ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อำนาจรวมศูนย์หรือจะสูญอำนาจ ตอนที่ 1

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

21 พฤศจิกายน 2554



อิตาลี ไปไกลเกินแก้ไขเยียวยาหรือยัง แล้วจะรอดไหม เพราะพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีอายุ 10 ปี กลับไปอยู่ในระดับที่ต้องให้ผลตอบแทนสูงมาก  (7% +/-)  เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนให้ซื้ออีกแล้ว แสดงว่าผู้ลงทุนกลัวว่าอิตาลีจะไม่มีปัญญาใช้หนี้พันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงต้องเสนอผลตอบแทนสูงๆ ให้ผู้ลงทุนเห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

เรื่องนี้นักวิเคราะห์บอกว่า “นี่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ”

แหม ภาษาเท่ขั้นเทพเลย แต่มันจะเป็นจุดจบของสงครามหรือเปล่าล่ะ หือ

ในช่วงเวลาที่ตลาดดี คนไม่อดทนกับคำถามหรอก เพราะเขากำลังยุ่งกับการทำเงิน การใช้เงิน การซื้อ การขาย และไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้

แต่เมื่อตลาดวอดวาย คำถามต่างๆ จะผุดพลั่งขึ้นมายังกับน้ำท่วมเมือง และในที่สุดเขาจะมาถึงคำถามตนเองที่คล้ายๆ กับบทกวีฝรั่งของคู่แต่งงานที่มาถึงจุดระทมทุกข์ ทรมาน และเจ็บปวดที่สุด

“มันเกิดอะไรขึ้น”
“ให้ตายสิ เรามาถึงนี่ได้ยังไง”
“ชั้นเสียเวลามาทำอะไรที่นี่กัน”

โดนไหมล่ะ แมงเม่าทั้งหลายในตลาด กับแมงเม่าในชีวิตคู่ แต่สำหรับคนที่มีชีวิตคี่ ก็จะลดความเสี่ยงไปได้ด้านหนึ่ง เหลือแต่ความเสี่ยงในการลงทุนเท่านั้น

น่าเสียดาย หากเป็นแบบไทยๆ ต้องมีคำพูดตัดรอนว่า “เธอดีเกินไป” แล้วฝ่ายชายจะได้ตอบกลับตามฉบับ โน้ตอุดม ว่า “อ๋อ ชอบชั่วๆ ใช่ไหม เอางั้นก็ไม่บอกนะ E-เวร”

สงครามกลางเมืองในอดีตระหว่างรัฐต่างๆ ในอเมริกาสิ้นสุดลงเมื่อ Abraham Lincoln กล่าวว่า “เราจะมีรัฐบาลกลางเป็นหนึ่งเดียว”
                            
ความหมายที่ซ่อนไว้ก็คือ  หากไม่ตกลงตามนี้ก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ข้างของ Lincoln

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นจนถึงวันนี้ก็คือ อเมริกามีภาษีที่ทุกรัฐต้องส่งให้รัฐบาลกลาง (Federal Income tax) มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสภาคองเกรสได้โดยตรงซึ่งเป็นการยุติการเข้าไปมีส่วนในรัฐบาลกลางของรัฐต่างๆ และมีการให้อำนาจศาลสูงสุดในหลายๆ เรื่อง

สิ่งเหล่านี้เป็นการขยายอำนาจรัฐบาลกลางจนแทบไม่มีขอบเขต ซึ่งทุกอย่างนั้นมาจากการสูญเสียสิทธิของรัฐแต่ละรัฐ

ในยุโรปก็มีหลายครั้งหลายคราที่มีการเรียกร้องให้ยูโรมีอำนาจรวมศูนย์ เหมือนในวันนี้ที่นักเศรษฐศาสตร์แถวหน้าแทบจะทุกคนล้วนเรียกร้องว่าหากกลุ่มยูโรจะรอด ก็ต้องมีอำนาจกลางด้วย ไม่ใช่รวมกันเฉพาะเงินตรา

Martin Wolf เขียนใน Financial Times เมื่อวันพุธก่อนว่า “นี่เป็นได้แค่ความฝันของศตวรรษ” เพราะมันต้องฝันไปแน่ๆ หากคิดว่าจะรวมชนเผ่าที่แตกต่างกันอย่างมากในยุโรปเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ ก็ลองคิดถึงผู้นำในยุโรปที่เรารู้จักสิ ไม่ว่าจะเป็น จูเลียส ซีซาร์  มหาจักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ด หวานใจของแม่หม้ายที่ได้เป็นจักรพรรดินี โยเซฟิน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาจะรวมกันได้ไหมล่ะนั่น

เอาใกล้ๆ ตัวในยุคนี้ก็ได้ ลองสมมติแค่อาเซี่ยนจะทำอย่างเดียวกันคือรวมศูนย์อำนาจกลางด้วย เราก็ต้องคิดถึงฮุนเซ็น คิดถึงพี่ปูแสนสวย คิดถึงกษัตริย์บรูไน คิดถึงอาโรโย่ที่กำลังโดนจับคดีโกงเลือกตั้ง คิดถึงพม่ารามัญ คิดถึงมาเลเซีย ฯลฯ  มันจะรวมศูนย์อำนาจได้หรือ ในเมื่อในความเหมือนบางประการนั้นมันมีความต่างกันมากมายทั้งวัฒนธรรม ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณี  รวมกันแล้วจะปกครองกันอย่างไร จะบริหารกันอย่างไร ในเมื่อระดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจก็ไม่เท่ากัน

แล้วอย่าลืมความแตกแยกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ก็ขนาดอยู่ในประเทศเดียวกันยังปกครองกันแทบไม่ได้ จึงป่วยการจะคิดเกินเลยไปกว่านี้  อ้อ ... เอาแค่กีฬาสีก็จะอ้วกแล้ว หรือใครจะเถียง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าวงจรการรวมศูนย์อำนาจกลุ่มยูโรจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วในวงกว้าง ยุโรปมองว่ามันเป็นทางแก้ที่ดีสำหรับปัญหาต่างๆ ในวันนี้ ทั้งยังช่วยป้องกันมิให้เกิดสงครามกับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วยในตัว

มันก็จริงอยู่นะ แต่ก็แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้นละ คือช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปรุ่งเรืองมากที่สุดในยุค 30 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2   

หลังจากนั้น ยุโรปก็ใช้ชีวิตหรูหราได้ด้วยการที่รัฐบาลไปกู้ยืมแล้วจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยเยอรมนีที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหมายความว่ายุโรปหรูหราได้ด้วยการกู้เยอรมนีเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนคนเยอรมันก็อยู่ได้และได้รับหนี้คืนเพราะขายสินค้าให้พวกยุโรป

แต่วันนี้ทุกอย่างต้องถูกระงับ ถูกตัดออกไป ส่วนที่เหลือก็คือรายละเอียดว่าจะตัดอะไรบ้างกับการปฏิเสธ เดินขบวนต่อต้านการตัดงบประมาณ การลดบำนาญ ฯลฯ  ด้วยการ Occupy Italy,  Occupy Athens, Occupy โน่น Occupy นี่  Occupy ส้วมสาธารณะ แต่ไม่เห็นมา Occupy บางกอกสักที คงเพราะฝรั่งกลัวน้ำ ยกเว้นฝรั่งพันธุ์หญิงถึกอย่างคุณป้าฮิลลารี คลินตัน ที่แต่งชุดไหมไทยเฉิดฉายไปเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำ คุณป้าคงฉีดวัคซีนมาแล้วก็เลยบ่ยั่น

หนี้ของยุโรปที่จ่ายคืนไม่ไหวอาจเป็นหลักล้านล้านยูโร ซึ่งจะอย่างไรก็ต้องมีคนจ่าย จะจ่ายโดยลูกหนี้ และเจ้าหนี้ที่ต้องเสียค่าโง่มืดอมสเปโตด้วยการลดยอดหนี้ให้ก็ตาม มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนรับผิดชอบ ส่วนหนึ่งก็ต้องจ่ายด้วยภาษีของประชาชนนี่ละ  เพราะภาษีนั้นอยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว เขาจะใช้ยังไงก็ได้ใช่ไหมล่ะ ในเมื่อในระบอบประชาธิปไตยนั้นเขาตวาดมาว่าเสียงข้างมากเป็นผู้กำหนด ฮ่าๆๆๆๆๆ

ปัญหาก็คือถ้าเจ้าหนี้ต้องลดหนี้ให้มากๆ เจ้าหนี้หลายเจ้าก็จะล้มละลายไปด้วย และก็จะดึงทั้งพันธบัตรยูโรและเศรษฐกิจของยุโรปให้ดิ่งเหวตาม และหากเอาภาระไปให้ประชาชนมันก็เลี่ยงปัญหาที่ว่าไม่ได้อยู่ดี

สรุปก็คือ ไม่ว่าการรัดเข็มขัดจะเกิดขึ้นได้โดยสมัครใจหรือไปบีบบังคับ มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดขึ้น

แน่ละ ผู้มีอำนาจย่อมดิ้นรนเพื่อรักษามันไว้ และจะขยายขอบเขตอำนาจอย่างไม่หยุดยั้ง เขาต้องการอำนาจมากขึ้น ต้องการให้ทุกอย่างรวมศูนย์มากขึ้น แต่เขาคงจะลืมศึกษาประวัติศาสตร์ หรือเคยเรียนรู้แต่ลืมไปแล้วว่าเกิดอะไรในอดีต 

เมื่อ 300 ปีก่อนนั้น เป็นยุคของการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นๆ อย่างชัดเจนในยุโรป ประการแรกคือการรวมอาณาจักรเข้าด้วยกัน  ตัวอย่างก็คือพวกดัชท์ที่เดิมทีมีรัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย ดยุค เอิร์ล หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ แล้วมารวมศูนย์อำนาจเป็นรัฐหนึ่งเดียวภายใต้แกรนด์ดยุค ซึ่งก็คล้ายๆ หลายดินแดนในยุโรปตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 18  ซึ่งต่อมาก็ขยับขยายไปเป็นการรวมรัฐต่างๆ เป็นชาติในศตวรรษที่ 19 และล่าสุดก็คือการรวมกลุ่มยูโรในศตวรรษที่ 20

ดูเหมือนว่าภาษาถิ่น เงินตราท้องถิ่น ภาษีศุลกากร และกองทัพในแต่ละประเทศทั่วโลกเริ่มหมดความหมาย เพราะไปถอยให้แก่แนวคิดการรวมศูนย์ไปอย่างไม่น่าเชื่อ มันอาจจะเป็นความโง่เขลาของคนที่จบปริญญาต่างประเทศแล้วไปรับเอาแนวคิดของเขามาเต็มๆ จนลืมปราชญ์ชาวบ้าน และดูถูกดูหมิ่นภูมิปัญญาของคนในชาติก็ได้ เรียกว่าส่งลูกไปเรียนเสียทั้งเงิน เสียทั้งโง่ แถมยังไม่รู้ตัวอีกด้วยว่าโง่

ในปี 2007 ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปใช้สกุลเงินเดียวกันไปแล้วคือยูโร และกลุ่มยูโรก็อาจจะต้องนับถือเทวดา เทพีองค๋เดียวกัน (Mammon) ต้องพูดภาษาการค้าและการทูตเดียวกัน (Mid-Atlantic language) ด้วยละมั้ง

ที่สำคัญก็คือแต่ละประเทศยังสามารถกู้และจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยอัตราต่ำๆ เท่าๆ กัน ทั้งๆ ที่ต้องจ่ายสูงกว่าหากไม่ได้ร่วมขบวนยูโรเพราะตัวเองมีความเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะไม่ได้รับเงินปล่อยกู้คืนมากกว่าคนอื่นเขา 

ทำไงได้ล่ะ ในเมื่องนังเอเธนส์ได้เข้าร่วมวงศ์พงศากับยูโรไปแล้ว นังเอเธนส์ก็ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับพวกนามสกุล ณ ยูโร ทั้งหลายสิมันถึงจะถูกต้อง

แล้วเกือบทั้งโลกก็พากันคลั่งไคล้ระบอบทุนนิยมเสรีที่หนุนการเติบโตด้วยการเป็นหนี้เป็นสินกัน ก็แบบที่ถูกสอนในมหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำนั่นแหละ รวมไปถึงลัทธิโลกาพิบัติ เอ้ย โลกาภิวัฒน์ หรือ Globalization ด้วย

มีความต่างตรงไหน ระหว่าง Mario Draghi  ที่จบจาก MIT แล้วไปทำงานให้ Goldman Sachs กับ Mario Monti ที่จบจาก Yale แล้วไปทำงานให้ Goldman Sachs เหมือนกัน ในขณะที่ Lucas Papademos จบจาก MIT แล้วทำงานให้ ธนาคารกลางสหรัฐสาขา Boston 

นี่คือตัวอย่างผลผลิตที่เป็นชิ้นส่วนที่แลกเปลี่ยนกันได้ เพราะล้วนแต่มาจากเครื่องจักรชุดเดียวกันทั้งนั้น ใช่หรือไม่

อะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเหมือนในแนวคิดได้ขนาดนั้นล่ะ

มันมาจากการสื่อสารยุคใหม่ที่ทำให้การรวมศูนย์ง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้นใช่ไหม หรือว่ามันต่อยอดจากแนวคิดการแยกส่วนแรงงานโดยให้แต่ละแห่งทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด อะไรที่ทำแล้วไม่ดีเท่าคนอื่น ไม่ถูกเท่าคนอื่น ก็ให้คนอื่นทำไป แล้วก็ต้องพึ่งพากันในส่วนที่ตนเองผลิตไม่ได้หรือขาดแคลน

ฮ่าๆๆๆ แล้วน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมไทยก็คงให้บทเรียนเรื่องการรวมศูนย์แก่โลกไปแล้ว

เอ ... หรือเราคิดกันไปว่ารัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ผนวกด้วยระบบทุนนิยมที่คนตะวันตกวางแนวทางไว้จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า เลอเลิศกว่า เป็นระบบที่สร้างผลผลิตได้ดีกว่า สูงกว่า ระบบต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น

ก็ไม่รู้เหมือนกัน

เพียงแค่คิด และบ่นตามวัย ด้วยความเชื่อว่ารองเท้าแบบเดียวกัน ขนาดเดียวกัน ไม่ได้เหมาะกับนานานุตีนของคนทุกคน และไม่เหมาะกับสภาพพื้นดินทุกๆ แห่ง

ดังนั้น ใครจะด่าว่านายกปู เรื่องสวมเกือกบูธยี่ห้อเบอร์เบอรี่ไปลุยน้ำ เราก็ไม่ว่าตาม เพราะเห็นว่ายี่ห้อนี้ก็เหมาะสมกับเธอดี ราคาหลักหลายพันเทียบกับความร่ำรวยที่เธอมีมันแสนจะเล็กน้อย

ก็จะให้ใส่ส้นสูงยี่ห้อตับเต่าไปลุยน้ำเหรอ หา

เอาละ ถึงจะไม่รู้อะไรมาก แต่เราก็รู้บางอย่าง

บางอย่างที่รู้ก็คือ เหตุผลที่ดึงยูโรมารวมกันหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น (จะได้ไม่มีสงครามกันอีก กับจะได้ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง) กำลังเป็นเหตุผลเดียวกับที่จะทำให้กลุ่มยูโรแตกสลาย

กรีซ กับ ลูกหนี้หลายประเทศจ่ายหนี้ไม่ไหวแล้ว เจ๊งกะบ๊ง  เยอรมนี กับเจ้าหนี้ต่างๆ ไม่มีปัญญาเก็บหนี้คืนได้  เจ้กอั้ก

ลูกหนี้เจ๊งกะบ๊ง เจอกับ เจ้าหนี้เจ้กอั้ก แล้วเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนเยอรมันด่าพวกกรีซว่า ไอ้พวกสันดานขี้เกียจตัวเป็นขน ในขณะที่ชาวกรีซด่าพวกเยอรมันกลับว่า ไอ้นาซีหน้าโง่ นะสิ

หุ หุ  เคี้ยกๆๆๆๆ (หัวเราะแบบจอมมารร้ายกำลังภายใน)

ที่หัวเราะก็เพราะมันมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นที่ขอบนอกของแกนกลางที่รวมศูนย์อำนาจ

เขียนอะไรลงไปนี่ แล้วคนอ่านจะเข้าใจไหมว้า กลับมาอ่านบรรทัดบนเองอีกทียังงงๆ ตัวเอง

คือจะบอกว่าไม่ใช่แต่คนละประเทศเท่านั้นที่เริ่มขัดแย้งกัน แม้แต่ประเทศเดียวกันก็เริ่มมีอาการ

เบลเยี่ยม ขาดรัฐบาลกลางมา 16 เดือนแล้ว ก็ไม่เห็นจะฉิบหายขายตัวสักที แถมยังดีกว่าด้วยซ้ำ

คนอิตาเลียนที่มีความคิดทางตอนเหนือเขาก็ไม่เคยยอมรับแนวคิดของ Monnet ที่จะบูรณาการยุโรปเป็นหนึ่งเดียวกัน

และเมื่อคนเยอรมันที่ฮัมบูร์ก ไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนการอุ้มแบงค์ลาริสสาของกรีซแล้ว ทำไมเขาจึงจะไปโหวตให้รัฐบาลเขายอมอุ้มแบงค์เดรสเดนของเยอรมันเองด้วยเล่า เพราะมันก็เหมือนๆ กันเลย


ประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้จึงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดด้วยการกู้หนี้ยืมสินมารองรับวิถีชีวิตหรูหราแบบเดิมอีกแล้ว

ลืมไปเลย โฟร์กราส์ หยุดฝันไปเลยถึงเห็ดทรัฟเฟิลและไวน์บอร์โดซ์ชั้นเยี่ยม แฮมกับชีสก็พอ จะให้ดีก็ ซกเล็กแกล้มเหล้าขาวก็ดีพอแล้ว  ไม่ต้องใส่เลือด เดี๋ยวไปหาเอาเองจากโต๊ะข้างๆ  ลืมไปได้เลยในเมื่ออัตราส่วนหนี้สินทั้งหมดต่อ GDP มันปาเข้าไปเกิน 250% แล้วในเกือบจะทุกประเทศ อังกฤษกับญี่ปุ่นก็เกือบจะ 500% แล้ว และที่อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี มันจะเท่ากับผลผลิตทั้งหมดของประเทศ

มันจะเป็นยังไงหนอ หากเราต้องจ่ายแค่ดอกเบี้ยให้หนี้ในอดีตอย่างเดียวเท่ากับ 1 ใน 4 ของรายได้วันนี้ มันจะเหลือให้เรากิน เราใช้  ได้แค่ไหน จะไหวไหมละนั่น

และสำหรับอิตาลีที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ตั้ง 7% +/- ล่ะ มันเกือบเท่ากับ 1 ใน 3 ของ GDP อิตาลีเลยเชียวนะ แล้วจะเหลืออะไรไปแหกตาประชานิยมให้คนมาเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้อีกล่ะ

นั่นก็คือ รัฐบาลกลาง หรือระบบรวมศูนย์อำนาจมันไปไม่ไหวแล้ว และไปไม่เป็นด้วยซ้ำ

เมื่อมาถึงเวลานี้ มันต้องมีการตัดสินใจ

(((  จะมาเขียนต่อวันพรุ่งนี้ นะจ๊ะ )))

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ธนาคารกลางยุโรปกำลังจะแปลงร่าง

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

21 พฤศจิกายน 2554



มันก็ตลกดีที่ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ข่าวต่างประเทศจะโฟกัสไปที่ยุโรป แต่ก็งั้นแหละ เพราะสื่อมักจะกระโดดเกาะติดข่าวอะไรสักอย่างและควบเล่นจนกว่าข่าวนั้นคนจะไม่สนใจแล้ว

ข่าวน้ำท่วมก็เหมือนกัน มาถึงจุดหนึ่งคนจะเบื่อหน่าย ตอนนี้ก็เลยหันไปเล่นข่าวอภัยโทษ คนต่อต้าน คนหนับหนุน ม็อบจะตีกันไหม ฯลฯ

ก็อยากรู้เหมือนกันว่าพุธนี้สื่อต่างประเทศจะกระโดดไปเล่นข่าวในอเมริกาเรื่อง Debt Super Committee ที่ถึงวันครบกำหนดวางแผนงบประมาณจัดการหนี้หรือเปล่า

ข่าวต่างประเทศในวันก่อนๆ กระหึ่มไปด้วยคำถามที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB- European Central bank) จะมีบทบาทแบบธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ของลุงเบน หรือไม่ ซึ่งตลาดก็ให้รางวัลกับข่าวนี้ด้วยการทำให้เงินยูโรแข็งขึ้น เพราะตลาดได้ข่าวมาว่า ECB เข้าซื้อพันธบัตรอิตาลีกับสเปนในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง จะได้ช่วยให้อิตาลีกับสเปน จ่ายดอกเบี้ยได้ถูกลง

มันอาจจะดีก็ได้ถ้า ECB จะกลายเป็น FED แต่เราไม่ใช่แฟนคลับของธนาคารกลางที่ทำตนเป็นผู้ช่วยเรื่องหนี้สินของรัฐ และชอบแอบด่าในใจทุกครั้งที่ธนาคารกลางกระโดดเข้าไปยุ่งเรื่องพวกนี้ ดังนั้น การกระทำของ ECB ที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหนับหนุนจึงเป็นสิ่งที่เราผิดหวังอย่างยิ่ง จากเดิมที่ ECB ลดค่าเงินตัวเองด้วยการกดอัตราดอกเบี้ยยูโรให้ต่ำ แล้วตอนนี้ก็ยังมาช่วยไล่ซื้อพันธบัตร

แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไม ECB ต้องทำอย่างนั้น

ก็เพราะหลังติดกำแพงแล้วน่ะสิ ไม่งั้นจะทำไปทำไมในเมื่อมันมีแต่เสียกับเสีย เมื่อใจไม่ถึงจึงต้องซื้อเวลาไปเรื่อยๆ

เมื่อสองสามวันก่อน อีตา Dudley ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ค พูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจว่า

“ผมไม่ (แฮป) ปี้เอามากๆ”

เออ จะปี้มาก ปี้น้อย ก็เรื่องของแก มาบอกทำไมว้า

“เอ้า ที่บอกก็เพราะผมห่วงตัวเลขอัตราว่างงานที่ยังคงสูงและยาวนานตามที่ประมาณการไว้ไง แต่ผมจะทบทวนว่าเราจะทำอะไรได้เพิ่มอีกเพื่อช่วยเรื่องนี้หากต้นทุนมันต่ำกว่าผลดีที่จะได้รับ แต่ถ้าเราต้องช่วยซื้อสินทรัพย์จากแบงค์อีก มันก็น่าจะเหมาะสมกว่าถ้าเราทำมันในรูปแบบของ Mortgage-Backed Securities”

คำว่า Mortgage-Backed Securities เนี่ยะ ภาษาไทยเขาแปลว่า การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์  แต่ภาษาคนน่าจะใช้ว่าอะไรดีก็ไม่รู้ หากจะให้เข้าใจมากขึ้นอีกนิดหน่อย มันต้องอธิบายยืดยาวว่า เป็นการแปลงสินทรัพย์ของแบงค์ซึ่งก็คือสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักทรัพย์ เพื่อเอาไปขายในตลาดรองโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นตัวค้ำประกันในการออกหลักทรัพย์   โอย ... ยาวจนปวดหัวไหมล่ะ อยากรู้เพิ่มให้ไปเปิดหาเองในกูเกิ้ล เอามาเขียนมันจะยาวเกิน


เรียน คุณ Dudley ที่ไม่รัก แต่จำต้องนับถือ

ในเมื่อการซื้อสินทรัพย์ไป 2 รอบ ซึ่งก็คือการผ่อนคลายปริมาณเงินหรือ QE มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยในเรื่องการจ้างงานเพิ่ม แล้วทำไมการทำ QE รอบ 3 มันจะช่วยได้ ต้นทุนของการทำ QE ต่อผู้เสียภาษีด้วยการว่างงานสูงๆ มา 3 ปีนี้มันยังไม่สูงพอเรอะ คุณ Dudley รู้ไหมว่ามันหลอนคนอเมริกันมากขนาดไหนไอ้เรื่อง QE นี่น่ะ

โปรดหุบปากเรื่อง QE ไปเลย ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตามที

ด้วยความเคารพตามธรรมเนียม

ลงชื่อ  VT
ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประจำบ้านที่ไม่ต้องเลือกตั้ง

ป.ล. ชั้นเสียภาษีเต็มๆ ทุกปีนะยะ ไม่เคยเลี่ยงเลย รู้ไว้ซะด้วยอีตาบ้า

แหม เกือบลืมไป ต้องหันไปดูหลินปิงสักหน่อย

จีนยังคงเดินหน้าในทุกทางที่จะทำให้เงินหยวนเป็นที่ยอมรับในนานาชาติ และภายใน 10 ปี เงินหยวนจะเป็นสกุลเงินหลักอีกสกุลหนึ่งของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของนานาชาติ

อาฮะ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ใช่ข่าวใหม่ แม้จะเพิ่งลงใน Financial Times ก็ตาม

James Bullard ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขา St.Louis บอกในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ว่า เขาเชื่อว่านักธุรกิจสหรัฐและผู้ลงทุนกำลังสนใจลงทุนในเอเชียแทนยุโรป

โห ข่าวใหม่หรือนี่  หากลุงมาร์ค ฟาเบอร์ กับ อาจิม โรเจอร์ เห็นข่าวนี้ต้องขำน้ำตาเล็ดเลย

เลี้ยวไปดูตัวเลขบ่งชี้เศรษฐกิจอเมริกากันหน่อย

ช่วงที่ผ่านมานี้ดัชนีชี้นำภาวะทางเศรษฐกิจบางตัวดูจะกระเตื้องขึ้นบ้าง ซึ่งน่าจะมาจากการพิมพ์แบงค์ที่ทำไปแล้วและเริ่มส่งผล แต่ถ้ามันได้ผลดีจริง เงินเฟ้อก็จะเพิ่ม แล้ว FED ก็จะหาเหตุผลมาพิมพ์ดอลลาร์เพิ่มเงินอีดฉีดเข้าระบบอีกไม่ได้แล้ว เพราะจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงไปกันใหญ่

ณ จุดนี้เรียกว่าอเมริกาไม่ได้แย่ลง แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าจะดีขึ้น         

ที่น่าสนใจติดตามอย่างยิ่งต่อไปนี้ในเรื่องยุโรปก็คือการที่คุณป้าแองจี้ (Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนี) โหวตยอมให้ใครจะออกจากกลุ่มยูโรก็ได้ โดยจะไม่มีการบังคับ  

เรื่องนี้ยังไม่ Final เราจึงต้องติดตามดู  เรายังไม่รู้คุณป้าคิดอะไรอยู่  ไม่รู้ว่า ECB จะเดินหน้าอย่างไรอีกไหมในการทำตัวแปลงร่างเป็น FED เข้าไปทุกวัน แต่ที่รู้ก็คือมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ยูโรไม่รวมเฉพาะเงินสกุลเดียวกัน แต่ต้องรวมเศรษฐกิจด้วยกันทั้งหมดโดยให้มีศูนย์กลางเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จ

เชอะ ฝันไปเหอะ

จบท้ายด้วยการระลึกได้ว่า ลุงเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เคยโวยวายในปีก่อนที่ Jekyll Island  จนเราเกือบจะตกเก้าอี้มาแล้ว ว่า

“QE มันก็แค่นโยบายการเงินเท่านั้นแหละ”

โอ ลุงเบน มาเข้าฝันอีกแล้วเหรอนี่ พระเจ้าช่วย ลุงแกมองว่าการพิมพ์ดอลลาร์ออกมาซื้อสินทรัพย์เป็นนโยบายการเงิน !!

แล้ว ECB จะคิดอย่างลุงเบนไหมหนอ  

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มันอยู่ที่ "คำถาม"

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

20 พฤศจิกายน 2554


ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดโลกเก่าๆ อย่างยุโรปถึงจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่มันก็ชัดขึ้นทุกทีว่าถ้าไม่มีการแยกบางประเทศออกไป กลุ่มยูโรก็จะล่มสลาย
              
ในบางยุคบางช่วงก็มีการรวมกัน ในบางครั้งก็แยกจากหรือแตกเป็นเสี่ยงๆ

โดยทั่วไป เราทำเงินได้จากการรวมตัว แต่เมื่อมีการแยกจาก มันก็ยากขึ้น

ที่ว่ายากก็เพราะคนจะเริ่มตั้งคำถาม

ในยุคที่รุ่งเรือง คำถามไม่ค่อยปรากฏ แต่ในช่วงตกต่ำคำถามต่างๆ จะกลับมา
 
“หุ้นตัวนี้มีค่าเท่าไรกันแน่”

“ในขณะที่เรากำลังซื้อ ค่ายไหนนะที่ขายให้เรา”

 “มันจะเสี่ยงเกินไปไหมที่จะเข้าซื้อตอนนี้”

“เช็คที่ผมเซ็นต์สั่งจ่ายไป มันถูกตีกลับมาว่าเงินผมในบัญชีมีไม่พอ ผมสงสัยจริงๆ ว่าที่เงินในบัญชีไม่พอน่ะ เงินผมไม่พอหรือว่าเงินของแบงค์ไม่พอจ่ายกันแน่”

ผู้ถือพันธบัตรหรือเจ้าหนี้ของรัฐบาลในกลุ่มยูโรต่างอยากรู้ว่าหากรัฐบาลเหล่านั้นไม่มีปัญญาจ่ายหนี้พันธบัตรคืนให้ ธนาคารกลางยุโรปจะอุ้มเขาไหม

ธนาคารกลางยุโรปเองก็อยากรู้ว่าหากอุ้มกันไม่ไหวแล้ว จีนจะช่วยอุ้มธนาคารกลางยุโรปไหม

ส่วนประชาชนผู้จ่ายภาษีให้รัฐเอาไปถลุงต่างก็อยากรู้ว่าตนเองจะได้รับเช็คเงินบำนาญของประกันสังคมรายเดือนไปอีกนานเท่าไหร่ ในเมื่อมันจะหมดไปกับรัฐบาลที่เอาไปช่วยอุ้มหนี้ภาครัฐกับแบงค์ต่างๆ

แล้ววันก่อนนี้ ป้าแองจี้ Angela Merkel นายกรัฐมนตรี(เยอรมัน) ก็ให้คำตอบที่ตีแสกหน้าไปเลยว่า

“ถ้าฝ่ายการเมืองเชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปจะสามารถแก้ปัญหาความอ่อนแอของกลุ่มยูโรได้ เขาก็เพ้อฝันไปแล้ว ไม่มีทาง”

ป้าแองจี้ ใช้ประโยคเด็ดข้างบนตอบคำถามที่ถามว่า “เมื่อไหร่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเข้าซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลต่างๆ เพิ่ม และช่วยอุ้มเจ้าหนี้พันธบัตรทั้งหลาย สักที”

แถมป้าแกยังปล่อยหมัดน็อคชุดสุดท้ายด้วยคำตำหนิสื่อมวลชนว่า                             

“นั่นไม่ใช่คำถามที่มีค่าเลย”                                  

ป้าแองจี้หมายความว่า จะถามทั้งที ทำไมไม่ใช้เวลาอันมีค่าทั้งของเธอและของชั้นไปตั้งคำถามที่ดีกว่านี้ยะ
  
เออ ... ว่าไปแล้วมันก็เป็นเรื่องขำๆ นะ เพราะในขณะที่เบอร์ลินอยากรู้จริงๆ ว่าพวกเอเธนส์และพวกโรมจะทำตนขยันขันแข็งและมีวินัยอย่างคนเยอรมันได้ไหม แต่พวกเอเธนส์กับโรมต่างกลับไปสงสัยว่าเมื่อไหร่หนอที่พวกเยอรมันจะเลิกใช้วิถีชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายแบบคนเยอรมันสักที
  
ฮ่าๆๆๆ  และในเวลาเดียวกันนี้ พวกปารีสกลับอยากจะรู้ว่าวันนี้จะไปหาตับห่านที่เลิศรสที่สุดกับไวน์บอร์โดซ์ชั้นเยี่ยมได้ที่ไหน

นี่คือเหตุที่ทำให้เรารักชีวิตในปารีส ถ้าปีหน้าเก็บเงินได้ก็จะไปพักผ่อนกันอีกที่ปารีส ปีนี้หมดสิทธิ์แล้วเนื่องจากใช้เงินที่นอกเหนือจากแผนปกติไปมากมายกับเรื่องน้ำท่วม

คืนวันผ่านไปกับความหวังลมๆ แล้งๆ ของผู้คนที่รอคอยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น  

ทำไมถึงว่าลมๆ แล้งๆ ล่ะ

ก็เพราะในเมื่อการใช้จ่ายภาครัฐต้องลดลง หรืออย่างน้อยก็ต้องเพิ่มขึ้นไม่ได้ ต้องเป็น Zero Growth

แต่ยังไงๆ ก็ไม่เชื่อว่าบ้านเราจะมี “นารีซีโร่” เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 90 วันหรอก อำนาจทำลายล้างของผู้หญิงไม่น่าจะสูงขนาดนั้น และไม่น่าจะตั้งใจทำลายกันขนาดนั้น

ก็สงครามมันยังไม่จบ จะไปนับศพทหารทำไม

เอ้า กลับมาต่อกันเรื่องยุโรป

ในขณะที่รายได้ภาครัฐจากภาษีต้องทำให้เพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยต้องไม่ให้ลดลงไปกว่านี้ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจยุโรปต้องเติบโตในอัตรา 6% ต่อปี จึงจะทำให้รายได้ของรัฐบาลจากการจัดเก็บภาษีมีพอที่จะเอาไปหนุนปริมาณหนี้สินมหึมาของรัฐบาลต่างๆ ในยุโรปได้

เมื่อเงื่อนไขเป็นอย่างนี้แล้ว ใครก็ได้ ช่วยบอกให้หายโง่หน่อยว่า ...

“จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวเป็นสามเท่าของระดับปัจจุบันได้อย่างไร ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐต้องลดลง ในขณะที่ทุกๆ คนต้องรัดเข็มขัดประหยัดสุดขีด และคนที่ยังโชคดีมีงานทำต่างก็พยายามออมเงินไว้ไม่กล้าใช้จ่ายเพราะกลัวอนาคต”

เอาล่ะ หันไปดูบ้านของ ประธานาธิบดีซีโร่ (Zerobama) เจ้าเก่าของเรากันบ้าง

ที่นั่น สหรัฐอเมริกาต่างกับยุโรป คำถามยังไม่เกิดเท่าไหร่

อย่างน้อยที่อเมริกาก็ไม่มีคำถามแบบนี้ ไม่มีใครข้องใจในความมั่นคงกับความสามารถในการใช้หนี้คืนของรัฐบาลสหรัฐ 

อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่วันนี้

เพราะวันนี้ยังไม่มีใครเชื่อว่าธนาคารกลางอเมริกาที่มี ลุงเบน เบอร์นานเก้ นั่งหัวเหม่งคุมธนาคารกลาง (FED) จะหยุดอุดหนุนหนี้มหาศาลของรัฐบาลด้วยการเลิกพิมพ์แบงค์กงเต็กเพิ่มตามที่รัฐบาลต้องการใช้

แต่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐที่มีแท่นพิมพ์แบงค์ดอลลาร์แบบผูกขาดเป็นตัวประกันนั้น แม้มันจะช่วยไม่ให้มีคำถามอย่างฝั่งยุโรปในวันนี้ แต่มันก็มีเครื่องหมายคำถามหรือ ? ติดมาด้วยมากมาย

เพราะเมื่อใดที่ลุงเบนสั่งพิมพ์แบงค์ดอลลาร์เพิ่มอีก  ผู้ลงทุนก็จะตั้งคำถามที่น่าสะพรึงกลัวในใจว่า

“ลุงเบน จะปั๊มเงินได้อีกนานแค่ไหน ก่อนที่นรกจะถล่มทลายในอเมริกา”

ก็ไม่มีความเห็นให้ในวันนี้ และไม่จำเป็นต้องมี เพราะมันเป็นเพียงคำถามแบบที่ศาลมักจะตอบว่า
“พอก่อนเหอะคุณทนาย นี่ยังไม่ถึงเวลาที่จะถามคำถามนั้น”

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำมันราคาพุ่ง เพราะคนกลัวยิวจะรบกับอิหร่าน


วรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

8 พฤศจิกายน 2554


ใครจะลักเรือบริจาคไปแปะชื่อคนที่ไม่ได้ช่วยซื้อเรือ แล้วเอาไปรับจ้างพายส่งในหมู่บ้านในสนนราคาเที่ยวละ 100-300 บาทก็ช่างมันแล้ว ประเทศนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว  อาสาสมัครใจดำบางกลุ่มจะเอาเรือบริจาคไปปล้นบ้านชาวบ้านก็ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาเพรียวสุดหล่อใส่เสื้อยืดตัวใหม่แปะป้ายโปลิศตัวบักเอ้งไปจัดการเอาเองตามลำบากดีกว่า เพราะเราไม่ได้รับเงินเดือนตำรวจนี่นา จะไปยุ่งกับเขาทำไม

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป จะปล่อยให้น้ำท่วมจนเป็นไวรัสกินสมองเกิน 2 สัปดาห์ไม่ได้แล้ว ต้องกลับมาเป็นคนเต็มคนเสียที  

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐพุ่งขึ้นมาที่ 115.23 USD ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 14 สัปดาห์ ซึ่งเป็นผลจากความตึงเครียดระหว่างคู่กัดดั้งเดิมคือ อิสราเอล และอิหร่าน

หลายปีมาแล้ว เราอาจจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์  แต่สหรัฐฯ รวมถึงสหประชาชาติ ต่างก็พยายามยับยั้ง ซึ่งไม่สำเร็จเพราะอิหร่านให้เหตุผลว่า “อีนี่ฉานพัฒนานิวเคลียร์เพื่อเอาไปผลิตไฟฟ้านะเว้ย แกจะมาห้ามฉานทำไม”

คนที่ห้ามก็เลยยังทำอะไรไม่ได้ เพราะเพิ่งมีแผลจากการบุกอิรัค แขวนคอ ซัดดัม ทั้งๆ ที่ยังหาหลักฐานไม่ได้ว่าอิรัคมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ตามที่ อีตาบุช กล่าวหา ไอ้ครั้นจะไปบุ่มบ่ามทำอะไรอิหร่านอีก มันก็เลยไม่สะดวกแล้ว  คดีเก่ายังค้างคาอยู่  อิหร่านก็เลยยังลอยลำ

แต่รายงานของ IAEA (International Atomic Energy Agency ของสหประชาชาติ) ในสัปดาห์นี้ ฟันธงแข่งกับหมอลักษณ์ออกมาเลยว่า อิหร่านมีองค์ประกอบพร้อมแล้วที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ออกมา แค่รอจะกดปุ่มสั่งผลิตออกมาเท่านั้น

อู้ว ..... น่ากลัวมาก อยากได้สักดอกแถวๆ นี้

IAEA รายงานเรื่องนี้ในสัมมนาลับระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ พร้อมโชว์เอกสารหลักฐานชัดเจนไปแล้ว พร้อมระบุว่า อิหร่านใช้เวลาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ขะมักเขม้นศึกษาและทดลองผลิตตัวทำปฏิกิริยานิวเคลียร์อันเป็นอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายที่จะนำไปใส่จรวดพิสัยไกลที่บรรทุกนิวเคลียร์ไปโจมตีเป้าหมาย โดยมีนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียตเป็นคนให้ความรู้เรื่องนี้แก่อิหร่านมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

IAEA ยืนยันเลยว่า จากหลักฐานทั้งหมด ไม่มีอะไรที่จะบ่งชี้ว่าอิหร่านไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และ IAEA ตัดสินใจที่จะตีพิมพ์ข้อมูลเปิดโปงออกมาในเร็วๆ นี้แล้ว

แน่ละ ข้อมูลนี้ย่อมทำให้โลกตระหนกไปถึงสงครามนิวเคลียร์ แต่คนที่สะดุ้งที่สุดย่อมไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก อิสราเอล คู่รักคู่แค้นหลายทศวรรษบนดินแดนปาเลสไตน์ เพราะที่ผ่านมานั้นอิหร่านไม่เคยยอมรับว่าอิสราเอลเป็นประเทศหนึ่ง  และอิหร่านยังสนับสนุนเงินทุนให้ กลุ่มกบฏฮามาส และ ฮิสบัลเลาะห์ ให้คอยโจมตีอิสราเอลอยู่เนืองๆ อีกด้วย

เรียกว่าแค้นฝังหุ่น เกลียดคุณฝังใจเลยละ

จะก่อม็อบแบบเมืองไทยแล้วตะโกนว่า ออกไป  ออกไป  ก็ไม่ได้ผล และไม่ใช่รสนิยมของเขา

Mahmoud Ahmadinejad ประธานาธิบดีอิหร่าน ก็เคยพูดในที่สาธารณะ ประกาศไปโต้งๆ เลยหลายครั้ง ว่า “อิสราเอล ต้องถูกกำจัดออกไปจากแผนที่ซะที”


เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เลยมีนักวิเคราะห์หลายรายออกมาทำนายว่า “หาก IAEA ออกรายงานมา อิสราเอลก็จะโจมตีฐานผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านแน่นอน”

สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง ราคาน้ำมันก็เลยพุ่งปรี๊ด เร็วพอๆ กับระดับน้ำที่ปทุมธานี

เพราะหากรบกัน ตลาดน้ำมันก็จะถูกกระทบโดยตรงเนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก  การผลิตและส่งออกน้ำมันจะสะเทือน และจะนำไปสู่การปิด ช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นประตูส่งออกน้ำมันหลักๆ ของประเทศผลิตน้ำมันในกลุ่ม OPEC รวมไปถึงซาอุดิอาระเบียด้วย

แต่บางคนก็บอกว่าเป็นไปได้ยากที่จะรบกัน เพราะอิสราเอลไม่มีจรวดพิสัยไกลพอที่จะส่งไปทำลายแหล่งผลิตนิวเคลียร์ในอิหร่านที่กระจายอยู่ในหลายๆ แห่ง ดังนั้น อิสราเอลจึงน่าจะกดดันสหประชาชาติและทาสส่วนตัวคือสหรัฐอเมริกาให้แซงชั่นอิหร่านมากกว่า

อืม .... แซงชั่นคนมีกะตังค์นี่นะ

คิดผิด คิดใหม่ ได้นะเพ่


วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เอาไม่อยู่

วรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

2 พฤศจิกายน 2554


วันก่อนได้เล่าถึงผู้จัดการกองทุนอเมริกันกับยุโรปที่มาไทยในสัปดาห์ก่อน ว่าเขามีมุมมองว่าหุ้นไทยน่าลงทุน เพราะเห็นว่าไทยสำคัญเพียงใดในห่วงโซ่อุปทานโลกเมื่อนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งจมน้ำ หยุดการผลิตและขนส่งสินค้าตามออเดอร์ และเขาเชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้ กับไตรมาสแรกปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงจากกรณีน้ำท่วม แต่ครึ่งปีหลังจะเด้งแรง เพราะการเติบโตของ GDP ไทยขึ้นกับสถานการณ์โลกมากกว่าจะติดกับดักน้ำท่วม ทั้งไทยยังต้องใช้เงินมหาศาลไปกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศอีกด้วย 

ฝรั่งจึงอยู่ในโหมด “ซื้อโว้ย” ในขณะที่คนไทยกำลังทุรนทุรายว่ายน้ำปนขยะหนีจระเข้ หนีงูพิษกันจ๋อมแจ๋ม แล้วให้กำลังใจกันว่า “สู้เว้ย”

นั่นคือมุมมองของต่างชาติที่คนทั่วไปน่าจะได้รับรู้ไว้ จึงได้นำมาถ่ายทอด และก็มีพี่น้องให้ความเห็นแย้งกันพอสมควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะแสดงว่าพวกเรามีหัวคิดกัน และเต็มใจจะคิดกับถ่ายทอดให้คนอื่นพิจารณากัน
                                
หลังจากรอมาจะ 10 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์ในมุมมองของตนเอง โดยกะจะให้น้ำท่วมให้จบก่อน หรือให้น้ำไหลลงทะเลไปซะที  หรือให้ตัวเราเองมีความรู้สึกว่ามันคลี่คลายลง 

แต่เราคงจะไร้เดียงสาไปแล้ว เพราะจนป่านนี้ยังไม่รู้หรอกว่ามันจะจบเมื่อไร และอย่างไร

แต่ตามแบบไทยๆ ในที่สุดเราจะชินกับข่าวน้ำท่วม พนังกั้นน้ำโดนถีบแตก  สภาไม่ยอมเปิดเพราะประธานเป็นโรคไส้เลื่อน

ไม่ต้องอุดมไปด้วยไอคิว ก็รู้ได้ว่าไม่เป็นกลางแล้ว เพราะกำลังซื้อเวลาหวังให้สถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้นก่อน โดยหลงลืมไปว่าที่ทำงานของ สส. ทั้งหลายก็คือสภา เมื่อไม่ต้องการให้คนออกไปท้องถนน (หรือท้องน้ำ) ก็ไม่ควรเป็นไส้เลื่อนบ่อยๆ กลไกประชาธิปไตยที่โหยหากันนักไม่ควรถูกปิดกั้นแบบนี้

แล้วเราจะชินกับน้ำท่วม คนจมน้ำตาย ในไม่กี่วันนี้ เหมือนที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับข่าวโจรร้ายฆ่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อีกแล้ว  

คนไทยจะชินกับการลุยน้ำเน่าเหม็นไปทำงานเหมือนเป็นชีวิตประจำวันตามปกติ  นั่งอ่างพายเรือไปแย้กๆ  อ้าว มาถึงที่น้ำลด จะเอาเรือ เอาอ่างไปผูกไว้ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ต่อรถไปอีกทอดสองทอด แล้วก็จะเอียนข่าวน้ำท่วม

เอียนกับข่าวนักการเมืองทะเลาะโบ้ยกันไปมาว่าใครผิด  ใครแกล้งปิด/เปิดประตูน้ำ  ฯลฯ

เอียนกับข่าวทิ้งงบประมาณมหาศาล แถมมีข่าวทางไกลจากลุงษิณเป็นพักๆ แบบเดี๋ยวกลัว เดี๋ยวอยาก 

ล่าสุดก็มีข่าวของพี่ปูแสนสวยที่ทำให้คนฟังสับสนเพราะวันก่อนพี่ปูบอกว่าช่วยให้คำปรึกษาเรื่องน้ำท่วม เรื่องงบประมาณ  แต่วันถัดมาบอกว่าไม่ได้คุยกัน

เอ๊า จะปรึกษาก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ขอให้ได้คำแนะนำที่ดีต่อบ้านเมืองเหอะ ความจริงก็คือความจริง และคนเหนือคนอย่างพี่ปูแสนสวย ต้องไม่พูดกลับไปกลับมาในเรื่องความจริงแบบนี้

ในเมื่อพี่ปูแสนสวย ผู้นำประเทศยังสับสนในชีวิต พลเมืองตัวนิดๆ หน้าดำๆ อย่างพวกเราก็ไม่ต้องไปพูดถึงละ

โอ้ว ........ ชีวิตนี้ช่างหาสาระอะไรไม่ได้เลย 

ในขณะที่หลายคนกำลังโล่งใจว่า กทม ชั้นในน่าจะรอด แต่หลงลืมไปว่าที่ท่วมไปแล้วจนเริ่มเน่า คนจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ในเมื่อหลายๆ ที่จมน้ำและร้องไห้ขออาหาร น้ำดื่มจากรัฐบาล ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง

ก็จะให้ทำยังไงล่ะ ในเมื่อ ศปภ. ยังเอาตัวไม่รอดเลย  แล้วใครจะไปช่วยคนเดือดร้อนได้ทั่วถึง จำนวนคนให้ช่วยมันมากเกินกำลังแล้ว  นี่ขนาดน้ำยังอยู่แค่เกษตรนะ  รอสักนิด หากท่วมลาดพร้าว รามคำแหง หรือเข้าท่วม กทม. ทั้งหมดละก็  งานนี้ตัวใครตัวเผือกละ

ขนาดทัพอากาศยังกลายเป็นทัพเรือ มีน้ำท่วมเต็มพื้นที่ 100% ไปแล้ว ท่วมสูง 1-1.5 เมตรทีเดียว เครื่องบินเสียที่จอดค้างไว้ รถ บ้านพัก ล้วนจมน้ำไปหมด 

คนที่ประเมินว่าสักเดือนสองเดือน โรงงานอุตสาหกรรมจะเริ่มผลิตได้ตามปกติ  เขารู้ไหมว่าเมื่อหยุดโรงงานแล้ว คนงานกลับบ้านแล้ว  กว่าจะสตาร์ทใหม่มันใช้เวลานาน อย่างน้อยที่สุดโดยเฉลี่ยก็ 6 เดือน

ฮอนด้า ตัดสินใจออกประกาศยกเลิกการผลิตรถไป 50% แล้ว อาเมน เดี๋ยวจะมีรายอื่นๆ ตามมา

บริษัทประกันต่างชาติเริ่มปฏิเสธไม่รับประกันภัยน้ำท่วมให้นิคมอุตสาหกรรมในไทยแล้ว เพราะไม่มั่นใจในแผนจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลไทย

โอ๊ย .. จุกเลย  แรงที่สุดนะนั่น 

แล้วใครจะยอมอยู่กับความเสี่ยงในไทยอีกล่ะ  อาเมน

กำลังซื้อของผู้บริโภค จะหายไป บางคนบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขาก็ต้องกู้เงินไปก่อสร้าง ซ่อมแซม  แล้วมันจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้  แต่นั่นน่ะมันเป็นการชดเชยของเก่า  มันไม่ได้ทำให้อัตราการเติบโตดีขึ้น

พูดถึงตรงนี้ก็เลยนึกถึงที่ ลุงมาร์ค ฟาเบอร์ ที่เคยก่นด่า น้าพอล ครุกแมน เรื่องทฤษฎีเคนเซียน ว่าหากคิดแบบน้าพอล  ก็เอานิวเคลียร์ถล่มสหรัฐเลยปะไร เศรษฐกิจจะได้ฟื้นจากการใช้งบมหาศาลไปซ่อมแซมบ้าน เมือง

ดูสภาพทุกอย่างแล้วต้องสรุปว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ หด  
6 เดือนแรกปีหน้า ยังไม่ฟื้นเท่าไร  
6 เดือนหลังปีหน้า ยังประเมินไม่ได้ เพราะข้อมูลไม่พอ

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ จนป่านนี้แล้วเรายังมองไม่เห็นเลยว่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร เลยประเมินไม่ได้  

แต่บอกได้ว่าหากรัฐบาลเอาไม่อยู่ ก็ดูไม่จืด

เพราะทั้งหมดนี้ ปัญหามันอยู่ที่ความเชื่อมั่นและศรัทธา อ่านข่าวต่างประเทศก็รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกัน

และมันน่าห่วงที่สุดเพราะเขาให้โอกาสเรามาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ยึดสนามบิน ทำรัฐประหาร ทำลายการประชุมอาเซี่ยนที่พัทยาอย่างป่าเถื่อน  ยึดราชประสงค์ สู้รบกันกลางกรุง และเผาบ้านเผาเมือง  

น้ำมาคราวนี้ มันเปิดให้เห็นถึงความเสี่ยงของประเทศไทยอีกหลายๆ ด้าน หากจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตก็ต้องคิดหลายตลบ และนอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำไม่เป็นแล้ว ความแตกแยกของเราเองก็เป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องนำมาพิจารณา

คนไทยแตกแยกเป็น 3 เสี่ยง คือคนรักก็บ้ารักอย่างไม่ลืมหูลืมตา คนด่าก็คลั่งด่าอย่างไม่ฟังเหตุผล กับคนที่เบื่อหน่ายกับสภาพบ้านเมืองเต็มทีอย่างเรา

ก็ขอเอาใจช่วยรัฐบาลให้ “เอาอยู่” จริงๆ สักที

ด้ายยุโรปนั้น นังเอเธนส์ ก็เริ่มทำตัวมีปัญหาอีก ทำให้ป่วนกันไปหมดทั้งโลก  เศรษฐกิจโลกจึงยังไม่พ้นความเสี่ยง

ดังนั้น คำแนะนำคือ

หากเชื่อว่ารัฐบาล “เอาอยู่” ก็ไม่ต้องทำอะไร และหากมีเงินสดก็ค่อยๆ ซื้อเพิ่มในช่วงไตรมาสสอง

หากเชื่อว่ารัฐบาล “เอาไม่อยู่” หรือใครทนความกดดันไม่ไหว ก็ลดพอร์ตหุ้นซะ ใกล้ๆ กลางปีค่อยว่ากันใหม่ 

แต่คนที่จิตแข็ง มองได้ยาวๆ ก็อยู่กับมันได้ เพราะหากลงทุนผ่านกองทุน ผู้จัดการกองทุนเขาจะพิจารณาปรับพอร์ตให้เองค่ะ

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วม หุ้นไม่จมน้ำ


วรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

30 ตุลาคม 2554


ช่วงนี้นักลงทุนยังสติแตกกับน้ำท่วม ก็เลยยังไม่ได้เขียนอะไรเรื่องการลงทุน เพราะเราเองก็สติแตกด้วย เนื่องจากน้องสาวจอมงกยังใช้กรรมวิธี Dollar Cost  Average ในการทยอยซื้อของกิน ของใช้ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นเข้าบ้านอย่างสม่ำเสมอ  

เดินไปทางไหน ก็จะชนของที่มันซื้อนั่นแหละ ยังกะพม่าจะมาล้อมกรุงสัก 3 เดือนยังไงยังงั้น  เอโปร-รสตับ ก็ยังอยู่ ยังคงอีกนานกว่าจะได้ใช้

คุณ Suranart  ยอดนักลงทุนหุ้นของเรา ก็ยังเมามันในการต่อสู้กับไอ้เข้อยู่ใกล้ท่าน้ำเมืองนนท์ น่าสงสารจริงๆ อุตส่าห์ให้สินบนปลาสวายว่าอย่าท่วมๆ นะ  แต่ปลาสมัยนี้มันเนรคุณ

ก็ดีไปอย่างที่สมาธิคนไปอยู่กับน้ำ กับด่ารัฐบาล ด่าฝ่ายค้าน ด่ามันหมดแหละ แต่ไม่ด่าตัวเอง 5555+

วันนี้ คนทำใจได้แล้ว ไม่ว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม ท่วมแค่ไหน หยุดต่อหรือไม่  คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับข่าวแล้ว มีแต่บ่นว่าเมื่อไหร่บ้านชั้นจะท่วมให้มันรู้แล้วรู้แรดไปสักทีว้า  รู้สึกแปลกแยกและมีปมด้อยยังไงไม่รู้


คาดว่าพอฝุ่นเริ่มจาง ซากหมาเน่าลอยน้ำเริ่มไปไกลห่าง  เดี๋ยวก็จะถามกันระงมว่าหุ้นจะเป็นยังไง


จะตอบได้ก็ต้องมองภาพกว้างทางเศรษฐกิจ  

อูย ..... ดูไม่จืดเลยละ เพราะทุกสำนักทั้งไทย ทั้งเทศ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ต่างออกมาฟันธงกันชั้วะช้ะ  ว่า “หดจู๋”  (อย่าอ่านสลับตำแหน่งกัน)

แต่รู้ไหม ความที่เราอยู่ในเหตุการณ์เหมือนนักมวยที่กำลังตะลุมบอนในเกมส์ เราก็เห็นภาพไม่สวย หาทางออกไม่ได้

แต่มาดูคนนอกสังเวียนที่กำเงินสดในมือ และไม่รีบร้อนซื้อกันบ้าง        

เราพบว่าขณะนี้ ผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ กำลัง Bullish ประเทศไทย และช่วงที่ผ่านมาที่หุ้นไทยน่าจะตกรูดต่อเนื่องจนออกอ่าวไทยไปนั้น มันกลับตรงกันข้าม เพราะทั้งขึ้น และทั้งมี Net Buy จากต่างชาติ

หรือว่าฝรั่งจะชอบว่ายน้ำ ?

ไม่ช้ายยยย ......

เพราะจากการไปพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้จัดการกองทุนสัญชาติอเมริกันเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน  พบว่าพวกเขาให้ความสนใจจะลงทุนในประเทศไทยพุ่งขึ้นสูงมาก  มากกว่าที่เคยเห็นในหลายๆ ปีที่ผ่านมา

โดยที่พอร์ตลงทุนปัจจุบันของพวกเขามีหุ้นไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เรียกว่า Underweight  Thailand มาก  แต่ตอนนี้เขากำลังต้องการซื้อ

ผู้จัดการกองทุนฝั่งยุโรปก็เช่นกัน

บ้าป่าว  จะจมน้ำตายยกเข่งกันอยู่รอมมะร่อ ยังจะมาซื้อ

อะ อะ อย่าเพิ่งคิดตื้นๆ สิ จำได้ไหม ที่เคยบอกเสมอๆ ว่าโอกาสมีทุกเมื่อ ขอให้มีเงินสดเถอะ


แปลกอ่ะ ทำไมเขาถึงอยากซื้อล่ะ

ก็ข่าวภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างน่าตื่นเต้น กลายเป็นชนวนพาให้คนเหล่านี้มองมาที่ประเทศไทยไงล่ะ

ข่าวที่ห่วงโซ่การผลิตของโลกถูกทำลายเพราะน้ำท่วมในไทย ทำให้พวกเขาตระหนักทันทีว่าประเทศไทยที่ใครๆ ก็ลืมนี้ มีดีและสำคัญต่อทั้งโลกมากกว่าที่เขาเคยคิด 

ก็ขนาด แอปเปิ้ล  โตโยต้า ฮอนด้า แม้กระทั่งแว่นตาโฮย่า ยังเดือดร้อนไม่มีของขายให้ตลาดโลกตามที่สั่ง เพราะไทยจมน้ำ

พวกเขาสรุปแล้วว่าตลาดหุ้นไทยจะสนองตอบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก (ซึ่งเขามองว่ากำลังถึงจุดต่ำสุดแล้ว) มากกว่าจะผูกกับปัญหาน้ำท่วมที่จะมีผลลบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น

และปีหน้ารัฐบาลจะใส่เม็ดเงินผลักดันเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อให้ฟื้นขึ้นมาจากจุดต่ำๆ ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้กับไตรมาสแรกปีหน้า

นี่ขนาดยังไม่พูดถึงผลผลิตข้าวป้อนโลกที่จะลดลงเพราะพื้นที่เพาะปลูกในหลายประเทศจะจมน้ำ ที่จะทำให้ราคาข้าวพุ่งสูง

และที่สำคัญก็คือ เขาฟันธงว่าเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพรม์จนสดใสในเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังสามารถโงหัวขึ้นมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองอันเลวร้ายได้รวดเร็ว ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงและความสามารถในการพลิกฟื้นประเทศของคนไทยได้เป็นอย่างดี  

นอกจากนี้ ฐานะทางการเงินการคลังของไทยเราก็ยังแข็งแกร่ง  มีธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในเรื่องความสามารถ ความยืดหยุ่น และความเป็นอิสระจากการเมือง  ดังนั้น รัฐบาลจะสามารถระดมทุนหรือกู้ยืมมาฟื้นฟูประเทศได้โดยไม่ทำให้วินัยการคลังเสียหาย

นั่นปะไร ในขณะที่คนไทยว่ายน้ำป๋อมแป๋มบอกกันว่า ”สู้เว้ย”   ฝรั่งกลับบอกว่า ซื้อโว้ย”