คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
30 ธันวาคม 2554
ก่อนคริสต์มาส 3 วัน John C. Bogle ที่คนมักเรียกว่า Jack Bogle ออกมาบอกว่าแม้คนจะเข้าใจว่าเขาเป็นคนในกลุ่ม 1% ผู้ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา แต่เขาเห็นใจและสนับสนุนแนวคิดของพวก 99% ที่กำลัง Occupy Wall Street
ปู่แจ๊ค อายุ 82 ปีแล้ว เป็นผู้ก่อตั้ง Vanguard ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนหรือ บลจ.ที่เน้นวิธีบริหารแบบ Passive Management ที่ประสบความสำเร็จด้วยต้นทุนบริหารต่ำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมรสุมเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ได้อย่างสง่างาม
ปู่แจ๊ค เป็นคนแรกที่ก่อตั้งกองทุนรวมแบบ Index Fund ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารกองทุนรวมแบบ Passive Management ที่ไม่สนใจที่จะทำให้ผลตอบแทนชนะดัชนีหรือ Index แต่จะพยายามหาโมเดลที่ทำให้ผลตอบแทนกองทุนเท่ากับ Index ที่เลือกใช้ในแต่ละกองทุน ปู่แจ๊ค ออกกองทุน Index Fund กองแรกให้กับวงการในปี 1976 และประสบผลสำเร็จจนทำให้ Vanguard มีสินทรัพย์ภายใต้กองทุนอเมริกันที่บริหาร 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ (โอย ... น้ำเดาไหลด้วยความริษยาแล้ว) และปู่ก็ลงจากเก้าอี้ CEO มา 15 ปีแล้ว
วันนี้ปู่แจ๊คก็ยังร่ำรวยอยู่ แม้จะน้อยกว่าช่วงที่ปู่ยังเป็น CEO มากมาย แต่ปู่ยังได้รับค่าตอบแทนอีกส่วนในการบริหารศูนย์วิจัย Vanguard's Bogle Financial Markets Research Center ซึ่งเป็นมันสมองชั้นเลิศให้ Vanguard Group
หากมีใครมาถามปู่ว่าแก่ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่หยุดทำงาน ก็จะโดนแว้ดกลับไปว่า
“มันน่าอายมากที่จะหยุดทำงาน ในเมื่อยังไม่นอนแบ่บเป็นผักปู่ก็ยังทำงานได้อีกนานเว่ย แล้วก็ทำงานทุกวันด้วย ไม่ได้ขี้เกียจอย่างแกนี่”
ขณะนี้ปู่แจ๊คกำลังเขียนหนังสือเล่มที่ 10 เรื่อง "The Clash of Cultures: Investment vs. Speculation" แปลง่ายๆ ภาษาบ้านก็คือ “การล่มสลายทางวัฒนธรรม : การลงทุน กับ การเก็งกำไร” และปู่ก็ยังให้สุนทรพจน์ในงานที่ได้รับเชิญอยู่เนืองๆ
เห็นไหม แก่แล้วแม้เรี่ยวแรงจะถดถอย แต่ยังมีสมอง มีความคิดดีๆ ต่อคนอื่น และมีประสบการณ์ที่มีประโยชน์ที่เอามาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ แก่แบบนี้น่าเอาเยี่ยงอย่างเพราะไม่ได้หายใจทิ้งไปวันๆ หรือคอยแต่เรียกร้องให้คนกราบไหว้ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่ากราบสักหน่อย นอกจากกราบหูดเหี่ยวๆ บนหน้าและลำคอ
ปู่แจ๊ค รำพึงว่า “เฮ้อ ... ตลาดทุนของเรามันชักจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว มีการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุนที่แท้จริงตั้ง 200 เท่าแน่ะ”
และปู่ก็ให้ความสนใจมากมายกับนโยบายภาษีของสหรัฐที่ปู่เห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะเอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อยบนความเสียเปรียบของคนส่วนใหญ่
ชัวร์ป้าด ... ปู่กินยาผิดแหง ไม่งั้นไวอะกร้าก็ออกฤทธิผิดที่ ก็รวยขนาดนั้นแล้วทำไมถึงได้ดิ้นรนจะเสียภาษีมากๆ หรือว่าอยากไปเป็นยาจกกับพวก Occupy นั่น Occupy นี่ ละฮึ
“เบื๊อกเอ๊ย นี่แกไม่คิดถึงหัวจิตหัวใจคนอื่นๆ บ้างรึไง ก็โครงสร้างภาษีที่ตกทอดมาจาก ไอ้บักจอร์ช บุช นั่นละ ที่ทำให้ นักพนันใน Wall Street เสียภาษีบนกำไรจากการลงทุนแค่ 15% ในขณะที่คนทำงานงกๆ เหงื่อหยดติ๋งๆ อย่างซื่อสัตย์ต้องเสียภาษีจากเงินได้สูงสุดได้ถึง 35% มันเป็นไปได้ยังไง ที่นักพนันพวกนั้นจะเสียภาษีในอัตราแค่ 15% เท่ากับคนงานก่อสร้าง ฮึ”
“ใช่เลย อัตราภาษีมันเปลี่ยนได้ แต่เราก็ต้องดูด้วยว่ามันเป็นรายได้จากอะไร มีที่มาอย่างไร และอะไรควรเสียภาษีเท่าใด เงินปันผลน่าจะเสียภาษีอัตราเดียวกับเงินได้ปกติอื่นๆ แต่กำไรที่ได้รับจากการลงทุนมันต้องแยกประเภทเป็นการลงทุนของคนที่ก่อตั้งธุรกิจจริงๆ และให้คุณค่าแก่สังคม กับกำไรจากการพนันของพวก Wall Street ด้วย ไม่ใช่รวมมาเป็นพวกเดียวกันหมดแบบนี้ ไอ้อย่างหลังที่ทำเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นควรโดนอัตราภาษีที่สูงกว่าอัตราภาษีเงินได้ปกติในขั้นสูงสุดด้วยซ้ำ”
แล้วปู่มองพวก Occupy Wall Street ยังไง
“ปู่ดีใจที่จะบอกว่ารายได้ในทุกวันนี้ของปู่ทำให้ปู่เป็นพวก 99% ไม่ใช่ 1% แล้ว นี่อาจเป็นเหตุให้ปู่รู้สึกไม่มีความสุขก็ได้
ปู่ว่าผู้ประท้วงใน Occupy Wall Street (OWS) ก็มีเด็กหนุ่มสาวมากนะ เด็กพวกนี้หลายคนต้องกู้หนี้ยืมสินไปเรียนจนจบ แต่พอจบออกมาดันไม่มีงานทำ ปู่ว่าการออกมาประท้วงของกลุ่ม OWS มันทำให้ปัญหาหนักที่เคยซ่อนอยู่ใต้พรมมันออกมาลอยหราบนพื้นเลยละ ปัญหาที่ว่านี่ก็คือความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องโอกาสกับรายได้”
“เออ ไอ้หลาน แกเคยเด็กไหมล่ะ”
อ้าวปู่อ่ะ ถามงี้ชกหน้ากันเลยดีกว่า หรือพอปู่เกิดก็แก่เลยล่ะ
“กร๊วก .. เด็กบ้านแกสิที่คลอดมาก็แก่เลย ปู่จะถามว่าจำได้ไหมว่าตอนแกเด้กๆ น่ะ แกมีความคิดบรรเจิดอย่างไร”
“ปู่กำลังจะบอกว่า ตอนเด็กๆ ในวัยหนุ่มสาว เราจะมีแนวคิดที่มีอุดมคติ มีอุดมการณ์ แต่พอเราแก่ลงเราจะเห็นว่ามันเลื่อนลอย เพ้อฝัน เป็นจริงได้ยาก ทีนี้พวก OWS เขาก็เป็นพวกกินอุดมการณ์ไง เรื่องที่เขาต้องการมันจะเป็นจริงได้เหรอ แต่แล้วคนอื่นจะเดือดร้อนไปทำไมล่ะ ปู่คิดไม่ออกเลยว่าหากอเมริกาไร้คนรุ่นหลังในวัยหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ มีความใฝ่ฝันแบบนี้ ประเทศนี้มันจะเจริญไปได้อย่างไร และมันจะเน่าไปกว่านี้ได้ขนาดไหน ปู่จึงเคารพรักในศรัทธาของพวกเขา คารวะการทำภารกิจของเขา แต่ด้านลบก็คือพวกเขาสู้มาอย่างหนักและยาวนานเกินไป มันยากที่จะสำเร็จหากไม่มีผู้นำม็อบ”
เออ ... ปู่กำลังเขียนหนังสืออะไรอยู่ล่ะตอนนี้
“กำลังเขียนเรื่องที่ระบบการเงินของเรามันแหกโค้งไปนอกรางไงล่ะ เดิมทีเราเชื่อว่าระบบตลาดทุนเป็นแหล่งทุนสำหรับธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่มีทุนพอ หรือขอกู้ได้ยากหรือดอกเบี้ยแพงไป และเป็นแหล่งทุนที่บริษัทเดิมในตลาดทุนจะระดมเงินทุนไปขยายกิจการได้ ซึ่งเงินทุนที่ต้องการไปทำอย่างนั้นมันประมาณปีละ 200,000 ล้านดอลลาร์ มันก็สามารถระดมผ่าน Wall Street หรือกู้แบงค์ได้ แต่ตอนนี้เรากลับมีการเก็งกำไรกันเฉลี่ยปีละ 40 ล้านล้านดอลลาร์ บ้าไหมล่ะ เรามีนักพนันที่ขายการลงทุนให้คนอื่น แล้วคนอื่นก็ซื้อกิจการจากนักพนันด้วยความคิดที่จะเอาไปขายต่อให้ได้กำไรมากขึ้น แล้วมันเกิดคุณค่าอะไรต่อสังคมละวะ ไม่มี้.... แถมมันยังลดคุณค่าด้วย เพราะไอ้ตัวกลางที่เป็นนักพนันพวกนี้ละที่ปล้นเอาค่าของมันไปในระหว่างทาง“
“Hedge Fund ละตัวดี มีที่ไหนว้า ให้ผลตอบแทนตั้งเกิน 100% ต่อปี ลงทุนอะไรฟะที่ให้ผลตอบแทนขนาดนั้น ยาบ้าเรอะไง ก็ตอนที่ปู่ยังทำงานเป็นผู้บริหารกองทุนอยู่น่ะได้ 18% ก็เยี่ยมมากแล้ว ปู่เลยคิดว่า เราต้องเก็บภาษีเวลามีการขายแบบเก็งกำไรระยะสั้น เราต้องวางกรอบล้อมการเก็งกำไรแบบนั้นไว้ในระบบการเงินของเรา ไม่อย่างนั้นแล้ว คนที่รวยที่สุดก็คือพวก Wall Street นี่แหละ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานเหงื่อตกอย่างธุรกิจอื่นเขา แต่กลับมีช่องทางร่ำรวยมหาศาลจากการเป็นตัวกลางทางการเงิน การลงทุน แล้วเสียภาษีต่ำกว่าในส่วนที่เก็งกำไร”
โอ้ย ปู่แจ๊คอ่ะ เดี๋ยวสรรพากรมาอ่าน เขาจะเก็บภาษีเราเอานา
“เอ๊า ... กลัวไรว้า หากไม่ใช่เก็งกำไรแบบนักพนันสั้นๆ อย่างพวกเห็ดฟันด์ เราก็ไม่ได้เอาเปรียบสังคมนี่นา”
เปลี่ยนเรื่องดีกว่าปู่แจ๊ค ปู่มองว่าการลงทุนปีหน้าจะเป็นไง
“อืม ... ก็ยากอยู่นะ ถ้าหลานลงทุนในหุ้นอเมริกาหรือทางยุโรปด้วยไอเดียว่าจะลงทุนสักปีแล้วค่อยออกมาละก็ ให้รีบไปถอนออกมาเลย เพราะไม่ควรลงทุนในกรอบสั้นแค่ปีเดียว อาจจะขาดทุนได้ และถ้ามีกรอบเวลา 5 ปี ปู่ก็ยังกังวลอยู่ว่าควรลงทุนหรือเปล่า”
อ้าว เฮ้ย 5 ปียังน่ากลัวอีกเหรอปู่
“คืออย่างงี้นะ ในการลงทุนเราต้องคิดมากไปกว่าจะกังวลเรื่องเดียวว่าตลาดจะพังโครมลงมาเมื่อไหร่ เราต้องพิจารณาผลสุดท้ายของเงินออมของเราว่ามันจะไปได้สักเท่าไรจึงจะพอใช้ เมื่อกลัวความเสี่ยงจากหุ้นก็ต้องไปพันธบัตร เงินฝาก แต่ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนจะเป็นศูนย์ไปอีกนานแบบนี้ แกก็ต้องทำใจยอมรับไปก่อนหากไม่เอาหุ้น”
ปู่อ่ะ !!! นี่มันคำแนะนำอะไรเนี่ยะ ฮึ ?
“เอ๊อ แกชอบคำโกหกใช่ไหม ไอ้หลานโง่ ในเมื่อเศรษฐกิจมันห่วยแตกขนาดนี้ หากเป็นเงินปู่ ปู่จะระวังให้มากๆ เพราะการใช้สอยของคนอเมริกันกับยุโรปมันหวังไม่ได้เลยว่าจะดีใน 2-3 ปีข้างหน้า คนไม่มีเงินจะใช้ และโลกในวันนี้ก็ไม่มีอะไรให้เชื่อมั่นได้เลย”
อ้าว ปู่ ถ้ารัฐบาลทำให้ความเชื่อมั่นเกิดขึ้นมาได้ล่ะ มันจะดีขึ้นไหม
“ก็ดีอยู่หรอก อย่าลืมล่ะว่าความเชื่อมั่นมันเพิ่มขึ้นได้ แต่เงินน่ะมันจะเพิ่มได้จากที่ไหนละวะไอ้หนู”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น