คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
1 มกราคม 2555
มันเป็นธรรมเนียมไปทั่วโลกเลย ที่พอสิ้นปีก็จะมีคำทำนายเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อให้พอใช้เป็นเข็มทิศชีวิตและการลงทุนของเรา แต่ของไทยและเอเชียจะมีโหราศาสตร์มาเพิ่มเติมพอเป็นสีสรร
บรรดา “กูรู” ด้านการลงทุนก็จะออกมาแนะนำการจัดพอร์ตรับความเสี่ยงในปีมะโรง นับเป็นวิทยาทานแก่ผู้คนที่ยังเป็น “กูไม่รู้ แต่กูอยากรวยอ่ะ” กันไม่น้อย
หากจะให้เราออกมาแนะนำการจัดพอร์ต ก็อึดอัดและไม่สบายใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเหมือน “ดวงโหล” หมายถึงคล้ายๆ เปิดนิตยสาร เปิดหนังสือพิมพ์ อ่านคำทำนายดวงตามราศี ปีเกิด เดือนเกิด ซึ่งมันโหลมากๆ เพราะไม่ได้มีเวลาตกฟากไปผูกดวง จึงไม่แนะนำให้ทำตามโดยปราศจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ตนเองแต่ละคนจะรับได้ และมันจำเป็นที่สุดที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอื่นๆ เช่น อายุ ทรัพย์สินที่มี หนี้สิน กำลังการหารายได้ แผนค่าใช้จ่าย แผนการเงิน จำนวนคนที่ต้องอุปการะ ฯลฯ
ดังนั้น คำแนะนำเรื่องการจัดพอร์ตลงทุนต้อนรับปีมะโรงก็คือ ใครไม่เคยทำตามย่อหน้าข้างบน ก็ให้ไปทำซะ
และเมื่อเรามีโมเดลพอร์ตที่เราจัดสัดส่วนไว้ล่วงหน้าแล้ว เราก็มีความอุ่นใจในระดับหนึ่งละ
อุ่นใจไงว้า มันก็แค่ตัวเลข
เย้ยยย... ยังจะมาเถียง ก็อย่าหยุดแค่ตัวเลขสิฟะ เดี๋ยวพั่ด..!!
ให้เริ่มทำบัญชีรายได้ รายจ่าย ทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และแผนการเงินการลงทุนซะ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ เหมือนเรามีแผนที่ชีวิต ทำให้เรารู้ตัว และมีสติที่จะคิดถึงอนาคตเสมอไง แล้วก็ทำตามแผนที่เรากำหนด
มันไม่ยากเลย และเมื่อเวลาผ่านไปโดยเราเก็บออมได้ทุกเดือน เราจะมีกำลังใจเวลาหยิบสมุดลงทุนไปอัพเดท แล้วเอามาเปิดดู หัวใจจะพองโตเลยละรู้ไหม
ทองตก หุ้นเตี้ย นี่นะ หัวใจพองโต บ้าป่ะเนี๊ยะ !!
เย้ย .... มันอยู่ที่ว่าเราลงทุนเงินส่วนนั้นได้ยาวไหม หากไม่ยาว ไม่กี่ปี ก็ไม่ค่อยดีหรอก เพราะช่วงต่อไปนี้มันลำบากหน่อย คาดการยากด้วย
ก็ น้าจิม โรเจอร์ บอกว่า ...
“ใน 2-3 ปีข้างหน้านี้หรืออาจจะยาวกว่านั้น เราไม่อาจมองโลกในแง่ดีได้เลย เรามีปัญหาหนักมาก เพราะอเมริกาเจอกับเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2002 ซึ่งก็แย่แล้ว แต่มันก็เกิดอีกในปี 2008 ในระดับที่เลวร้ายกว่าเดิมมากเพราะมีหนี้เพียบ และปัญหาที่จะเกิดในรอบหน้าในขณะที่จำนวนหนี้จะยิ่งพุ่งขึ้นมหาศาลทำให้เราคาดเดาได้ว่ามันจะยิ่งสาหัสสากรรจ์กว่าปี 2008 ไปอีกมาก ปัญหานี้จะแก้ยังไงๆ ก็ไม่ได้ จนกว่าจะไปแก้ที่ต้นตอของมัน ซึ่งก็คือการใช้จ่ายเกินกำลังตนและการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมหาศาล ด้านยุโรปทำผิดมหันต์ เพราะแทนที่จะปล่อยให้กรีซล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูเศรษฐกิจใหม่ ยุโรปกลับไปเลือกทางที่ง่ายกว่า”
ลุงมาร์ค ฟาเบอร์ ยอดดวงใจของ น้องมาร์ค เอี่ยมอมรพันธุ์ ก็บอกว่า ...
“ลุงกำลังมองในแง่ร้ายสุดๆ ลุงคิดว่าคนจะโชคดีมากถ้าใน 5 ปีข้างหน้านี้เงินที่เขาสะสมมาทั้งหมดจะเหลือค่าเพียงครึ่งเดียว เราต้องกระจายการลงทุนบางส่วนไปในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในชนบท บางส่วนในทองคำ และบางส่วนในหุ้น ตัวอย่างก็คือเยอรมันนีตั้งแต่ ปี 1900 จนถึงวันนี้ มีสงครามโลกครั้งที่ 1 มีเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) และมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ผู้ฝากเงินกับผู้ลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้สูญเสียเงินลงทุนไปหมดเลยถึง 3 ครั้ง แต่ผู้ถือหุ้นรอด นี่ก็เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้ลงทุนในหุ้นจะไม่เจ๊งจนสูญเสียเงินไปทั้งหมด เว้นแต่ดันไปลงทุนในหุ้นตัวเดียวแล้วบริษัทนั้นมันล้มละลาย”
จ๊าก ..... เราจะตายไหมนี่
“เออ ช่างแกดิ เนี่ยะ กรีซน่ะน่าจะเจ๊งไปชาตินึงแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงไม่ให้ข้อมูลเตือนผู้ลงทุนว่าอนุพันธุ์ทุกชนิดเสี่ยงไม่เท่ากัน เพราะมันขึ้นกับความเสี่ยงของแบงค์คู่ค้าด้วย แล้วแบงค์ในยุโรปหลายแห่งก็กำลังแย่เพราะกู้ยืมมากเหลือเกิน แบงค์ในอเมริกาก็ด้วย แถมยังเป็นการกู้ในตลาดอนุพันธุ์ไม่น้อยนะ นี่มันบ้าจริงจริ๊ง ที่ตอนตั้งสหภาพยุโรปและกลุ่มยูโรโซนขึ้นมา กฏ Maastricht treaty กำหนดไว้ว่าสมาชิกทุกประเทศต้องไม่ขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของ GDP และหนี้ต่อ GDP ก็ต้องไม่เกิน 60% ด้วย แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครรักษาสัญญานี้เลย คอยดูนะ ลุงขอทายล่วงหน้าเลยว่าวันหนึ่งข้างหน้า หนี้สินต่างๆ จะทำให้ทั้งระบบล่มสลาย”
ลุงอ่ะ ลุงพูดจาหยาบคายมากเลยที่ไปทำนายอย่างนี้
“เออ หยาบก็ช่างหัวแก ... แต่เรายังไปไม่ถึงวันนั้นหรอก สัญญาณเตือนก็คือเมื่อการ พิมพ์แบงค์กงเต็กมันไปถึงจุดที่ทำให้คนโกรธแค้นเพราะเงินเฟ้อจะพุ่งปรี๊ดและไม่มีค่าอีกต่อไป แล้วมันมีคนไม่กี่คนหรอกที่ได้ประโยชน์จากการพิมพ์แบงค์ ซึ่งไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของอเมริกาแน่ๆ”
โอ้กกกกก....
ยัง ยังมีอีก .... น้า Nouriel Rubini เจ้าเก่า บอกว่า ...
“Recession ในกลุ่มยูโรโซนเกิดแน่ แต่ยังทำนายไม่ได้ว่าจะอยู่นานแค่ไหนและจะสาหัสปานใด ไม่เกินปี 2013 เราจะได้เห็นเศรษฐกิจถดถอยแบบ Double Dip Recession ในสหรัฐที่สมบูรณ์แบบ ได้เห็นแผนแก้ปัญหาที่สับสนยุ่งเหยิงและไม่เป็นผลดีในกลุ่มยูโรโซน และอาจจะได้เห็นเศรษฐกิจจีนฟองสบู่แตกจนหัวทิ่มแบบ Hard Landing ด้วยเว่ยเฮ่ย”
เอา เฮ้ย น้ารู บอกกันดีๆ ก็ได้นิ ทำไม่ต้องมี เว่ยเฮ่ย ด้วยล่ะ
“ต้องมีดิ ไม่งั้นไม่จ๊าบ มา ... น้าจะอธิบายเพิ่มให้เข้าใจ .. อเมริกา เลื่อนการแก้ไขปัญหาทางการคลังออกไปอีกแล้ว แถมยังทะลึ่งเลี่ยงการปฏิรูปที่ต้องทำอย่างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การฝึกฝนความชำนาญ และยังไม่ยอมเปลี่ยนนโยบายพลังงาน ทั้งที่มันจะช่วยคืนอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกนักการเมืองเฮงซวย มันไม่คิดจะแก้ปัญหายังไม่พอ ยังจะเพิ่มปัญหาซะอีกเว่ย เฮ่ย”
เว่ย เฮ่ย อีกแล้วนะ น้ารู
“เออดิ รูบินี ตัวจริง ต้องมีเว่ย เฮ่ย ดิว้า ... เนี่ยะ ยุโรป ก็ยังปฏิเสธความจริงที่ว่าบางประเทศล้มละลายจนไปกันไม่ไหวกับระบบเงินยูโรแล้ว จีน ก็ดื้อด้านไม่ยอมให้หยวนอ่อนค่า เพราะอยากได้เปรียบในการส่งออกตามโมเดลเศรษฐกิจที่ ไอ้เหา จิ่นทู เฮ้ย .. หู จิ่นเทา มันใช้ แถมยังออมมากไปแต่บริโภคในประเทศน้อยไปด้วย เฮ้อ...”
ทำไมถึงเป็นอย่างนี้กันไปหมดล่ะ น้ารู
“เฮอะ .. ก็ทุกเรื่องนี้มันไปติดที่การเมืองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกาหน้า การถ่ายโอนอำนาจไปให้ผู้นำคนใหม่ของจีนในช่วงนี้ กับความล้มเหลวของรัฐบาล 17 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรที่ไม่อาจใช้นโยบายร่วมกันทั้งกลุ่ม เพราะไปติดที่การเลือกตั้งในหลายประเทศกำลังจะมาถึง”
แล้วนักการเมืองมันปัญญาอ่อนรึไงลุง ถึงได้ไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องแบบนี้น่ะ
“ไม่ได้ปัญญาอ่อนร้อก แต่พวกนักการเมืองมันไม่มีวันแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพราะมันกลัวว่าจะทำให้ผู้เลือกตั้งมันเจ็บปวดและผิดหวังแม้ว่าเป็นแค่ระยะสั้น และแม้ว่ามันจะดีต่อคนทั้งประเทศในภายหลังก็ตาม เพราะนักการเมืองจะทำเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อคนทั้งชาติอย่างที่โม้กันมาตลอดเว่ย เฮ่ย ฮ่วย”
โอ้ย ... แล้วเราจะกระทบไหมละนี่
“ก็คอยตามไปอ่านต่อตอนสองสิฟะ ถามอยู่ได้ รำคาญเว่ย เฮ่ย”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น