ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

Taxmageddon ของคนอเมริกัน

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

23 เมษายน 2555


ย้อนไปดู 2 เดือนก่อน ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับประมาณ 1,126 จุด ผ่านไปประมาณ 2 เดือนถึงวันศุกร์ก่อน ขึ้นมาเป็น 1,185 จุด หรือขึ้นมากว่า 5%

ในขณะที่ช่วงเดียวกันนี้ดัชนีพี่ดาวพงษ์ เอ้ย ดาวโจรของสหรัฐ แทบไม่เปลี่ยนแปลง ย่ำอยู่ที่ประมาณ 13.00 จุด เหมือนเดิม แม้จะมีขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างทาง

ยิ่งไม่เปลี่ยน ก็ยิ่งเหมือนเดิม

อะไร ๆ ในอเมริกาเปลี่ยนไปน้อยมาก อย่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐรุ่น 10 ปีก็อยู่เท่าเดิมที่ 2% ดอลลาร์/ยูโรก็อยู่ที่ 1.30 เหมือนเดิม

มีแต่ทองคำที่ราคาเปลี่ยนไป ลดลงจาก 1,730 มาอยู่ที่ 1,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากมอง 6 เดือนย้อนหลังก็ไม่เปลี่ยน  แต่ถ้าดู 1 ปีย้อนหลังก็เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,500 มาอยู่ที่ประมาณ 1,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 
 
แล้วภาพโดยรวมมันเปลี่ยนไหม มีพัฒนาการไหม

ไม่  .....  ไม่เลย  ….

ย้อนไปในช่วงก่อนสิ้นปีที่รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามเสแสร้งว่ากำลังแก้ปัญหาให้กรีซ (จำที่เราจ้องตาไม่กระพริบไปที่ยุโรปว่ากลุ่มยูโรโซนจะแตกไหม จะแก้ไขอะไรได้ไหม) ก็พบว่ามีคนแก่ยิงตัวตายหน้าสภากรีซเพราะไม่มีแรงประท้วงที่รัฐบาลโดนบีบบังคับให้ลดเงินเกษียณ ลดสวัสดิการ

ในวันนี้รัฐบาลพวกนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะเพิ่มงานเหมือนเดิมเปี๊ยบอีกอย่างคือ พยายามเสแสร้งว่ากำลังแก้ปัญหาให้สเปนเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง และจะไม่ใช่แห่งสุดท้าย

เอ ... แต่มีอะไรเปลี่ยนไปเหมือนกันนะ นั่นก็คือ ไม่มีใครเชื่ออีกแล้วว่าปัญหามันจะแก้ได้ แต่รัฐบาลก็จะต้องเสแสร้งว่ากำลังแก้ไขได้ไปเรื่อยๆ

วันก่อนโน้น Wall Street Journal พาดหัวข่าวตัวโตหราเลยว่า แผนช่วยเหลือยุโรปกำลังสะดุด แม้ในวันนี้จะมีข่าวคล้ายๆ จะดี ที่ IMF จะได้เงินเพิ่มเพื่อเอาไว้ช่วยยุโรปอีกก็ตาม

ที่สะดุดก็เพราะแบงค์ต่างๆ ในสเปนมีสินเชื่อเน่าๆ สูงมากกว่าที่เคยมีในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 1995  
โลกน่าจะตื่นขึ้นมารับรู้กันเสียทีว่าการเอาเงินเน่าๆ ใส่ลงไปในระบบตามหลังเงินดีๆ นั้น ….

จุดจบก็คือเราจะไม่มีเงินเหลืออยู่เลย

เอ ... แต่การที่ธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB (European central bank) ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยแทบเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ให้แบงค์ต่างๆ ในยุโรปมันน่าจะหยุดปัญหาขาดเงิน หรือปัญหาสภาพคล่องได้นี่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้ลงทุนรับรู้ว่าลูกหนี้จะได้เงินเพิ่มอีก ด้วยกลไกที่ ECB ให้แบงค์ต่างๆ กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยเกือบจะ 0% แล้วแบงค์ต่างๆ ก็เอาเงินกู้อันนี้ไปปล่อยให้รัฐบาลกู้ต่อ เพราะ ECB ปล่อยกู้รัฐบาลโดยตรงไม่ได้ รัฐบาลก็เลยมีกระแสเงินสดไปใช้หนี้ได้ทันเวลาโดยไม่ต้อง Default 

อ้าว  มันก็น่าจะทำให้รัฐบาลถังแตกรอดได้นี่นา ตราบใดที่ยังมีเงินให้กู้แบบนี้เรื่อยๆ

ก็ใช่  แต่ ....

Wall Street Journal รายงานว่า หลังจากแบงค์ต่างๆ เอาเงินกู้ไปปล่อยต่อให้รัฐบาล ผ่านไปพักหนึ่ง แบงค์ในสเปนกับอิตาลีพบว่าจะไม่มีเงินเหลืออีกแล้ว

ทำไมล่ะ

ก็เพราะแบงค์ต่างๆ มีหนี้เสียมากมายที่แบกมาตั้งแต่ปล่อยกู้เพราะความโลภจนเกิดฟองสบู่แตก จนเกิด Lehman Crisis ไง

จำได้ไหมว่าประเทศแรกที่ปัญหาปะทุคือประเทศไหน  เออ ... คงจำกันไม่ได้หรอก ปลาทองเรียกญาติกันทั้งนั้น

ก็ ไอร์แลนด์ ไง แล้วรัฐบาลก็เข้าไปอุ้มแบงค์ แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รัฐแย่ไปด้วย

ใช่ รัฐทำตนเองแท้ๆ  เพราะรัฐไม่มีเงินไปอุ้ม ก็ลยต้องไปขอยืมเงินคนอื่นมาปล่อยให้แบงค์ต่างๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเรี่ยดิน รัฐบาลก็เลยกลายเป็นลูกหนี้ไปด้วย

สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ผู้ลงทุนเริ่มระแวงว่าประเทศในกลุ่มลูกหมู (PIIGS: Portugal, Ireland, Italy Spain และ Greece) จะเกิดปัญหาคล้ายๆ กัน

แล้วไงล่ะ

ก็ประเทศที่เหลือพบว่าเขาก็กำลังจะถังแตกเหมือนกันเลยไงล่ะ !!

นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ ธนาคารกลาง ประเทศต่างๆ เข้ามาเป็นซุปเปอร์แมน แปลงร่างจากธนาคารกลางเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ทำหน้าที่ปล่อยเงินกู้ ด้วยแนวคิดที่ต้องอุ้มทั้งแบงค์ต่างๆ กับอุ้มรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน
โครงการ LTR (Long-Term Repurchase) ของ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) จึงเกิดขึ้น ปัญหาสภาพคล่องถูกแก้ไขไปได้ (ก็พักหนี่งเท่านั้นแหละ วันนี้มันมาอีกแล้ว) ทำให้ตลาดกระดี๊กระด๊ากันไปช่วงหนึ่ง ซึ่งแผนซุปเปอร์แมนไม่มีอะไรมากไปกว่าประโยคนี้ ….
ธนาคารกลาง จะปล่อยกู้ให้แบงค์ต่างๆ โดยต้องมั่นใจว่าแบงค์ที่เอาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสุดๆ เหล่านั้นไป ต้องปล่อยกู้ต่อให้รัฐ
แค่นี้เองจริงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเล้ย
เห็นปัญหาหรือยังล่ะ ว่ามันคืออะไร
นี่ไง โมเดลที่ยุโรปใช้ มันก็คือ โมเดลอเมริกัน ของลุงเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED นั่นแหละ!!
นั่นแหละปัญหา  เพราะมันคือโมเดลที่พยายามแก้หนี้ด้วยการเพิ่มหนี้
ตอนนี้ ผลตอบแทบพันธบัตรรัฐบาลสเปนที่เปิดให้ประมูลก็พุ่งขึ้นพรวดๆ อีกครั้งจนเกิน 6% ต่อปี แถมด้วยแบงค์พาณิชย์ต่างๆ ของสเปนก็มีฐานะง่อนแง่น อ่อนแอยิ่งกว่าสมัยใดใด
ในเวอร์ชั่นอเมริกัน ลุงเบน ให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน
ลุงเบนเอาเงินจากไหนไปซื้อล่ะ
เอ้า ก็ดูรอยหมึกบนมือแกสิ เพียบเลย เพราะ FED พิมพ์แบงค์กงเต็กออกมาให้รัฐบาลกู้
ส่วนเวอร์ชั่นยุโรป ECB ปล่อยเงินกู้ใหแบงค์ต่างๆ แล้วแบงค์เหล่านี้ก็เอาไปปล่อยต่อให้รัฐบาลกรีซ 
แล้ววันนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็มีหนี้เพิ่มอีกมหาศาลที่เกินกำลังตนจะหาเงินมาจ่ายคืนได้
แล้วอิตาลีในวันนี้ก็กำลังง่อนแง่นด้วยวิธีเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในอิตาลีปีที่แล้วก็คือ ไม่มีเงินพอจ่ายหนี้ตามกำหนด ใกล้จะ Default แล้ว ECB ก็เข้ามาอุ้มด้วยกระบวนการเดียวกัน เพราะอิตาลีก็เหมือนกับกรีซ เหมือนกับลูกหนี้ทั่วไปที่สัญญากับเจ้าหนี้ว่า ฉันจะใช้สอยอย่างประหยัดค่ะ ปีงบประมาณหน้าฉันจะตัดงบประมาณใช้จ่ายให้ได้ เพื่อให้งบประมาณสมดุลย์ จะได้มีเงินใช้หนี้ที่ยืมมา
ปีงบประมาณใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่เรื่องการทำงบประมาณสมดุลย์ยังอยู่อีกไกล แล้วมาริโอ มอนติ ก็บอกว่า ปีหน้าไง ปีหน้าจะสมดุลย์
เอาเลยเพื่อน มาริโอ มอนติ ใช้เงินต่อ แล้วก็ไปขอยืมอีก แล้วก็บอกเจ้าหนี้ ECB อีกครั้ง และหลายๆ ครั้งว่า ปีหน้าจะใช้งบสมดุลย์ให้ได้
ใช่สิ  ปีหน้าของนายมันไม่มีวันมาถึงไง แล้วต้องบอกเพื่อนๆ ที่ ECB ด้วยว่า อย่าหยุดพิมพ์เงินนะ
 
เห็นไหม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย มันจะเป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะลากไม่ไหว
เข้าใจธรรมชาติของคำว่า Change ไหม
Change เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเกิดขึ้นได้กับทุกสรรพสิ่ง
แต่ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะไม่ให้เกิด Change ก็เป็นธรรมชาติของคนเช่นกัน
เราถึงเห็นการต่อสู้ที่จะไม่ยอมให้เกิด Change ในช่วงที่ควรเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่นี้ อันเป็นการปรับฐานไปสู่ความจริงคือต้องลดหนี้ แต่เราก็พบการดิ้นรนที่จะไม่ Change จากการที่ธนาคารกลางใช้นโยบายดอกเบี้ย 0% หรือ Reflation (การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเกิดภาวะจะล่มสลาย ด้วยการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนเข้าไป เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายได้) โดยหวังจะหลีกเลี่ยงขั้นตอนการหดตัวของวงจรธุรกิจ ซึ่งที่จริงแล้ว FED กำลังดิ้นรนอย่างหนักด้วยการเพิ่มเงินลงไปในโลก ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

บางคนอาจถามว่า ทำไม ลุงเบนถึงอยากแต่จะเพิ่มหนี้นัก
ความจริงไม่ใช่อยากเพิ่มหนี้หรอก แต่สิ่งที่ FED ต่อสู้ก็คือ “Change” ต่างหาก
และเครื่องมือที่ FED มีก็คือ แท่นปั๊มดอลลาร์ กับ เงินกระดาษที่จะเรียกล่วงหน้าว่าแบงค์กงเต็กก็ได้
แล้วอเมริกาก็จะต้องเจอกับการรัดเข็มขัดอย่างที่ยุโรปเจอ เพราะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้า คนอเมริกันจะพบทั้งการขึ้นภาษีกับการรัดเข็มขัดไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะบีบสหรัฐให้อยู่ในสภาพที่หนังสือพิมพ์ที่นั่นตั้งชื่ออย่างเท่ๆ ว่า “Taxmageddon”
ก็เอามาจากชื่อภาพยนต์เรื่อง Armageddon ที่โลกเกือบจะหายนะ วินาศสันตะโร บวกกับคำว่า Tax นั่นแหละ เท่ไหมล่ะ

แล้วไงล่ะ Let It Be เหรอ
ก็ดู กรีซ สิ คนเกษียณแล้ว กับลูกหนี้หลายคน ยิงตัวตาย เผาตัวตาย  เด็กๆ กินไม่พอ หิวโหยตลอดเวลา  คนตกงานขู่จะก่อการจราจล

สเปน ก็ไม่น้อยหน้าเท่าไร คนหนุ่มสาวครึ่งหนึ่งไม่มีงานทำ และแบงค์ในสเปนก็ขาดทุนมโหฬารจากหนี้เสีย
เลยมีคนร่วม จุลกฐิน โดยการลงแขกพังและเผาแบงค์  
เผามันเลยพี่น้องงงง ... เผา  ... อะไรเกิดขึ้น ผมจะรับผิดชอบเอง
ในอเมริกา แม้จะมีคนโดดน้ำตายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัว ตกงาน  แม้จะมีม็อบ Occupy นั่น Occupy นี่ ตั้งแต่กันยายนปีก่อนมาจนถึงวันนี้ แต่ก็ยังรอดความรุนแรงแบบกรีซกับสเปนมาได้
ถ้าสภาคองเกรสผิดสัญญาที่จะให้รัฐบาลรัดเข็มขัด ตามเงื่อนไขยอมขยายเพดานหนี้ที่ตกลงกันไว้ในตอนประธานาธิบดี ZerO_bama ขอในเดือนสิงหาคมปีก่อน (ทำเหมือนที่ มาริโอ มอนติ แห่งกรีซ ที่ผิดคำสัญญา)
หากอเมริกาไม่ทำตามที่รับปากคือต้องรัดเข็มขัดให้งบประมาณสมดุลย์ และให้หนี้ลด
การปรับฐานครั้งใหญ่หรือ The Great Correction เมื่อจะเกิดขึ้นเพราะลากกันไปด้วยหนี้มหึมาแบบนี้ไม่ไหว (อันเป็น Change ที่ต้องเกิดโดยธรรมชาติ) ก็จะรุนแรง กว้างไกล และลงลึก
และเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำแผนรัดเข็มขัดได้ อีโต้สับงบประมาณก็จะหล่นลงมาที่รายจ่ายรัฐ
ใช่ ต้นเดือนมกราคมปีหน้า อัตราภาษีได้ถูกวางไว้แล้วว่าต้องขึ้น การลดงบรายจ่ายโดยอัตโนมัติในปีหน้าก็จะเกิดขึ้น เพื่อให้ยอดหนี้ลดลงตามแผนที่เสนอและตามที่ได้สัญญาไว้ต่อคองเกรสในครั้งที่ขอขยายเพดานหนี้
สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปีก่อน แต่รัฐบาลอเมริกันก็เลือกที่จะผลัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนปัญหาออกไปก่อน
นอกจากนี้ ในปีหน้า การลดภาษีในโครงการ Bush/Obama Tax Cuts จะครบกำหนด (เดิมเรียก Bush tax Cut แต่เมื่อครบกำหนดในปีก่อน ZerO_bama ให้ขยายต่อไปอีกปี ก็เลยเรียกชื่อควบ
อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ หาก “Taxmagedon” เกิดขึ้นตามกำหนดโดยรัฐบาลไม่เบี้ยว ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งเลื่อนปัญหาออกไปอีก
กูรู้ผู้เชี่ยวชาญเขาบอกว่า GDP สหรัฐจะหดลงไป 3%
อ้าว .... เฮ้ย มันก็ติดลบน่ะสิ
เออใช่
แล้วมันจะฟื้นได้ไงวะ
ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้น ไม่มี หนีไม่พ้น อะดิ

อัตราว่างงานล่ะ

พุ่งขึ้นดิ

ราคาบ้านล่ะ

ดิ่งลงดิ

อ้าว..เฮ้ย ... แล้ว ซุปเปอร์แมนเบน จะยอมเหรอ

ไม่ยอมหรอก ไม่มีวัน เพราะสภาคองเกรสก็จะเลื่อนปัญหาออกไปอีก แล้วปัญหาจะพอกหางหมูไปเรื่อยๆ  ใหญ่ขึ้นทุกที  แก้ยากขึ้นทุกวัน  แม้ภาษีคงขึ้นบ้างแต่จะไม่มากเท่าที่ควรจะต้องขึ้น งบรายจ่ายจะถูกตัดบ้างแต่จะไม่มากพอ แค่ตัดขอบขนมปังออกบางๆ เท่านั้นแหละ ไม่ซีเรียสอะไร

หุ้นก็น่าจะดิ่งเหวในตอนนั้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2553 และดิ่งลงอีกครั้งอีกในกันยายน 2554  แล้ว FED ของลุงเบนก็จะได้ออก QE อีกครั้ง เพื่อต่อสู้กับ Change ที่ควรต้องปล่อยให้เกิด เพื่อให้ล้างบางของเน่าๆ ออกไปให้หมด แล้วการเติบโตจากการเกิดใหม่จะได้มีขึ้นเสียทีโดยไม่ผิดธรรมชาติ

ไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าเกิด Change ขึ้นมาวันไหน หรือเกิดการปรับฐานใหญ่จริงๆ ในวันไหน มันคงเกิดบนศพลุงเบนและรัฐบาลแหงๆ

อืม  คงจะน่าดูนะ

แน่น้อน !!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น