คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ.บัวหลวง
16 ตุลาคม 2554
วันนี้ข่าวไทยลงกันบ้างแล้วเรื่อง Occupy Wall Street ที่ลุกลามทั้งในและนอกประเทศ ในชื่อ Occupy Tokyo, Occupy Philippines , Occupy Rome, Occupy Spain, Occupy Germany ไต้หวัน ออสเตรเลีย อัมสเตอร์ดัม , เอเธนส์ บรัสเซลส์ เจนีวา ปารีส ซาราเยโว ซูริก ฯลฯ
โดยที่ต้นแบบคือ Occupy Wall Street นั้น ล่าสุดคนจำนวนมากจริงๆ พากันไปเดินขบวนในไทม์สแควร์ นิวยอร์ค ร้องว่า “Wall Street” แล้วก็มีคนรับว่า “Our Street” พักนึงก็เอาใหม่ร้องนำว่า “Banks got bailed out” คนอื่นก็รับว่า ‘We’ve got sold out”
เรียกว่าเร้าใจดีคล้ายๆ กับในไทยที่มีช่วงหนึ่ง สีอะไรจำไม่ได้ที่ร้องว่า นายกขายชาติ อะไรประมาณนั้นละ
กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านพวกนี้เริ่มเข้า Step ของการต่อสู้บนท้องถนน นั่นก็คือโดนตำรวจนั่งมอไซต์ ลากตัวนักต่อต้านครูดไปตามพื้นถนนคนแล้วคนเล่า แม้เขาจะวิ่งหนีกันอลหม่าน แม้บางคนจะเป็นวัยรุ่นต้นๆ
ภาพเหล่านี้จะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้คนอื่นๆ มาร่วมชุมนุมได้ไม่ยาก
รู้ไหมว่าผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นๆ เขาทำอะไร ลองเดาสิ …
เข้าไปช่วยใช่ไหม
ไม่ช้าย... นั่นมันเชยส์ แล้ว
เขาพากันเอา iphone ออกมาถ่ายคลิปปุ๊บ แล้วส่งรูปปั๊บไปลงเนตน่ะสิ เราถึงตามเรื่องได้ฉับไวกันไง
แหม มันน่าสังเกตนะว่าแม้กระทั่งกลุ่มต่อต้านนักธุรกิจใหญ่ๆ ก็ยังเป็นลูกค้า iphone 55555+
ว่าแล้วพวกที่ถ่ายคลิปก็ตะโกนว่า “โลกกำลังจ้องดูเรา ละอายใจบ้างไหม (ไอ้คุณ) ตำรวจ
โอ้วๆๆๆ เหมือนตอนเกิดเหตุ Arab Spring เปี๊ยบๆ เลยละ และก็เหมือนบ้านเราที่ร้องสั่งกันว่า ถ่ายรูปไว้เลย ถ่ายคลิปไว้เลยครับ พี่น้องงงง เอ๊ยยยยยยยย ....
ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังวิ่งเข้าหาปัญหากันแล้ว และเป้าหมายของตำรวจกับผู้ต่อต้านมันเหมือนกันในฝั่งตรงข้าม
ฮ้วย แปลว่าอิหยัง เหมือนกันในฝั่งตรงข้าม
แปลว่าเขากำลังปกป้องระบบ แต่คนละระบบเดียวกัน
ตำรวจยืนหยัดปกป้องระบบเก่าที่กำลังแตกร้าวแล้ว ในขณะที่ผู้ต่อต้านกำลังพยายามปักหลักต้นกล้าต้นใหม่ แม้คนปักยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นต้นอะไรเมื่อโตขึ้นมา แต่เขารู้ว่าต้นเดิม ระบบเดิม มันไปไม่ไหวแล้ว
เพราะมันทำให้เขาไม่มีงานทำ ทำให้ค่าจ้างตกต่ำลงไปทุกวันเมื่อหักเงินเฟ้อแล้ว ทำให้หนี้การศึกษาพอกพูนบนหลังนักเรียนและพ่อแม่ ทำให้ราคาบ้านตกต่ำลงไปเรื่อยๆ และลงลึก และทำให้ธนาคารกลางหรือ FED ของเขาที่มีลุงเบน เบอร์นานเก้ นั่งหัวล้านเด่นเป็นสง่า ทำลายค่าเงินดอลลาร์ไปทุกวัน
เด็กในกลุ่มนี้จะถูกชักจูงได้ง่าย เมื่อตอนกำลังเลือกตั้ง นักการเมืองสัญญาว่าจะให้โลกทั้งใบใส่มือ โอบามา ก็ใช้วิธีนี้หาเสียงด้วยคำว่า “Change”
ใช่ มันเปี๋ยนไป่
ใครเปลี่ยน
โอบามา ไง เปลี่ยนเป็น Zer_0_bama ไปแล้ว
เด็กๆ เจ็บปวดกับการเปลี่ยนในครั้งนี้ เขาต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จริงเมื่อบุชนั่งในทำเนียบขาว แต่นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการจากโอบามา
การเปลี่ยนแปลงจะพาเราไปในทิศทางที่ต่างไปจากเดิม แต่มันไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นทิศทางที่เราอยากไป
โอบามา ดูยิ่งใหญ่ พึ่งพาได้ เมื่อ บุช ยังนั่งเป็นประธานาธิบดี แต่เมื่อ โอบามา มานั่งในเก้าอี้เดียวกัน เราก็เริ่มกังขาแล้ว
เราไม่รู้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะจบลงอย่างไร หรือเพียงแค่เปลี่ยนตัวดูดเลือดกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แต่เรารู้ว่าความรุนแรงที่เริ่มขึ้น จะนำพาความรุนแรงยิ่งกว่าตามมา
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลานิวยอร์ค พวกประท้วงที่ปักหลักพักค้างตามฟุตบาทของถนน Wall Street พูดกันว่าวิธีแก้หนี้สินของสหรัฐทำได้ง่ายๆ เลย นั่นก็คือ หยุดสงคราม และเก็บภาษีคนรวยซะ บางคนก็ตะโกนว่า เฮ้ พวกเราได้กลิ่นเงินแล้ว
อเมริกา อาจจะกำลังพร้อมที่จะปฏิวัติระบบระบอบใหม่กันแล้ว
เพราะย้อนไปในยุคสงครามเย็น CIA เคยบอกทำเนียบขาวว่าประเทศที่พร้อมจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบนั้น ต้องพร้อมด้วย 3 สิ่งนี้ แต่ไม่ใช่แก้วสามประการนะ
1. ชนชั้นกลางหาย เพราะกลายไปเป็นชนชั้นล่าง
2. มีช่องว่างที่ห่างกว้างระหว่างคนมีกับคนจน
1. ชนชั้นกลางหาย เพราะกลายไปเป็นชนชั้นล่าง
2. มีช่องว่างที่ห่างกว้างระหว่างคนมีกับคนจน
3. มีคนจำนวนมากที่กำลังโกรธแค้น
แล้วอเมริกาในวันนี้ มีข้อไหนล่ะ ที่ไม่ใช่ ในเมื่ออัตราการว่างงาน 9.1% ว่ามากแล้ว หากดูในมุมฐานกว้างมันมากถึง 16.5% เลยทีเดียว และคนจำนวนมากถึง 6.2 ล้านคนที่หางานทำไม่ได้มามากกว่า 6 เดือนแล้ว
คนรวยมากๆ เพียง 1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด กลับเป็นผู้ครอบครองความมั่งคั่งของประเทศมากกว่า ครึ่ง ในขณะที่คนอีก 99% กลับยากแค้น และความห่างระหว่าง 1% กับ 99% ก็เพิ่มมากขึ้น ชนชั้นกลางในอเมริกันกำลังสูญสลายไปเพราะที่ทำมาหาได้ก็โดนดูดเข้าท่อไปจบลงที่มหาเศรษฐีกันหมด ราคาบ้านก็ยังย่ำแย่ไปเรื่อยๆ ทำให้ความมั่งมีของอเมริกันหายลงไปอีก โดยเมื่อ 4 ปีก่อน ตามรายงานของ David Rosenberg คนอเมริกันกำลังจนลงไปอีก 7 ล้านล้านดอลลาร์ แล้ววันนี้จะแย่ลงไปอีกปานไหน
คนอเมริกันส่วนใหญ่กำลังเริ่มคิดว่าระบบกำลังทำให้เขาล้มเหลว ไม่มีอีกแล้ว American Dream ทั้งๆ ที่พวกเขาทำตามกฏ ตามระบบทุกอย่าง
อัตราว่างงานของเด็กจบใหม่เทียบได้เท่ากับครั้งเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ในยุค The Great Depression ช่วงทศวรรษ 1930s แล้ว และมีคนจำนวนมากกว่า 45 ล้านคนที่ไม่อดตายเพราะไปพึ่งพา Food Stamps
และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมองว่ามันเป็นความผิดพลาดของคนอื่น พวกเขาพากันคิดว่า
และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมองว่ามันเป็นความผิดพลาดของคนอื่น พวกเขาพากันคิดว่า
- จะผิดได้ยังไงที่สอบตกวิชาเลขคณิต เพราะระบบที่ดีต้องหางานดีๆ ให้เขาทำได้
- มันไม่ใช่ความผิดของเราที่ถูกยึดบ้านไปทั้งๆ ที่ไปซื้อเกินกำลังตัว ระบบนั่นแหละที่ทำให้ราคาบ้านตกลง
- ที่ตกงานนี่มันก็เพราะระบบทำให้บริษัทต่างๆ ไปจ้างงานในประเทศอื่นที่มีค่าแรงถูกกว่า
- ถึงจะไม่มีเงินเก็บออมเลย ก็ไม่ผิด เพราะระบบแหละที่ทำให้พวกแบงค์ได้เปรียบ เอาเงินเราไปหมด
มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาที่ประธานาธิบดีนิกสันไปปิดหน้าต่างแลกเปลี่ยนทองคำตั้งแต่ปี 1971 เป็นต้นมา
และมันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาที่คนจีนสามารถผลิตสินค้าที่ดีกว่าและถูกกว่า
มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ที่ธนาคารกลางสหรัฐตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์แบงค์ดอลลาร์ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเรื่อยๆ โดยไม่มีทองคำมารองรับ แถมยังส่งเสริมให้พวกเขาเอาแต่กู้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐไปกดดอกเบี้ยจนต่ำเตี้ยติดดิน
และจริง มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย ที่ตลาดที่อยู่อาศัยจะฟองสบู่แตกโพละ อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้จุดชนวนเริ่มแรกให้มันเกิดขึ้น
เมื่อระบบพึ่งพาไม่ได้ ล้มเหลวไปหมด แล้วจะมีอะไรให้คนอเมริกันพึ่งได้ล่ะ
คำแนะนำก็คือ พึ่งตัวเอง ตัดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เก็บเงินไว้ ซื้อทองคำสะสมไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็ไปเป็นทนายความซะ เพราะจะมีคดีล้มละลายมาให้ทำอีกมาก
แต่แทนที่เขาจะพึ่งตนเอง พวกเขากลับ Occupy Wall Street
แน่ละ มักไม่มีใครร่วมขบวนการชุมนุมต่อต้านด้วยเหตุผลดีๆ หรอก คนมักร่วมขบวนด้วยเหตุผลห่วยๆ นั่นก็คือ พวกเขาต้องการปาฏิหาริย์ ต้องการได้เงินฟรีๆ
บางคนก็ต้องการอำนาจ ในขณะที่บางคนก็ต้องการทำลายใครบางคน เช่น หมั่นไส้น้องเขยชิบ มันทำงานที่ธนาคาร JP Morgan ได้เงินตั้งเยอะ หากเรามาประท้วงกับเขา มันจะได้ไม่มีโบนัสมาเบ่งใส่เรา สมหน้าแม่ง
บางคนมาเพราะต้องการได้เงินเดือนค่าจ้างขึ้น บางคนต้องการให้หนี้สินที่มีเจ๊าๆ กันไป แบบว่าตื่นขึ้นมาก็หายวับไปกับตาทั้งหนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต และหนี้การศึกษา
และบางคนก็พกมือตบ ตีนตบ มาร่วมขบวนการเสื้อสี เอ๊ยไม่ใช่ ... ผิดวิกแล้ว บางคนมาร่วมขบวนการ Occupy Wall Street เพื่อหากิ๊กหาฮีโร่เพราะลูกผัวไม่สนใจแล้วนี่ มาร่วมม็อบทำให้มีความสุข มีความสำคัญขึ้นตั้งเยอะ
บางคนมาเผื่อเมียที่ตายไปแล้วจะฟื้นขึ้นมาจากหลุม ในขณะที่อีกคนต้องการให้เมียแก่ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ลงหลุมไปซะที และบางคนก็ออกมาร่วมขบวนเพื่อต่อต้านการใช้ยาดับกลิ่นตัว แต่ให้ไปใช้สารส้มแทนเพื่อลดโลกร้อน
ก็สาระพัดเหตุผลละ ซึ่งไม่ว่าจะมายังไงด้วยเหตุผลดีหรือไม่ดี เขาไม่ถือ เพราะกฏของม็อบคือให้คนมามากๆ เข้าไว้ มาแล้วเอาตาข่ายดำคลุมไว้ทั้งถนนเลยก็ได้ อย่างเท่เลย คนจะได้หนีกลับไปไม่ได้หากเขาปราบปรามกวาดล้างกัน จะได้มีโล่ห์มนุษย์เอาไว้ชี้ว่า ตำรวจยิงขาขาด แขนขาด ทหารฆ่าคนตาย ฯลฯ
ก็สาระพัดเหตุผลละ ซึ่งไม่ว่าจะมายังไงด้วยเหตุผลดีหรือไม่ดี เขาไม่ถือ เพราะกฏของม็อบคือให้คนมามากๆ เข้าไว้ มาแล้วเอาตาข่ายดำคลุมไว้ทั้งถนนเลยก็ได้ อย่างเท่เลย คนจะได้หนีกลับไปไม่ได้หากเขาปราบปรามกวาดล้างกัน จะได้มีโล่ห์มนุษย์เอาไว้ชี้ว่า ตำรวจยิงขาขาด แขนขาด ทหารฆ่าคนตาย ฯลฯ
หลายคนเชื่อว่านายแบงค์ร่ำรวยและชั่วช้า บางคนบอกว่าพวกบริษัทน้ำมันต่างหากที่เป็นอย่างนั้น (เลยฟ้องศาลซะหน่อย) อีกพวกคิดว่าคนรวยในโลกนี้ชั่วช้าทุกคน แต่เมื่อใดที่พวกตูสู้จนรวยละก็ อย่ามาขวางทางการเป็นอำมาตย์นะ มีเคือง) และก็มีอีกพวกที่คิดว่าไม่ใช่ใครหรอกที่ชั่วร้าย มันคือพวก Occupy Wall Street หรือไอ้เจ้าที่เดินขบวน ปักหลักด่ารัฐบาลทุกวันทุกคืนนั่นแหละ ที่ขวางความเจริญของบ้านเมือง
อุ๊ย คุ้นๆ ไงไม่รู้
ใครพวกใคร หากผ่านมาอ่าน อย่าถือสา เพราะการแหย่ม็อบมันหนุกดี ก็ม็อบเป็นเป้าที่หาเรื่องแหย่ได้ง่ายที่สุดนี่นา แล้วก็แหย่ขึ้นซะด้วย
เอาละ หยุดแหย่มั่ง เดี๋ยวจะอยู่ไม่ถึงเกษียณ
ประเด็นมันอยู่ที่ผู้ประท้วงที่น่าสงสารเหล่านั้นต่างหากที่กลายเป็นเหยื่อความต้องการของใครก็ไม่รู้ในทุกครั้งของประวัติศาสตร์
เพราะเมื่อสหรัฐอเมริกาจะปกป้องจักรวรรดิ์ เขาก็จะประนามพวกชนชั้นกลาง
ทำไมล่ะ
ก็เพราะนั่นเป็นวิถีแห่งจักรวรรดิ์
พูดไม่รู้เรื่องอีกแล้วเว่ย วิถีบ้าบอไรฟะ เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว
อ้าว เล่าให้ฟังดีๆ ต่อยกันเลยไหมล่ะ หรือจะฟังต่อ
เออ ๆ ฟัง เร็วๆ ดิ
จักรวรรดิ์จะนำสินค้าราคาถูกเข้ามา บางทีก็เอาเงินของประเทศอื่นเข้าบ้านตัว
แต่ไม่ว่าจะเอาเข้ามาแบบยึดด้วยกำลัง หรือค้าขาย หรือด้วยการจ่ายเงินของจักรวรรดิ์ไปแลกสินค้าก็ตาม ผลของมันก็ไม่ต่างกันหรอก
นั่นก็คือ จักรวรรดิ์จะไม่สนใจอุตสาหกรรมและค่าแรงงานในประเทศ เพราะหาจากข้างนอกมันถูกกว่าตั้งเยอะ
เอ้า กระทืบ Like ให้ด้วยดิ แอบอ่านอยู่ได้ ไม่ลงทุนแล้วยังไม่ลงแรงอีกนิ 55555+
จักรวรรดิ์โรมันยุคโบราณนำข้าวสาลีจากอียิปต์ลงเรือมาขึ้นฝั่งโรม แล้วก็แบ่งให้ผู้คนในโรม เออ อันนี้คล้ายๆ Food Stamps ของสหรัฐจังแฮะ
ผลก็คือ ข้าวสาลีที่ชาวโรมเพาะปลูกภายในขายไม่ออก ตลาดข้าวสาลีพังทลาย ชาวนาเล็กๆ อยู่ไม่ไหว ต้องไปทำอย่างอื่น ไม่งั้นเมื่อกินข้าวสาลีจนหมดยุ้งแล้วก็ไปเป็นวณิพก
โรมในยุคนั้นยังเอาทาสเข้ามาด้วย แล้วพวกโรมันที่มีเงินกับมีคอนเน็คชั่นกับชนชั้นปกครอง (บรรดานักการเมืองและผู้มีอิทธพลนั่นแหละ) ก็ไปยึดฟาร์มข้าวสาลีที่เจ๊ง เอามาทำนาเองโดยให้ทาสพวกนี้ไปเป็นแรงงาน
โรมในยุคนั้นยังเอาทาสเข้ามาด้วย แล้วพวกโรมันที่มีเงินกับมีคอนเน็คชั่นกับชนชั้นปกครอง (บรรดานักการเมืองและผู้มีอิทธพลนั่นแหละ) ก็ไปยึดฟาร์มข้าวสาลีที่เจ๊ง เอามาทำนาเองโดยให้ทาสพวกนี้ไปเป็นแรงงาน
นอกจากชาวนาโรมจะตกงานแล้ว แรงงานทั่วไปก็ยังตกงานด้วย
อืม .. งั้นแหละ เปิดเสรีกันเข้าไป แล้วบอกว่าดีเพราะคนจะได้ซื้อของถูก
เวลาผ่านไป อะไรๆ ก็ยิ่งแย่ขึ้นทุกที ในที่สุด ชาวนาโรมก็ต้องขายลูกไปเป็นทาสให้นายทุนเจ้าของฟาร์ม แล้วก็ขายตัวเองตามมา
แล้วนายทุนก็เริ่มหัวใส ไปบอกให้ชนชั้นปกครองออกกฏหมายห้ามชาวนาโรมันขายตัวเองไปเป็นทาส แต่ต้องอยู่ในนาเดิมที่ไม่ได้เป็นของตัวอีกต่อไปแล้ว และต้องทำนาฟรีๆ ให้เจ้าของใหม่
สเปน ต่างกับโรมันมาก จักรวรรดิ์สเปนมีอายุไม่ยาวนานนักในศตวรรษที่ 16 แต่ก็ครอบครองดินแดนในโลกใหม่ และนำทองคำกับแร่เงินจำนวนมหาศาลเข้ามาในประเทศ ก็คล้ายๆ กับพิมพ์เงินเองได้นั่นแหละ อยู่ดีๆ ก็รวยขึ้นทันตาเห็นเลย คนสเปนเลยใช้เงินเติบเหมือนคนอเมริกันในปัจจุบันที่ใช้ดอลลาร์ ใช้มันซื้อของทุกอย่างจากต่างประเทศ แล้วจักรวรรดิ์สเปนก็ละเลยอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรมของตน ไม่นานสินค้าก็ราคาพุ่งสูงขึ้นเพราะไม่มีใครผลิต ชนชั้นปกครองก็ไม่ทำงานอะไร มีแต่ใช้จ่าย ชนชั้นกลางก็สิ้นสลาย แล้วจักรวรรดิ์ก็ล่ม
กลับมาดูวันนี้สิ มีอะไรที่ต่างจากอดีตบ้าง
คนรวยก็รวยขึ้น รวยขึ้น รวยยังไงก็ไม่เข็ดอย่างเพลงของน้าแอ๊ด คาราบาว สักที ชนชั้นกลางก็จนลง จนลง เพราะไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งที่จักรวรรดิ์ไปปล้นหรือไปทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนการค้ากับประเทศอื่นได้
ในวันนี้ คนร่ำรวยจากเอเชีย เข้ามาซื้อทรัพย์สินในสหรัฐด้วยเงินดอลลาร์ อันเป็นสกุลเงินที่เขารู้ว่าไม่มีวันได้ชดใช้หนี้ได้ตามมูลหนี้ที่แท้จริง เขาฉลาดสิ ถึงได้เอาดอลลาร์ของคนอเมริกันที่มีค่าเพียงเศษกระดาษมาซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ ดีกว่ากอดแบงค์กงเต้กมากมาย
คนชั้นกลางชาวอเมริกันใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเป็นสุขที่ได้ขายลูกๆ ใช้หนี้ด้วยการเป็นทาสโดยถาวร เพราะผลของความฟุ่มเฟือยนั้นทำให้ลูกๆ ของเขาในวันนี้มีหนี้สินมากถึง 5 -15 เท่าของที่ลูกๆ จะหาเงินมาได้ต่อปีในอนาคตแล้ว หากเด็กๆ ไม่ก่อการปฏิวัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาจะต้องทำงานไปจนสิ้นลมหายใจเพียงเพื่อชดใช้หนี้ที่พ่อแม่ก่อขึ้นเท่านั้น
นี่คือคนรุ่นลูกเท่านั้น แล้วรุ่นหลานล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกๆ ชาวอเมริกันในวันนี้เป็นทาสกันไปหมดแล้ว และไม่สามารถเอาลูกที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าไปขายได้อีก เพราะคนรุ่นลูกต่างมีหนี้เพิ่มอีกจากการศึกษาที่จะเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต มีหนี้บ้าน มีหนี้ค่ารักษาพยาบาล (นี่ยังไม่นับหนี้ประกันสังคมและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเลยด้วย)
เด็กๆ อเมริกันรุ่นลูกพวกนี้เขาจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากจะเข้าร่วมขบวนการ Occupy Wall Street
อ่านแล้วขอให้คิดเทียบกับเมืองไทยด้วย เทียบกับทุกสี ทุกกลุ่ม นั่นแหละ จะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น
และเชื่อเหอะ คนของเราที่ทำอะไรลงไปแล้วน่ะ เขายังไม่เข้าใจได้อย่างนี้เลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น