ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมืองไทยยามไกลบ้าน ตอนที่ 3.1

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

12 ตุลาคม 2554


ห่างหายไป 5 วัน เพราะไปเรื่องงานที่ตุรกี

กลับ มาถึง กทม. วันนี้ช่วงบ่าย เห็นข่าวความเดือดร้อนแสนสาหัสของผู้คนชาวไทยเรื่องน้ำท่วมหนักที่ใครๆ ก็ว่าน่าจะหนักเท่าปี 2538

แต่คงลืมอาการที่หนักกว่านั้น หรือไม่ก็เกิดไม่ทันปี 2526  ซึ่งลำบากที่สุดกันยาวนานถึง 4 เดือน ใน กทม.

ตัวอย่างอาการของปี 2526

นอนชั้นล่างที่บ้านลาดพร้าวซอย 22 ตื่นมากลางคืนจะเข้าห้องน้ำ พอเอาขาลงพื้นจากเตียงนอน ขาจุ่มน้ำถึงเข่า ดีที่เราติดปลั๊กไฟแบบไม่ต้องก้มลงไป คือตืดระดับสูงมากจากพื้น ไฟเลยไม่ดูด  แต่กี่บ้านที่ทำแบบนี้ล่ะ

พื้นชั้นล่างของบ้าน ไม้ปาเก้หลุดลอยน้ำ และมีงูว่ายเพ่นพ่าน 1 ตัว

ใช้ห้องน้ำชั้นล่างไม่ได้ ก็ไปใช้ชั้นบน กดชักโครก ราดน้ำไม่ได้  ทองคำของทุกคนเลยลอยอืดเต็มในนั้น

ญาติผู้ใหญ่ส่งคนมาช่วยทำกระสอบกั้นน้ำ และซ่อมแซมให้พออยู่ได้  คนงานที่มาช่วย ร้องไห้กันหลายคน บอกว่าบ้านผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ห่วงลูกเมียเหลือเกิน อยู่กับน้ำท่วมขัง ห่วงโจรผู้ร้ายจะมาปล้นชิง แต่นายบอกให้มาช่วยบ้านนี้ก่อน

ไปทำงานแถวเพชรบุรีตัดใหม่ ขับรถไปตายลอยน้ำ ต้องจอดและเดินลุยน้ำสูงประมาณเอว ขยะแขยงที่สุด แต่มันจำเป็นเพราะเป็นงานเลี้ยงชีพ

กลับมาบ้านก็ต้องเดินในบ้านชั้นล่างแบบมีไม้กระดานข้ามน้ำท่วมอย่างกับเดินบนสะพานเล็กๆ ข้ามคลอง

การหุงหาอาหารลำบากที่สุด

และน้ำเริ่มเน่า มีสิ่งไม่พึงประสงค์ลอยอืดหลายชนิด

ทรมานทั้งกายและใจมากค่ะ

นั่นละปี 2526 ที่ไม่มีใครพูดถึง

2-3 วัน ก่อนไปตุรกี มีโอกาสพบนายกรัฐมนตรี ในวันที่ท่านนายกจะไปพม่า
ได้เตือนไปว่าในโมเดลเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลนั้น ยังไม่ได้เผื่อเรื่องน้ำท่วมเลย และได้ถามถึงแผนรับมือ เพราะเชื่อว่าจะกระทบเศรษฐกิจแน่นอน และเพราะเชื่อโดยส่วนตัวที่เป็นลูกแม่น้ำ ว่าปีนี้จะหนักที่สุด

อย่าถามว่ารู้ได้อย่างไร เพราะอธิบายได้ยาก

ดูท่าทางนายกในวันนั้น จะยังไม่คิดว่าจะหนัก  

ขอบอกว่าอาการน่าเป็นห่วงมากค่ะ อารมณ์คนจะเครียดที่สุด เพราะบ้านที่จมน้ำนั้น สถานการณ์และสุขอนามัยมันเลวร้ายมาก 

บ้านเกิดที่อยุธยาก็แย่แล้ว อยู่ติดแม่น้ำ 3 สาย เจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี เป็นบ้านไม้แบบโบราณที่
ยกใต้ถุนสูง 5 เมตร เพราะน้ำท่วมบ่อยๆ เป็นปกติ

เวลามีเรือมาขายก๋วยเตี๋ยว คนซื้อจะลงไปซื้อที่เรือ ยืนแช่น้ำระดับเข่า หรือโคนขา รอก๋วยเตี๋ยว  นี่คือภาพปกติ

ก็เราเอาน้ำท่วมไว้สู้พม่าไง เลยไม่ค่อยตกอกตกใจอะไรมากนัก

แต่คิดดูนะ เวลาเรายืนเอาตีนแช่น้ำรอรอบเรือ แม่ค้าเขาจะลวกเส้นในหม้อน้ำเดือด แล้วความที่กลัวเส้นไม่เหนียวหนึบ ก็เลยเอาเส้นมาจุ่มต่อในน้ำที่เรายืนแช่ตีนรอกันนั่นละ แล้วก็โปะเส้นใส่ชาม ใส่เครื่อง ส่งให้เรา

แล้วถ้าน้ำท่วมถึงเอวล่ะ นอกจากเราจะทานก๋วยเตี๋ยวแช่ส้นตีนแล้ว เรายังต้องทานก๋วยเตี๋ยวแช่ก้นใครมั่งก็ไม่รู้ 

นี่ไง เคล็ดลับก๋วยเตี๋ยวอยุธยา

บางคนอาจเป็นฮ่องกงฟุต บางคนอาจเป็นริดสีดวง .....

แต่อร่อยหนักหนา เห็นซดกันซู้ดซ้าด

ก่อนไปตุรกี โทร ไปถามที่บ้านอยุธยาพบว่าน้ำท่วมจากพื้นดินประมาณแค่หน้าอก อาหารการกินต้องอาศัยคนรู้จักพายเรือไปส่งให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้าน 2 คน ที่ไม่ยอมทิ้งบ้านมาอยู่ที่ กทม. เพราะห่วงข้าวของบรรพบุรุษแต่โบราณว่าจะโดนคนเอาไปหมด คราวไฟไหม้ใหญ่หลายสิบปีก่อนก็โดนคนปราณีมาช่วยยกพระพุทธรูปไปสัก 80% แล้ว ยังถ้วยโถโอชามอีก เขาก็ห่วงสมบัติเก่าว่าจะโดนคนมาเมตตาเอาอีกแล้วจะไม่เหลือให้ลูกหลานได้ศึกษาว่าแต่ละชิ้นมีความเป็นมาของบรรพบุรุษที่ลากสายโยงไปได้ถึงรัชกาลเก่าๆ ครั้งรัตนโกสินทร์ อยุธยา อู่ทอง สุโขทัย กระทั่งเชียงแสน ได้อย่างไร

เขาไม่อยากให้ลูกหลานลืมกำพืดว่าเคยทั้งสุขสบาย ทั้งยากแค้นแสนสาหัสอย่างไร ทำอะไรจะได้ไม่ลืมตน ไม่ลืมราก

พอกลับจากตุรกีมาถึง กทม. วันนี้ ทราบว่ามันท่วมถึงพื้นชั้นบนซึ่งยกสูง 5 เมตรแล้ว ท่วมมิดเข่าเลย

ดังนั้น จากพื้นดินขึ้นมา น้ำท่วมสูงไม่ต่ำกว่า 6 เมตรแล้ว ต้องมีการย้ายคนแก่มา กทม. มาอยู่บ้านแม่ที่ลาดพร้าว  

ระหว่างที่พี่ชายช่วยไปย้ายคนแก่ 2 คน น้าที่แก่แล้วก็หกล้มกระดูกสะโพกหัก ต้องเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่พี่สาวเป็นหมออยู่ที่นั่น  แล้วบ้านอื่นเขาจะลำบากกันขนาดไหน หากเขาไม่มีใครคอยช่วย ยังมีอีกกี่คนที่ติดน้ำอยู่กันในบ้านที่ไม่เป็นบ้านแล้ว อดอาหาร อดน้ำสะอาด ไม่มีไฟฟ้าใช้ และอาจจะไม่ใครรู้ว่ายังมีคนติดอยู่อีก

และอยุธยาก็ถูกตัดขาด  ปิดไม่ให้ใครเข้า เปิดให้ออกได้เท่านั้น

ขอให้พวกเราไม่ลืมคุณของทหารไทยในยามยาก เพราะในยามที่ลำบากที่สุด ก็มีทหารนี่แหละที่ช่วยเราโดยไม่หวังคะแนนเสียง 

ทหารไทยไม่เคยทิ้งคนไทย และก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง

ในขณะที่การเมืองส่วนหนึ่งยังคงอาศัยจังหวะนี้ทำคะแนนให้ตัวเองและถล่มคู่แข่ง

เฮ้ ... นักการเมืองที่ทำอย่างนั้น คุณคนไหนที่ทำอย่างนั้นมันน่าขยะแขยงมาก  เอาอย่างนักการเมืองดีๆ บ้างได้ไหม

ความจริงนี่เป็นโอกาสอันดีของชาติไทยที่จะสมานฉันท์ ปรองดอง หรือจะเรียกอะไรให้มันเท่ก็แล้วแต่ ที่จะหันหน้ามาจับมือกันเดินหน้า ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจและสภาพบ้านเมือง

เอาเลย นายก เชิญทุกพรรคมาประชุมด่วน ขอความช่วยเหลือ  ขอมันสมอง  ขอประสบการณ์ทุกคนทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล กองทัพ ข้าราชการ สื่อมวลชน และนักธุรกิจจากภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันคิด มากางแผนที่กัน พิจารณาร่วมกัน แล้วพากันไปเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชวินิจฉัย

อย่างน้อยความจริงใจที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา มันเป็นโอกาสเปิดสำหรับประเทศแล้วที่จะให้ทุกคนทั้งคนไทยและต่างชาติได้รับรู้ว่าเราทุกคนจับมือกันป้องกันและเยียวยาภัยพิบัติ

คิดดูแล้วกัน คนไทยที่เห็นข่าวอย่างนี้ เขาจะชื่นใจแค่ไหน มีความหวังเพิ่มขึ้นขนาดไหน

ฝ่ายธุรกิจก็น่าจะยินดีช่วย เพราะนี่คือแผ่นดินเกิดที่เราอยู่ ที่ลูกหลานเราจะเติบโตต่อไป และจะเป็นแผ่นดินตายของเรา เพราะลำพังเงินบริจาคอาจไม่พอแล้ว ภัยธรรมชาติอย่างนี้ ต้องการแรงงานจำนวนมาก

แล้วงบประมาณอีลุ่ยฉุยแฉกแบบเอาไปสร้างสภาใหม่น่ะ อย่าตัดแค่ 10% เลย

ยกเลิกมันให้หมด แล้วเก็บเงินมาใช้ช่วยภัยพิบัติคราวนี้จะดีกว่า

ส่วนพวกกินหัวคิว เอาเปรียบ ควรหาช่องทางลงโทษหนักที่สุด

เอาแบบโอบามาที่ดอดไปลงนามในกฏหมายที่ให้ฆ่าคนอเมริกันที่มีส่วนร่วมกับขบวนการก่อการร้ายได้โดยไม่ต้องพิจารณาความในศาลเหมือนคดีอื่นๆ ก็ได้นะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น