วิเคราะห์และตรวจอาการเศรษฐกิจโลก
ดร.บัณฑิต นิจถาวร bandid.econ@gmail.com
วันที่ 5 มีนาคม 2555
ตอนนี้ก็เข้าสู่เดือนที่สามของปี จากที่เคยวิเคราะห์ไว้เมื่อต้นปี ความเข้าใจโดยทั่วไปก็คือ เศรษฐกิจโลกปีนี้คงชะลอลงจากปัญหาหนี้ยุโรป และเศรษฐกิจยุโรปคงเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่การแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรปยังไม่จบสิ้น
ในช่วงครึ่งปีหลังถ้าปัญหาหนี้ยุโรปมีทางออก เศรษฐกิจยุโรปก็จะเริ่มมีเสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจโลกมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง
แต่ถ้าการแก้ไขปัญหายุโรปยังไม่มีข้อยุติในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจโลกก็คงจะซบเซาทั้งปี และยากที่จะบอกได้ว่าความผันผวนในตลาดการเงินโลกจะรุนแรงแค่ไหน
วันนี้ก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้โดยตรวจสอบดูว่า อาการเศรษฐกิจโลกขณะนี้เป็นอย่างไร และจากที่ได้ประมวลข้อมูลและสถานการณ์ล่าสุด ความเห็นของผมเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกขณะนี้คงสรุปได้เป็นห้าประเด็น
1. เศรษฐกิจโลกปีนี้คงชะลอตัวลงแน่นอน และศูนย์กลางความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ก็ คือ ยุโรป โดยเฉพาะกรีซที่การแก้ไขปัญหายังเป็นจุดที่กระทบความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลกมาก ที่สุด
ประเทศกรีซขณะนี้ต้องพึ่งความช่วยเหลือคือกู้เงินทั้งจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ เพื่อไม่ให้เกิดการ ผิดนัดชำระหนี้ ล่าสุดรัฐบาลสหภาพยุโรปก็ได้อนุมัติข้อตกลงวงเงินกู้ครั้งที่สองให้กรีซในจำนวน 130 พันล้านยูโร ซึ่งจะช่วยให้กรีซสามารถชำระหนี้ที่จะเริ่มครบกำหนดในวันที่ 20 มีนาคมนี้ได้ แต่ความ ช่วยเหลือดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยกรีซจะต้องรัดเข็มขัดเพิ่มเติมในด้านการคลัง และปฏิรูประบบการเงิน ทำให้ตลาดการเงินมีความเป็นห่วงว่ารัฐบาลกรีซอาจไม่สามารถทำตามเงื่อนไขการกู้เงินนี้ได้ และการทำตามเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจกรีซทรุดลงมากไปอีก ซึ่งจะกระทบความสามารถของกรีซที่จะชำระหนี้ในอนาคต
นอกจากนี้การเจรจาให้ผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซปรับโครงสร้างหนี้ โดยลดมูลค่าหนี้คงค้างลง 53% อย่างสมัครใจ เพื่อลดยอดหนี้คงค้าง ก็จะทำให้เจ้าหนี้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซขาดทุนมาก
นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่ซื้อประกันหนี้รัฐบาลกรีซเอาไว้ในตลาด CDS จะได้เงินคืนเต็มหรือไม่เมื่อเกิดการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว
ทั้งหมดนี้ทำให้เงินใหม่ที่จะเข้ามาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่ต้องออกใหม่ เพื่อชำระหนี้เดิมจะยากขึ้น และทำให้ตลาดประเมินว่าข้อตกลงเงินกู้ช่วยเหลือกรีซครั้งที่สอง จะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาทำให้ปัญหาหนี้กรีซจะยืดเยื้อ
ที่ออกมาอย่างนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรีซที่เกิดขึ้นสะท้อนความต้องการทางการเมืองโดยเฉพาะจากรัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศส ที่ต้องการให้กรีซใช้การประหยัดด้านการคลังเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อผลทางการเมืองในประเทศของตน และเพื่อการวางรากฐานระยะยาวในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจกรีซติดลบมากขึ้น และทำลายความสามารถในการชำระหนี้ของกรีซแนวทางนี้สวนทางกับตลาดการเงินที่ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาผ่อนเบาในเรื่องการประหยัดทางการคลังไว้ก่อน เพื่อให้เศรษฐกิจกรีซสามารถฟื้นตัวได้ในระยะสั้น และสร้างความสามารถในการชำระหนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกับสิ่งที่ตลาดต้องการ
2. จากแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น วิเคราะห์ได้ว่า สิ่งที่ผู้ทำนโยบายในยุโรปให้ความสำคัญมากที่สุดขณะนี้ก็คือ ป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้ในกรีซลุกลามไปสู่ประเทศยุโรปอื่นๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินยุโรป และความอยู่รอดของระบบเงินยูโร ทำให้นโยบายจำเป็นต้องขีดเส้นให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกรีซหยุดอยู่ที่กรีซ และไม่ลามไปประเทศอื่น
การขีดเส้นก็คือ การให้ธนาคารกลางยุโรปเข้ามาปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงิน ในลักษณะแบบมาตรการ QE ที่ธนาคารกลางสหรัฐทำ เพื่อให้ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการลามต่อของปัญหากรีซต่อสภาพคล่องและเศรษฐกิจยุโรปและต่อสถาบันการเงินยุโรปลดลง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลโดยตัวเลขที่ชี้ความเสี่ยงต่างๆ ของพันธบัตรประเทศยุโรปที่มีหนี้สูง เช่น สเปน โปรตุเกตุ และอิตาลี ได้ปรับตัวดีขึ้น ทำให้เสถียรภาพของตลาดการเงินยุโรปดูดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่ดีขึ้นก็คือ ตัวเศรษฐกิจยุโรปเอง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงาน ซึ่งชี้ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรปที่ทำในปัจจุบันไม่ได้นำมาสู่การปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจ เพียงแต่ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเสถียรภาพในตลาดการเงินยุโรปดูลดลงกว่าเดิม
3. การแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรปขณะนี้ถ้าดูกรีซเป็นตัวอย่างก็ชัดเจนว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบประคับประคอง ซื้อเวลา และเน้นป้องกันไม่ให้ปัญหากรีซลุกลามไปประเทศอื่น หรือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเงินยูโร
ภายใต้แนวทางนี้พูดได้ว่า ผู้บริหารนโยบายในยุโรปได้เลือกแล้วที่จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาคล้ายกับสหรัฐ คือ ผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับสถาบันการเงินในยุโรปอย่างเต็มที่ เพื่อขีดเส้นไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในสถาบันการเงินยุโรป หรือเกิดปัญหาเสถียรภาพที่ลามไปประเทศยุโรปอื่นๆ บวกกับการแก้ปัญหาโดยเน้นการสร้างวินัยการคลังและแก้ไขปัญหาโครงสร้าง
ล่าสุด ธนาคารกลางยุโรปได้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นครั้งที่สองให้กับสถาบันการเงินในยุโรปกว่า 800 แห่ง ในวงเงินกว่า ห้าแสนล้านยูโร ทำให้ยอดคงค้างของการอัดฉีดสภาพคล่องโดยตรงกับสถาบันการเงินยุโรปของธนาคารกลางยุโรปขณะนี้มีสูงถึง 1 ล้านล้านยูโร วิธีนี้เหมือนการเลี้ยงไข้ที่จะทำให้การแก้ปัญหาหนี้ยุโรปยืดเยื้อ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงในอนาคต
4. เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ตัวเลขต่างๆ ดูดีขึ้น แต่ก็เป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะและอัตราการว่างงานที่สูง
ตัวเลขที่ดีขึ้นนี้ต้องถือว่าเป็นข่าวดีที่จะทำให้ความจำเป็นที่สหรัฐจะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมมีน้อยลง ขณะที่ ญี่ปุ่น จีน และประเทศในเอเชียนจะถูกกระทบมากจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ประเทศเหล่านี้อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะผ่อนคลายต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
5. ในแง่ความเสี่ยง ประเด็นสำคัญขณะนี้มี 2 ประเด็น คือ
1) ความอ่อนไหวของสถานการณ์ตลาดน้ำมันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังผันผวนมาก และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
2) ความสามารถของทางการยุโรป ที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาในกรีซลามไปประเทศอื่นในภาวะที่ตลาดไม่มั่นใจในวิธีแก้ปัญหา
จุดทดสอบสำคัญว่าการแก้ไขปัญหาจะสำเร็จหรือไม่ ก็คือ เงื่อนไขความช่วยเหลือครั้งที่สองของกรีซที่เพิ่งจะตกลงกันว่ารัฐบาลกรีซจะสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่ และต้นทุนที่จะเกิดขึ้นตามมาในแง่ของความวุ่นวายทางการเมือง และทางสังคม จะเป็นสิ่งที่ผู้ทำนโยบายยุโรปยอมรับได้หรือไม่
โดยสรุป เศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังอ่อนไหว มีความไม่แน่นอนสูง และยังวางใจไม่ได้ การช่วยเหลือกรีซครั้งที่สองเป็นความสำเร็จทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจที่สามารถผลักดันวิธีการแก้ไขที่เข้มงวดแต่มีโอกาสสูงที่การแก้ไขจะไม่สำเร็จ ดังนั้น ปัญหากรีซและปัญหาหนี้ยุโรปจะยืดเยื้อ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริหารนโยบายยุโรปในทางการเมืองได้ยอมรับโดยปริยายตราบใดที่ปัญหากรีซไม่ลุกลามและไม่เป็นความเสี่ยงต่อระบบเงินยูโร
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรปอาจจะไม่มีข้อยุติในปีนี้ ทำให้ปัญหาจะยืดเยื้อ และถ้าวิธีการแก้ไขปัญหายังไม่เปลี่ยน ตลาดการเงินโลกก็คงจะต้องอยู่กับความอ่อนแอของยุโรปต่อไป ทำให้ตลาดการเงินโลกจะผันผวนและกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น