คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
20 พฤศจิกายน 2554
ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดโลกเก่าๆ อย่างยุโรปถึงจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่มันก็ชัดขึ้นทุกทีว่าถ้าไม่มีการแยกบางประเทศออกไป กลุ่มยูโรก็จะล่มสลาย
ในบางยุคบางช่วงก็มีการรวมกัน ในบางครั้งก็แยกจากหรือแตกเป็นเสี่ยงๆ
โดยทั่วไป เราทำเงินได้จากการรวมตัว แต่เมื่อมีการแยกจาก มันก็ยากขึ้น
ที่ว่ายากก็เพราะคนจะเริ่มตั้งคำถาม
ในยุคที่รุ่งเรือง คำถามไม่ค่อยปรากฏ แต่ในช่วงตกต่ำคำถามต่างๆ จะกลับมา
“หุ้นตัวนี้มีค่าเท่าไรกันแน่”
“ในขณะที่เรากำลังซื้อ ค่ายไหนนะที่ขายให้เรา”
“มันจะเสี่ยงเกินไปไหมที่จะเข้าซื้อตอนนี้”
“เช็คที่ผมเซ็นต์สั่งจ่ายไป มันถูกตีกลับมาว่าเงินผมในบัญชีมีไม่พอ ผมสงสัยจริงๆ ว่าที่เงินในบัญชีไม่พอน่ะ เงินผมไม่พอหรือว่าเงินของแบงค์ไม่พอจ่ายกันแน่”
ผู้ถือพันธบัตรหรือเจ้าหนี้ของรัฐบาลในกลุ่มยูโรต่างอยากรู้ว่าหากรัฐบาลเหล่านั้นไม่มีปัญญาจ่ายหนี้พันธบัตรคืนให้ ธนาคารกลางยุโรปจะอุ้มเขาไหม
ธนาคารกลางยุโรปเองก็อยากรู้ว่าหากอุ้มกันไม่ไหวแล้ว จีนจะช่วยอุ้มธนาคารกลางยุโรปไหม
ส่วนประชาชนผู้จ่ายภาษีให้รัฐเอาไปถลุงต่างก็อยากรู้ว่าตนเองจะได้รับเช็คเงินบำนาญของประกันสังคมรายเดือนไปอีกนานเท่าไหร่ ในเมื่อมันจะหมดไปกับรัฐบาลที่เอาไปช่วยอุ้มหนี้ภาครัฐกับแบงค์ต่างๆ
แล้ววันก่อนนี้ ป้าแองจี้ Angela Merkel นายกรัฐมนตรี(เยอรมัน) ก็ให้คำตอบที่ตีแสกหน้าไปเลยว่า
“ถ้าฝ่ายการเมืองเชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปจะสามารถแก้ปัญหาความอ่อนแอของกลุ่มยูโรได้ เขาก็เพ้อฝันไปแล้ว ไม่มีทาง”
ป้าแองจี้ ใช้ประโยคเด็ดข้างบนตอบคำถามที่ถามว่า “เมื่อไหร่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเข้าซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลต่างๆ เพิ่ม และช่วยอุ้มเจ้าหนี้พันธบัตรทั้งหลาย สักที”
แถมป้าแกยังปล่อยหมัดน็อคชุดสุดท้ายด้วยคำตำหนิสื่อมวลชนว่า
“นั่นไม่ใช่คำถามที่มีค่าเลย”
ป้าแองจี้หมายความว่า จะถามทั้งที ทำไมไม่ใช้เวลาอันมีค่าทั้งของเธอและของชั้นไปตั้งคำถามที่ดีกว่านี้ยะ
เออ ... ว่าไปแล้วมันก็เป็นเรื่องขำๆ นะ เพราะในขณะที่เบอร์ลินอยากรู้จริงๆ ว่าพวกเอเธนส์และพวกโรมจะทำตนขยันขันแข็งและมีวินัยอย่างคนเยอรมันได้ไหม แต่พวกเอเธนส์กับโรมต่างกลับไปสงสัยว่าเมื่อไหร่หนอที่พวกเยอรมันจะเลิกใช้วิถีชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายแบบคนเยอรมันสักที
ฮ่าๆๆๆ และในเวลาเดียวกันนี้ พวกปารีสกลับอยากจะรู้ว่าวันนี้จะไปหาตับห่านที่เลิศรสที่สุดกับไวน์บอร์โดซ์ชั้นเยี่ยมได้ที่ไหน
นี่คือเหตุที่ทำให้เรารักชีวิตในปารีส ถ้าปีหน้าเก็บเงินได้ก็จะไปพักผ่อนกันอีกที่ปารีส ปีนี้หมดสิทธิ์แล้วเนื่องจากใช้เงินที่นอกเหนือจากแผนปกติไปมากมายกับเรื่องน้ำท่วม
คืนวันผ่านไปกับความหวังลมๆ แล้งๆ ของผู้คนที่รอคอยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น
ทำไมถึงว่าลมๆ แล้งๆ ล่ะ
ก็เพราะในเมื่อการใช้จ่ายภาครัฐต้องลดลง หรืออย่างน้อยก็ต้องเพิ่มขึ้นไม่ได้ ต้องเป็น Zero Growth
แต่ยังไงๆ ก็ไม่เชื่อว่าบ้านเราจะมี “นารีซีโร่” เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 90 วันหรอก อำนาจทำลายล้างของผู้หญิงไม่น่าจะสูงขนาดนั้น และไม่น่าจะตั้งใจทำลายกันขนาดนั้น
ก็สงครามมันยังไม่จบ จะไปนับศพทหารทำไม
เอ้า กลับมาต่อกันเรื่องยุโรป
ในขณะที่รายได้ภาครัฐจากภาษีต้องทำให้เพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยต้องไม่ให้ลดลงไปกว่านี้ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจยุโรปต้องเติบโตในอัตรา 6% ต่อปี จึงจะทำให้รายได้ของรัฐบาลจากการจัดเก็บภาษีมีพอที่จะเอาไปหนุนปริมาณหนี้สินมหึมาของรัฐบาลต่างๆ ในยุโรปได้
เมื่อเงื่อนไขเป็นอย่างนี้แล้ว ใครก็ได้ ช่วยบอกให้หายโง่หน่อยว่า ...
“จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวเป็นสามเท่าของระดับปัจจุบันได้อย่างไร ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐต้องลดลง ในขณะที่ทุกๆ คนต้องรัดเข็มขัดประหยัดสุดขีด และคนที่ยังโชคดีมีงานทำต่างก็พยายามออมเงินไว้ไม่กล้าใช้จ่ายเพราะกลัวอนาคต”
เอาล่ะ หันไปดูบ้านของ ประธานาธิบดีซีโร่ (Zerobama) เจ้าเก่าของเรากันบ้าง
ที่นั่น สหรัฐอเมริกาต่างกับยุโรป คำถามยังไม่เกิดเท่าไหร่
อย่างน้อยที่อเมริกาก็ไม่มีคำถามแบบนี้ ไม่มีใครข้องใจในความมั่นคงกับความสามารถในการใช้หนี้คืนของรัฐบาลสหรัฐ
อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่วันนี้
เพราะวันนี้ยังไม่มีใครเชื่อว่าธนาคารกลางอเมริกาที่มี ลุงเบน เบอร์นานเก้ นั่งหัวเหม่งคุมธนาคารกลาง (FED) จะหยุดอุดหนุนหนี้มหาศาลของรัฐบาลด้วยการเลิกพิมพ์แบงค์กงเต็กเพิ่มตามที่รัฐบาลต้องการใช้
แต่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐที่มีแท่นพิมพ์แบงค์ดอลลาร์แบบผูกขาดเป็นตัวประกันนั้น แม้มันจะช่วยไม่ให้มีคำถามอย่างฝั่งยุโรปในวันนี้ แต่มันก็มีเครื่องหมายคำถามหรือ ? ติดมาด้วยมากมาย
เพราะเมื่อใดที่ลุงเบนสั่งพิมพ์แบงค์ดอลลาร์เพิ่มอีก ผู้ลงทุนก็จะตั้งคำถามที่น่าสะพรึงกลัวในใจว่า
“ลุงเบน จะปั๊มเงินได้อีกนานแค่ไหน ก่อนที่นรกจะถล่มทลายในอเมริกา”
ก็ไม่มีความเห็นให้ในวันนี้ และไม่จำเป็นต้องมี เพราะมันเป็นเพียงคำถามแบบที่ศาลมักจะตอบว่า
“พอก่อนเหอะคุณทนาย นี่ยังไม่ถึงเวลาที่จะถามคำถามนั้น”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น