5 มีนาคม 2555
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกตาวาวไปตามๆ กันเมื่อสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านมา หลังดัชนีตัวหลักๆ ในตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดสูงสุดทุบสถิติกันถล่มทลาย
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ ปิดทะลุระดับ 13,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี
ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็เพิ่งทุบสถิติใหม่ในรอบ 3 ปีไปได้หมาดๆ
ส่วนดัชนีแนสแด็ค คอมโพสิต นั้นไปไกลยิ่งกว่า เพราะทะยานขึ้นไปเหนือระดับ 3,000 จุด ซึ่งทุบสถิติสูงที่สุดในรอบ 12 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2000 ทีเดียว
แน่นอนว่าย่อมฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกให้อยู่ในบรรยากาศแดนบวกไปพร้อมกันด้วย
ตัวเลขเหล่านี้จึงน่าจะเป็นตัวชี้วัดการกลับมาอีกครั้งของตลาดหุ้นยุคกระทิงดุ หลังจากที่ต้องเป็นหมีจำศีลมานานหลายปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2008
ทว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยต่างเกิดอาการหวาดระแวงตัวเลข 13,000 ครั้งนี้ และส่งสัญญาณเตือนว่า อย่าเพิ่งวางใจในตลาดหุ้น เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณลวงในยุคเงินท่วมตลาด ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังไม่แน่นพอ และมีความเป็นไปได้ที่จะทรุดตัวลงอีกครั้ง
ปัจจัยบวกที่หนุนให้หุ้นสหรัฐปรับตัวได้อย่างร้อนแรงในปีนี้มาจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหลายด้านในสหรัฐ ตั้งแต่ตัวเลขการว่างงานที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่ 8.3% ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น 2.43 แสนอัตราเมื่อเดือน ม.ค. และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 2.1 แสนอัตราในเดือน ก.พ. ซึ่งจะเป็นการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ที่ผ่านมา จีดีพีชี้วัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังเติบโตได้ถึง 3% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2010 อีกด้วย
ปัจจัยบวกเหล่านี้จึงขับให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กไต่ระดับขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตลาดปี 2012 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 มีมูลค่าขยับขึ้นไปแล้วถึง 9% ในปีนี้ มาปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมาทะลุแรงต้านไปอยู่ที่ 1,370 จุด และยังมีแนวโน้มจะแรงต่อเนื่อง โดยมีนักลงทุนบางราย เช่น บริษัทลงทุนบิรินยี แอสโซซิเอทเทส อิงก์ คาดหวังที่จะได้เห็นดัชนีไต่ไปถึง 1,700 จุด ภายในสิ้นปีนี้
หากทิศทางสหรัฐดูสดใสเช่นนี้แล้ว เหตุใดนักลงทุนจึงยังคลางแคลงใจในตลาดหุ้นอีก
คำตอบหลักๆ คือ การแกว่งตัวของราคาน้ำมัน ที่เพิ่งขึ้นไปทะลุระดับ 110 เหรียญสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะกระชากความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นลงมา
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการก็คือ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจสหรัฐอาจยังไม่แกร่งพอที่จะดันให้หุ้นทะลุทะลวงได้มากเช่นนี้ เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐยังเพิ่งอยู่ในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไป การจ้างงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นงานพาร์ทไทม์ไปไม่น้อย
นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกซ้ำจากปัญหาหนี้ยุโรป ที่ยังพร้อมปะทุขึ้นมาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ กรีซ สเปน หรืออิตาลี
และเมื่อดูพื้นฐานแล้ว การบวกของดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ (DJI) กลับไม่ไปด้วยกันกับหุ้นสำคัญอย่างดัชนีภาคการขนส่งดาวน์โจนส์ (DJT) ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดพื้นฐานเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติในช่วงที่หุ้นดีเป็นปกติของยุคตลาดกระทิง ดัชนีของดาวน์ 2 ตัวนี้มักไปด้วยกันเสมอ
เหตุที่ต้องจับตาหุ้นตัวอื่นไปด้วยโดยเฉพาะดัชนี DJT เป็นเพราะดัชนีการขนส่งเป็นหุ้นพื้นฐานของดาวน์โจนส์ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1884 โดยตามหุ้นในกลุ่มรถไฟ ชิปปิ้ง สายการบิน และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของคนหรือการเคลื่อนย้ายสินค้า ซึ่งสะท้อนให้ถึงสภาพเศรษฐกิจได้
แต่ในเดือน ก.พ. นี้ ดัชนีขนส่ง DJT กลับปรับตัวลดลง 3% สวนทางกับดัชนีอุตสาหกรรม DJI ที่ปรับตัวขึ้น 2.5% และหากนับย้อนไปตั้งแต่เดือน เม.ย. ปีที่แล้ว DJT ลดลง 6% ขณะที่ DJI บวกขึ้นมา 1.2%
บรูซ แมคเคน หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของ ธนาคารเพื่อการลงทุนคีย์ไพรเวทแบงก์ เปิดเผยกับเอพีว่า มีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะทรุดตัวลงมาได้อีกครั้ง
ขณะที่ เดนนิส สลอธโธวเยอร์ บรรณาธิการของเว็บไซต์วิเคราะห์หุ้น สเตลท์สต็อกเดลี มองว่า กรณีที่ DJI ขึ้นนำหุ้นตัวอื่นๆ โดยไม่สอดคล้องกัน มักจะเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก
เอพี ระบุว่า นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคหลายคนมองกรณีการสวนทางดังกล่าวว่าอาจนำไปสู่ขาลงของตลาดหุ้นได้ไม่ยาก เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ในปี 1929 ปี 1937 และในปี 2000 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปีอันตกต่ำของตลาดหุ้นสหรัฐและทั่วโลก
สิ่งที่ดันให้หุ้นขึ้นในวันนี้ไม่น่าเป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจสหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมาจากภาวะที่เงินหรือสภาพคล่องกำลัง “ท่วมตลาด” ไม่ว่าจะเป็นเงินเหรียญสหรัฐบนพื้นฐานการตรึงดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0 – 0.25% ที่เปิดช่องให้มีการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก หรือกระทั่งเงินยูโร ที่ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เพิ่งปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (LTRO) ให้แบงก์ในยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในวงเงิน 5.29 แสนล้านยูโร หลังจากที่เพิ่งอัดฉีดเงินล็อตแรกให้เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ในวงเงิน 4.89 แสนล้านยูโร
ภาวะที่เงินล้นมือเช่นนี้เองที่ทำให้สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้าในตลาดโภคภัณฑ์พุ่งทะลุ 1 ล้านสัญญาไปแล้วในปีนี้ทั้งที่ผ่านมาแค่ 2 เดือน และไม่น่าแปลกใจว่าเงินเหล่านี้จะถูกนำไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมัน และตลาดทุนอื่นๆ ท่ามกลางความเสี่ยงของการผันผวนอย่างหนัก และอาจกลับมาเป็นขาลงได้เสมอ หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดีตามคาด เพราะพื้นฐานยังไม่แข็งแกร่งพอ หรือหากมีข่าวร้ายจากยุโรประเบิดออกมาอีกครั้ง
ดังนั้น ความเสี่ยงต่างๆ บนปัจจัยพื้นฐานที่ระบุมาข้างต้น จึงพร้อมที่จะปะทุได้อยู่ตลอดเวลา และอาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนักได้อยู่เสมอ
งานนี้ใครไหวตัวทันก็กำไร พร้อมบินพ้นกองไฟไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น