คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
22 มีนาคม 2555
ป้าๆ อย่าเพิ่งอาละวาดเรื่อง “อาบังไม่มีตาดำ” เลย หนอนน้อย อยากรู้ว่า Risk On Risk Off มันแปลว่าอะไรง่ะ
ว้ากก .. เจ้าหนอนน้อย คนกำลังมีน้ำโห ยังมากวนใจตอนนี้ ไม่มีอารมณ์ตอบ ไปไกลๆ เลย แล้วอะไรไม่มีตาดำ มันหมายฟามว่าไงยะ
โห .... ป้าอ่ะ เชยระเบิด ไม่มีตาดำก็มีแต่ตาขาวไง เอาน่า ... หนอนน้อย อยากรู้ ไหนป้าว่าคนอยากรู้อยากเห็นจะเจริญไง เดี๋ยวหนอนน้อยนวดแข้งให้นะ
เฮ่อ .... กะได้ๆ Risk Off แปลตรงๆ ก็คือหยุดเสี่ยง หมายถึง ช่วงเวลาที่นักลงทุนกังวลในปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็เลยถอยออกจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไง
อ่อๆ สินทรัพย์เสี่ยงก็หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทองคำ ช่ายป่ะ
เออ เจ้าปัญญาแล้ว แล้วรู้ไหมละว่าเมื่อเขาขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว เขาเอาเงินไปไว้ที่ไหน
อ่ะ หมูๆ เลยป้า ก็เอาไปใช้ดิ ไปเที่ยว ไปช็อปปิ้ง ไง
พลั๊วะ !!! เด็กเวรนี่ ปัดเดี๋ยวตาย
โอ๊ย ป้าอ่ะ หนอนน้อยไม่ใช่อาบังไม่มีตาดำนะ มาถีบทำไม มันจริงๆ นะ ถ้าได้เงินมาแล้วไม่รู้จักใช้หาความสุขมั่งปลวกจะกินเงินเอา แล้วก็จะตายไปโดยไม่เคยได้ใช้เงิน ป้ายิ่งแก่ๆ อยู่ด้วย เดี๋ยวก็ตายแล้ว ปากอย่างนี้น่าจะตายก่อนเกษียณด้วยนะ
วอนตายซะแล้ว ไอ้เจ้าเด็กนรกคนนี้นี่ มันน่าเอาขี้เถ้ายัดปากจริงเลย เฮ้อ .... เอ้า มาต่อๆ ให้จบๆ เงินที่ขายได้น่ะ เขามักเอาไปพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือยูโร อย่างบ้านเราก็จะออกมาพักในเงินฝากออมทรัพย์ คนที่ฉลาดหน่อยก็พักไว้ในกองทุนตราสาหนี้แบบมันนี่มาร์เก็ต รอจังหวะก่อน
อ๋อ เข้าใจแล้ว
เออ... ทีนี้ Risk On มันก็ตรงกันข้าม คืออยากจะเสี่ยงละ มันเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนผ่อนคลายความกังวลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เขาก็เลยเอาเงินกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกันใหม่ไง วิ่งเข้าวิ่งออกกันแบบนี้ละ
อาฮะ เข้าใจแล้วคับ ทีนี้ในช่วงที่ผ่านมา หนอนน้อย สังเกตเห็นว่า ราคาสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ มีความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันมากขึ้น มันแบ่งเป็น 2 กลุ่มค่อนข้างชัดเลยนะป้า
อะไรละแก แบ่งกลุ่มเตะตะกร้อหน้าบ้านแกเรอะ
เย้ยยยย ... ป้าอ่ะ ว่าแต่หนอนน้อยกวน ป้าละตัวดีที่หนึ่งเลย ก็แบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำไง เวลาที่นักลงทุนอย่างหนอนน้อยหายกลัว ก็จะกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น เลยเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้ไง อีกกลุ่มก็พันธบัตรอย่างป้าว่า เวลากลัวก็กระโดดเข้าหลุมหลบภัยไปก่อน เอ๊ะ ... แต่มันแหม่งๆ นะ เพราะหนอนน้อยว่า "ทองคำ" ในฐานะหลุมหลบภัยหรือ Safe Haven น่าจะเฟื่อง
เวลาคนกลัวหรือ Risk Off ไม่ใช่เหรอป้า แต่ทำไมทองคำไม่งั้นละ มันดันขึ้นพร้อมหุ้น แล้วก็ตกพร้อมหุ้นด้วย งงจัง
เจ้าหนอนกุดเอ๊ย ทองคำมักไม่สัมพันธ์กับสินทรัพย์ใดเป็นพิเศษหรอก อย่างในปี 2010 ที่เกิดปัญหาหนี้ยุโรปขึ้นมาใหม่ๆ ไง จำได้ไหมว่าทองคำขึ้นแต่หุ้นกลับถูกเทขาย ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะคนกลัวหุ้นจะกระทบและกลัวค่าเงินยูโรกับดอลลาร์จะลดลง และทองคำก็ไม่ได้มีฐานะเป็น Risk Off Asset เสมอไป บ่อยครั้งที่มันเป็น Risk On Asset อย่างช่วงปี 2004-2007 หุ้นขึ้นเยอะ ทองคำก็ขึ้นเยอะ และปี 2008 ที่มีรปัญหา Lehman หุ้นลงแรง ทองคำก็ลงแรง ล่าสุด ปีที่แล้วหุ้นกับทองคำก็ลงพร้อมๆ กัน เรียกว่าไปไหนไปกันในทางเดียวกัน แต่มาตอนนี้หุ้นขึ้น ทองลง แยกวงกันดัง
นั่นสิ หนอนน้อยเลยงงไงป้า แต่หนอนไม่กุดนะ เฮ่อ ...
เออ ไม่กุดก็ไม่กุดสิ เนี่ยะ ที่จริงนะ การที่ทองคำราคาขึ้น มันเป็นการสะท้อนเรื่องการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์หรือยูโร มากกว่าที่คนจะซื้อทองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจขาลงนะไอ้หนอนเน่า แล้วสินทรัพย์คนละชนิดที่มีปัจจัยพื้นฐานไม่เหมือนกันมันก็อาจมีราคาเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันได้ในบางช่วง เช่น ช่วงที่คนคาดหวังว่าจะมี QE ไง จำได้ไหมว่าทั้งหุ้นและทองต่างก็ได้ประโยชน์ทั้งคู่ แต่ด้วยคนละสาเหตุกัน โดยหุ้นได้ผลดีจากความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น หรือคาดว่าเงินที่อัดฉีดเขามานั้นมันจะไหลเข้าตลาดหุ้น ส่วนทองจะได้ผลดีจากการที่คนเชื่อว่าค่าเงินสกุลหลักๆ จะลดลงเพราะไปออก QE ที่เราเรียกกันว่าเสกแบงค์จากแท่นพิมพ์เข้าระบบไง
อ๋อ ... เขาใจแล้ว เอ๊ะ แต่ที่สภาทองคำโลก (WGC) บอกว่าปีที่แล้วความต้องการทองคำพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปีละป้า มันมาจากไหน
ที่จริงแล้ว ความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะยังมาจากความต้องการด้าน Jewelry จากจีนและอินเดียเป็นหลัก 2 ประเทศนี้รวยขึ้น คนก็เลยมีกำลังซื้อมากขึ้น แล้วคนที่นั่นก็บ้าทองด้วย คสวามต้องการทองคำจากจีนและอินเดียทั้งเพื่อเป็นเครื่องประดับกับเพื่อลงทุนรวมกันก็เกินครึ่งหนึ่งของทั้งโลกแล้ว แต่สรุปได้ว่ารูปแบบของความต้องการทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังต้องการเอาทองไปทำเครื่องประดับมากที่สุดเหมือนที่เคยเป็นมา แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นคือธนาคารกลางต่างๆ เปลี่ยนจากผู้ขายไปเป็นผู้ซื้อทองเพื่อกระจายความเสี่ยงออกไปจากดอลลาร์และยูโรในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ แต่ยังเป็นส่วนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับความต้องการด้าน Jewelry
อ้าว เหรอ หนอนน้อย คิดว่า ทองขึ้นเพราะคนต้องการลงทุนในทองซะอีก
นั่นก็ไม่ผิดหรอก การที่คนนิยมลงทุนในทองคำมากขึ้นก็เพราะเขาเริ่มมีความรู้เกี่ยวกับทองแล้ว จึงหันมาสนใจลงทุนทองในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้กระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยติดลบเมื่อหักอัตราเงินเฟ้อไง ที่สำคัญก็คือ คนลงทุนในทองเพราะเขาขาดความเชื่อถือในคุณค่าของสกุลเงินต่างๆ และมันก็ตลกดีนะ เพราะราคาทองคำที่ขึ้นมันมาจากความต้องการทองไปลงทุนมากกว่าความต้องการเอาไปทำ Jewelry ทั้งๆ ที่ยังมีปริมาณน้อยกว่า Jewelry เลยพูดได้ว่าพวกนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่เป็นคนส่วนน้อยกลับสร้างผลกระทบต่อราคาทองคำได้มากกว่าผู้ซื้อจากจีนและอินเดียที่ต้องการทองคำเพื่อไปใช้สอยจริง
ใช่เลย หนอนน้อยว่ายังมีคนอีกเยอะที่ยังอยากลงทุนในทองอยู่นะป้า เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกยังไม่หายไปจริงๆ ป้าว่าเป็นอย่างนั้นป่ะ
นี่ๆ ไอ้หนอนเหี่ยว ที่ปัญหาเศรษฐกิจยุโรปยังมีผลดีต่อทองคำน่ะ มันไม่ใช่เพราะตัวเศรษฐกิจที่ชะลอลงหรอกนะ มันเป็นเพราะ “วิธีการ” ที่จะใช้แก้ปัญหาต่างหากที่มันส่งผลดีต่อทองคำ เพราะเขาไปแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มสภาพคล่องไปในระบบการเงินเยอะๆ ด้วยต้นทุนต่ำ ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ก็เลยจะเป็นผลดีต่อทองคำตามที่บอกไปแล้วน่ะแหละ แต่ไม่มีผลดีเท่ากับ QE ของลุงเบน ที่สหรัฐ เพราะอันนั้นมันเป็นการเสกแบงค์ออกมาจากแท่นพิมพ์จริงๆ
แล้วความเสี่ยงของการลงทุน "ทองคำ" ในช่วงเวลานี้คืออะไรละป้า
ถ้าเขากลับทิศทางนโยบายผ่อนคลายการเงินของสหรัฐและยุโรปน่ะสิ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ยต่ำ หรือนโยบายอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) หากเกิด ราครทองคำก็บุ๋งๆ แต่ในระยะสั้นยังไม่เกิดหรอก ซึ่งที่ราคาทองคำลดลงในช่วงสัปดาห์ก่อนๆ ก็เพราะผู้เก็งกำไรผิดหวังที่ FED ไม่ใช้นโยบาย QE3 อย่างที่ตลาดคาด
ช่ายเลย หนอนน้อยตุนทองไว้เพียบ ยังเซ็ง ดีนะที่ไม่ทะลึ่งไปเล่น Gold Futures ขืนเล่นละไม่เหลือ Future แหงๆ เออ แล้วตอนนี้ทองคำเป็นฟองสบู่ยังอ่ะป้า
เก็งกำไรทองน่ะมีแน่นอน แต่ราคาทองคำยังไม่เป็นฟองสบู่ เพราะไม่ได้ขึ้นไปรวดเร็วขนาดนั้น ปกติฟองสบู่จะเกิดเวลาคนคาดหวังต่อสินทรัพย์อะไรมากๆ ซึ่งสำหรับทองคำไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ก็ควรระวัง อย่าไปไล่ซื้อเมื่อราคาทองคำขึ้นแรงๆ เพราะนั่นก็คือการเก็งกำไร
แล้วเรายังควรลงทุนในทองคำอยู่ไหม
มาถามอะไรช้าน หัวน่ะ เขามีเอาไว้คิด ไม่ได้มีเอาไว้เปลี่ยนหมวกใส่แบบอาบังคนไม่มีตาดำนะไอ้หนอนเปื่อย
โฮ้ย ... คุยกะป้าทีไร หนอนน้อยเสียหมาทุกที
ไม่ได้เสียหมา แกน่ะปากหมาด้วยไอ้หนอนหงอย เอ้า ในระยะสั้น ราคาทองคำจะยังผันผวนได้มากอยู่ ถ้าจะลงทุนก็ควรมองระยะยาวว่าทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ แต่คนไทยคงไม่ได้มี Exposure กับเงินดอลลาร์เท่าไหร่ จึงไม่ต้องไปหวังผลตอบแทนสูงมากๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นใน 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าได้เกินปีละ 7% ก็ให้ถือว่าส่วนที่เกิน 7% เป็นโบนัส พอใจยังละแก
ช่าย อ้อ แล้วหากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ชอบทอง ก็ลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอในสัดส่วนที่พอสมควร แล้วอย่าลืมปรับสมดุลย์พอร์ตลงทุนตัวเองด้วย หากเป็นพวกมือใหญ่เก็งกำไรก็ตัวใครตัวเผือก ใช่ไหมป้า
เออ ใช่ ยังจะมาถามให้ชั้นเป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่ได้ ไป๊ ไปไหนก็ไปซะ ไอ้หนอนเขียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น