ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

Fund Comment (March 2012)

ภาวะเศรษฐกิจ

            เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป ด้วยมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาคได้ ทว่าตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม หลังจากดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจหลายตัวของฝั่งยุโรปไม่ได้ดีอย่างที่ตลาดคาดหวัง ส่งผลให้เริ่มมีความกังวลกลับมาอีกครั้ง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรประเทศในกลุ่ม PIIGS ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

            อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของฝั่งยุโรปอาจจะออกมาแย่กว่าคาดไปบ้าง แต่ความเสี่ยงที่จะการขาดสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจนั้นได้ลดลงไปมาก จากการอัดฉีดสภาพคล่องของ ECB ดังนั้น ในระยะสั้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจึงไม่น่าจะส่งผลต่อตลาดการลงทุนมากนัก แต่ในระยะยาวเนื่องจากปัญหาที่แท้จริงก็คือหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของหลายประเทศนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้งเศรษฐกิจของหลายประเทศในกลุ่ม PIIGS นั้นมีแนวโน้มหดตัว จึงทำให้มีเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงต่อบรรยากาศการลงทุนเป็นระยะๆ

            สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง และมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว และการฟื้นตัวของภาคการจ้างงานก็ยังไม่แน่ไม่นอน จึงคาดว่าต้องใช้เวลาอีกพักกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับปกติ

            สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนได้กลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดน้ำท่วมแล้ว ภาคอุตสาหกรรมก็ทยอยกลับมาผลิตใหม่ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็สามารถเติบโตได้ดี แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ เลย ดังนั้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในอัตราสูงกว่า 5.5% ในปี 2555 ซึ่งดีกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ก่อนหน้า
           

ภาวะตลาดทุน  

            เดือนมีนาคม ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยจำนวนมาก เนื่องด้วยแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในไทยที่เติบได้ดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน ได้เริ่มมีแรงขายทำกำไรในหุ้นไทย รวมทั้งหุ้นในตลาดต่างประเทศด้วย (หลังจากที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมามากนับตั้งแต่ต้นปี) โดยมีปัจจัยลบได้แก่ ความกังวลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรปที่เริ่มเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะมีข่าวเชิงลบเช่นนี้เกิดขึ้นในตลาดเป็นระยะๆ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นมีการปรับฐานลงบ้างในช่วงสั้น

            สำหรับแนวทางการลงทุนในระยะต่อไปนี้ นักวิเคราะห์ของ บลจ.บัวหลวง ยังเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานของหุ้นรายตัว (Bottom-up approach) แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวที่ดีกว่าคาด แต่ความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะก็ยังมีอยู่อีกมาก เราจึงเชื่อว่า การลงทุนในธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่ง น่าจะมีความยั่งยืนและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจกว่าในระยะยาว เราจึงยังคงเน้นการลงทุนไปในหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจไทยหรือภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก (AEC Theme) เช่น กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ภาวะตลาดตราสารหนี้  

            ภาวะตราสารหนี้ประเทศไทยในเดือนมีนาคม ตลาดตราสารหนี้ยังคงมีแรงซื้อพันธบัตรจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า จากการที่นักลงทุนบางส่วนยังคงกังวลต่อมาตรการการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกรีซ และตัวเลขทางเศรษฐฏิจของสหรัฐที่ดีขึ้น  แต่ความกังวลว่าภาครัฐจะปล่อยอุปทานตราสารหนี้ออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงต่อจากนี้เพื่อการระดมทุนในการลงทุนโครงการป้องกันน้ำท่วมก็ผลักดันให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

            เมื่อวันที่ 21 มีนาคม คณะกรรมการการเงิน (กนง.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับร้อยละ 3 โดยมีความเห็นว่า การลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดี และเห็นว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่ลดลง ทำให้ไม่มีความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอีกในขณะนี้  แต่ ธปท. ก็ยังคงกังวลถึงความเสี่ยงภายนอกประเทศจากหนี้สาธารณะของยูโรโซน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับร้อยละ 3 จะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อไทยให้อยู่ในกรอบเป้าหมายได้

            จากรายงานของ ThaiBMA พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโดยรวมเพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอายุ 1-3 เดือนเปลี่ยนแปลงในช่วง -1 ถึง +1 bps   ช่วง 6 เดือนถึง 10 ปี เพิ่มขึ้น +2 ถึง +26 bps   และอัตราผลตอบแทนอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น +14 ถึง +28 bps

            แนวโน้มตลาดตราสารหนี้ในระยะต่อไปนี้ คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรไทยในไตรมาส 2 อีกมาก และน่าจะทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นไปได้อีก นอกจากนี้ ให้จับตาดูสถานการณ์หนี้กลุ่มยูโรโซน ซึ่งแม้จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินไปแล้วแต่เศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนอยู่ และยังคงมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ได้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น