนี้ เพราะหากไม่ยอมเพิ่มเพดานหนี้ ก็จะจ่ายเงินบำนาญไม่ครบ ลดเงินเดือนลูกจ้างรัฐ ลดการจ่ายสวัสดิการทหารผ่านศึก เลิก Food Stamp ลดค่ารักษาพยาบาล ลดงบประมาณ FBI หรือ CIA และอื่นๆ อีกมากมายหลายรายการ แล้วก็จะเกิดโกลาหลอลหม่านกันไปทั้งประเทศ ผ่านไปเป็นสัปดาห์ขยะหน้าบ้านอาจไม่มีคนงานมาเก็บไปทิ้งก็ได้
มาตรการ QE3 จะช่วยได้ไหม
มาตรการนี้เป็นการฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ แต่ตอนนี้ปัญหาของอเมริกาไม่ใช่ขาดสภาพคล่อง สภาพคล่องกลับล้นไปด้วยซ้ำเพราะธนาคารต่างๆ ไม่ปล่อยกู้ ส่วนธุรกิจเองก็ไม่กล้าขยายการผลิต ดูได้จากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเตี้ยจนติดดิน สินเชื่อแทบไม่โตเลย QE3 จึงเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่ควรทำ ควรไปกระตุ้นให้ปล่อยสินเชื่อมากว่า
เบอร์นันเก้เองนั้นต้องการดึงเงินกลับเข้าด้วยซ้ำ หากมี QE3 จะเกิดการเก็งกำรใน Commodity และตลาดหุ้น ตลาด Bond พอถึงจุดหนึ่งการเก็งกำไรก็จะหยุดลง แล้วก็จะเป็นปัญหากับเบอร์นันเก้อีก
บางคนมองว่าควรอัดฉีดเพิ่ม (QE3) หากดูท่าว่าเศรษฐกิจจะแย่ แต่มีคนคัดค้านเพราะหากทำเช่นนั้นเงินเฟ้อจะเป็นปัญหาใหญ่ ด้าน จิม โรเจอร์ส ก็บอกว่า FED จะออกมาตรการแน่ๆ
แต่ล่าสุด เบอร์นันเก้ ออกมาบอกอีกทีว่าไม่เอาแล้ว QE3 แต่หากต้องทำ จะทำด้วย 2 เงื่อนไขเท่านั้น
1. เศรษฐกิจจะแย่กว่าที่คาดอย่างมีนัยยะสำคัญ และ
2. ต้องมีความเสี่ยงจากการจะเกิดเงินฝืดอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นกัน
พิจารณาเงื่อนไขสองอย่างนี้ จะเห็นว่าไม่เกิดง่าย เพราะเบอร์นันเก้เองก็คาดว่าครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจจะดีกว่าครึ่งแรก และปีหน้าก็จะดีขึ้นไปอยู่ที่กว่า 3%
ส่วนอาหาร น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ก็ราคาขึ้น เงินเฟ้อจึงไม่กลายเป็นเงินฝืดหรอก
อย่างไรก็ตาม เบอร์นันเก้ ก็บอกว่ายังไม่รู้ว่าทิศทางเศรษฐกิจของอเมริกาจะไปทางไหนกันแน่ QE3 จึงเป็นการเปิดประตูเอาไว้ เผื่อเหลือ เผื่อขาด นอกจากนี้ เขายังบอกว่าจะคงดอกเบี้ยต่ำไปอีกนานๆ ดังนั้น เงินท่วมระบบ สภาพคล่องที่ล้นเพราะแบงค์ไม่ปล่อยกู้แต่เอาไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นกับสินค้าโภคภัณฑ์นั้นก็จะยังคงอยู่ไปอีกพักใหญ่ เพราะต้นทุนคือดอกเบี้ยที่ใช้ในการนำเงินไปเก็งกำไรจะต่ำไปอีกพักใหญ่ เพราะดูจากอาการทางเศรษฐกิจของสหรัฐก็เชื่อว่าจนถึงปลายปีนี้อเมริกาก็ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย
ปัญหาทั้งยุโรปและสหรัฐในขณะนี้เกิดจากอะไร
สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตอนนี้เป็นผลพวงมาจากปัญหา Sub Prime ซึ่งไม่เคยจบ แม้หลายคนจะเคยกลัวว่าจะเป็นเหมือน The Great Depression ที่จะกินเวลาตกต่ำไปทั้งโลก ลากยาวไปเป็นสิบปี แต่พอรัฐบาลทุกประเทศช่วยกันอัดฉีดสภาพคล่องเต็มที่จนประคองไปได้ คนที่กลัวก็หลงดีใจคิดว่าผ่านพ้นวิกฤติ Sub Prime ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ แค่เพียงซื้อเวลาเท่านั้น
หลายประเทศที่ขาดดุลการคลังก็เพราะอัดฉีดเงินหรือสภาพคล่องเข้าไปในระบบ และช่วยซื้อหนี้มีปัญหาจากภาคเอกชน คือย้ายหนี้จากภาคเอกชนมาให้เป็นหนี้รัฐ เป็นการเอาปัญหาของเอกชนมาให้รัฐ หลายประเทศที่ขาดดุลการคลังมากขนาดนี้ก็เพราะใส่เงินมหาศาลเข้าไปอัดฉีดหล่อเลี้ยงระบบเอาไว้ โดยเงินที่ใส่ลงไปนั้น รัฐบาลต่างๆ ก็กู้จากเอกชนและคนทั่วไปนั่นเอง
ด้านยุโรปเองก็จะไม่มีทางปล่อยให้ สเปน กับ อิตาลี เป็นอะไรไป IMF และ ECB จะต้องช่วยเพื่อไม่ให้พังกันไปหมดช่วย และทั้ง 2 ประเทศนี้ก็กำลังหาทางลดค่าใช้จ่ายลง และเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ
สมมติว่าเกิดมี QE3 ขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ จะได้ผลดีในช่วงสั้นๆ เท่านั้น และผลตอบรับอาจไม่แรงเท่าช่วง QE2 และตลาดจะกังวลมากกว่า เพราะเม็ดเงินยิ่งมากขึ้น ตอนถอยจะยิ่งตกหนัก
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะลดอันดับสหรัฐหรือไม่
มันก็แปลกๆ ดี เพราะ US ไม่ควรได้อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดที่ AAA Rating ด้วยซ้ำ เพราะทุก 1 ดอลลาร์ที่ใช้ เขากู้ถึง 40% ขาดดุลมากขนาดนี้ หนี้สินล้นพ้นตัว และ10 ปีข้างหน้าก็อาจขาดดุลอีก 10 ล้านล้านดอลลาร์ จึงเห็นว่า แม้คองเกรสจะยอมให้เพิ่มเพดานหนี้ได้ทันภายในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ สหรัฐก็ควรถูกปรับลดอันดับเครดิตลง
The pride of the nation คงกระเทือนน่าดู จากเดิม ไปไหนๆ คนอเมริกันจะยิ่งใหญ่มาก เป็นพี่เบิ้ม ต่อไปนี้คนก็อาจจะมองว่าเป็นเศรษฐีกลวง คนจะเกรงใจน้อยลง
หากเพิ่มเพดานหนี้แล้ว ปัญหาในสหรัฐจะจบลงได้ไหม
อย่างแรกคือหายใจคล่องขึ้น เพราะมีเงินจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดได้ ไม่ต้องขึ้นชื่อว่าผิดนัดชำระหนี้ แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวนั้นปัญหาก็ยังคงอยู่ ถ้ารัฐสภาสหรัฐไม่ปรับปรุงลดรายจ่ายต่างๆ ลง และเพิ่มอัตราภาษีบางอย่างขึ้น มันก็แค่แก้ปัญหาระยะสั้น เหมือนจ่ายหนี้บัตรเครดิตด้วยการไปเปิดใช้บัตรใหม่ แล้วกดเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรใหม่เอาไปจ่ายชำระหนี้บัตรเก่า ผ่านไปอีกพักก็จะแย่อีก
และจะแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วย หากเศรษฐกิจสหรัฐโตไม่เร็วพอ ซึ่งก็คือไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้ทันค่าใช้จ่าย
หากจะฟันฉับตัดปัญหาให้จบไปเลย ก็ต้องให้ได้ดุลด้วยการลดค่าใช้จ่ายลง 40% (คิดจากที่ว่าเงิน 1 ดอลลาร์ที่สหรัฐใช้ เกิดจากการกู้ 40%) ซึ่งทำอย่างนั้นก็จะกระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก เพราะคนจะยิ่งไม่มีเงินไปใช้จ่าย ธุรกิจก็แย่ลง คนก็ตกงาน ธุรกิจก็จะยิ่งขายของได้น้อยลง ต้องปิดกิจการ เลิกจ้าง ฯลฯ โอ๊ย .. งูกินหาง
ผลกระทบต่อตลาดทุนไทย
ณ วันนี้ เงินสหรัฐยังมีสภาพคล่องล้นเหลือ เพราะรัฐอัดฉีดเงินลงไปแล้วแต่ธนาคารยังไม่ปล่อยกู้ เป็นแบบนี้แล้วเงินก็จะมาที่เอเชียที่ดูดีที่สุด เพราะเขาก็ต้องการให้เกิดผลตอบแทนจากเงินลงทุน
การส่งออกของไทยมีการกระจายตัวดีขึ้น หากสหรัฐกับยุโรปแย่ เราก็ยังเลี้ยงตัวได้ เพราะเรามีการค้าขายกับพวกกันเองและในตลาดอื่นๆ ปัญหาภายในประเทศโดยรวมก็น้อย การทะเลาะเบาะแว้งทางการเมืองก็เป็นเรื่องปกติของคนไทยไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น
ลงทุนในหุ้นไทยจึงดีกว่าหากมองระยะยาวแต่การเก็งกำไรสั้นๆ จะทำได้ยาก เพราะระดับ PE ปี 2008 ที่มีวิกฤติ Sub Prime นั้นมันถูก คืออยู่ที่ 6-7 เท่า เท่านั้น แต่ตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 12-13 เท่า การหาจังหวะทำกำไรจึง
ยาก มีความเสี่ยงสูงกว่า
ช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ คือฝรั่งที่เคยสนใจจะลงทุนหุ้นไทยเฉพาะตัวที่มีสภาพคล่องสูง (เพราะหากสถานการณ์เปลี่ยนจะได้ออกตัวได้ทัน) ตอนนี้เขามองว่าการเมืองภายในเราดีขึ้นเพราะมีเสถียรภาพ ส่วนนโยบายประชานิยมนั้นฝรั่งก็มองว่าหากรัฐบาลใหม่ทำทันทีก็จะเป็นข่าวลบ และทำให้เงินเฟ้อกระชากตัวขึ้นรุนแรง แล้ว ธปท ก็จำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความกดดันจากเงินเฟ้อ
ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราขึ้นค่าแรงเฉลี่ยปีละไม่ถึง 3 % หากขึ้นอีกหน่อยและค่อยเป็นค่อยไปจะรับไหว ไม่ใช่กระชากขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์
ผู้ที่จะเป็นรัฐบาลใหม่ยังฟังเสียงคนอื่นอยู่ ไม่ดื้อดึง และจะทยอยทำนโยบายต่างๆ ตามจังหวะที่เหมาะสม อันนี้นับเป็นข่าวดี
นอกจากนี้ พวก Global Fund ของฝรั่งก็กำลังสนใจตลาดไทย จากเดิมที่ไม่เคยเลยที่จะสนใจไทยโดยเฉพาะ เพราะจะไปมองภาพเอเชียรวมๆ หรือมุ่งที่จีนมากกว่า ตอนนี้เขาเริ่มมีความสนใจ เริ่มสอบถามไปยังนักวิเคราะห์ไทย ขอพบผู้จัดการกองทุนไทย ส่งคนมาขอข้อมูลหุ้นไทยมากขึ้น ขนาดที่ว่าหัวหน้าฝ่ายการลงทุนมาหาข้อมูลเอง
ทั้งนี้เป็นเพราะ Asia มีแนวโน้มการบริโภคจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เขาเลยสนใจเอเชีย และไทยก็มีเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการบริโภคได้ดีอยู่แล้ว ฝรั่งจึงสนใจและมองไทยยาวขึ้น น่าจะทยอยเข้ามามากขึ้นถ้าเราตั้ง ครม.ใหม่ได้โดยเป็นคนที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ และหากรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายได้น่าเชื่อถือ ไม่ส่งผลแง่ลบต่อเศรษฐกิจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น