วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
2 พฤศจิกายน 2554
วันก่อนได้เล่าถึงผู้จัดการกองทุนอเมริกันกับยุโรปที่มาไทยในสัปดาห์ก่อน ว่าเขามีมุมมองว่าหุ้นไทยน่าลงทุน เพราะเห็นว่าไทยสำคัญเพียงใดในห่วงโซ่อุปทานโลกเมื่อนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งจมน้ำ หยุดการผลิตและขนส่งสินค้าตามออเดอร์ และเขาเชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้ กับไตรมาสแรกปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงจากกรณีน้ำท่วม แต่ครึ่งปีหลังจะเด้งแรง เพราะการเติบโตของ GDP ไทยขึ้นกับสถานการณ์โลกมากกว่าจะติดกับดักน้ำท่วม ทั้งไทยยังต้องใช้เงินมหาศาลไปกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศอีกด้วย
ฝรั่งจึงอยู่ในโหมด “ซื้อโว้ย” ในขณะที่คนไทยกำลังทุรนทุรายว่ายน้ำปนขยะหนีจระเข้ หนีงูพิษกันจ๋อมแจ๋ม แล้วให้กำลังใจกันว่า “สู้เว้ย”
นั่นคือมุมมองของต่างชาติที่คนทั่วไปน่าจะได้รับรู้ไว้ จึงได้นำมาถ่ายทอด และก็มีพี่น้องให้ความเห็นแย้งกันพอสมควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะแสดงว่าพวกเรามีหัวคิดกัน และเต็มใจจะคิดกับถ่ายทอดให้คนอื่นพิจารณากัน
หลังจากรอมาจะ 10 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์ในมุมมองของตนเอง โดยกะจะให้น้ำท่วมให้จบก่อน หรือให้น้ำไหลลงทะเลไปซะที หรือให้ตัวเราเองมีความรู้สึกว่ามันคลี่คลายลง
แต่เราคงจะไร้เดียงสาไปแล้ว เพราะจนป่านนี้ยังไม่รู้หรอกว่ามันจะจบเมื่อไร และอย่างไร
แต่ตามแบบไทยๆ ในที่สุดเราจะชินกับข่าวน้ำท่วม พนังกั้นน้ำโดนถีบแตก สภาไม่ยอมเปิดเพราะประธานเป็นโรคไส้เลื่อน
ไม่ต้องอุดมไปด้วยไอคิว ก็รู้ได้ว่าไม่เป็นกลางแล้ว เพราะกำลังซื้อเวลาหวังให้สถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้นก่อน โดยหลงลืมไปว่าที่ทำงานของ สส. ทั้งหลายก็คือสภา เมื่อไม่ต้องการให้คนออกไปท้องถนน (หรือท้องน้ำ) ก็ไม่ควรเป็นไส้เลื่อนบ่อยๆ กลไกประชาธิปไตยที่โหยหากันนักไม่ควรถูกปิดกั้นแบบนี้
แล้วเราจะชินกับน้ำท่วม คนจมน้ำตาย ในไม่กี่วันนี้ เหมือนที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับข่าวโจรร้ายฆ่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อีกแล้ว
คนไทยจะชินกับการลุยน้ำเน่าเหม็นไปทำงานเหมือนเป็นชีวิตประจำวันตามปกติ นั่งอ่างพายเรือไปแย้กๆ อ้าว มาถึงที่น้ำลด จะเอาเรือ เอาอ่างไปผูกไว้ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ต่อรถไปอีกทอดสองทอด แล้วก็จะเอียนข่าวน้ำท่วม
เอียนกับข่าวนักการเมืองทะเลาะโบ้ยกันไปมาว่าใครผิด ใครแกล้งปิด/เปิดประตูน้ำ ฯลฯ
เอียนกับข่าวทิ้งงบประมาณมหาศาล แถมมีข่าวทางไกลจากลุงษิณเป็นพักๆ แบบเดี๋ยวกลัว เดี๋ยวอยาก
ล่าสุดก็มีข่าวของพี่ปูแสนสวยที่ทำให้คนฟังสับสนเพราะวันก่อนพี่ปูบอกว่าช่วยให้คำปรึกษาเรื่องน้ำท่วม เรื่องงบประมาณ แต่วันถัดมาบอกว่าไม่ได้คุยกัน
เอ๊า จะปรึกษาก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ขอให้ได้คำแนะนำที่ดีต่อบ้านเมืองเหอะ ความจริงก็คือความจริง และคนเหนือคนอย่างพี่ปูแสนสวย ต้องไม่พูดกลับไปกลับมาในเรื่องความจริงแบบนี้
ในเมื่อพี่ปูแสนสวย ผู้นำประเทศยังสับสนในชีวิต พลเมืองตัวนิดๆ หน้าดำๆ อย่างพวกเราก็ไม่ต้องไปพูดถึงละ
โอ้ว ........ ชีวิตนี้ช่างหาสาระอะไรไม่ได้เลย
ในขณะที่หลายคนกำลังโล่งใจว่า กทม ชั้นในน่าจะรอด แต่หลงลืมไปว่าที่ท่วมไปแล้วจนเริ่มเน่า คนจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ในเมื่อหลายๆ ที่จมน้ำและร้องไห้ขออาหาร น้ำดื่มจากรัฐบาล ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง
ก็จะให้ทำยังไงล่ะ ในเมื่อ ศปภ. ยังเอาตัวไม่รอดเลย แล้วใครจะไปช่วยคนเดือดร้อนได้ทั่วถึง จำนวนคนให้ช่วยมันมากเกินกำลังแล้ว นี่ขนาดน้ำยังอยู่แค่เกษตรนะ รอสักนิด หากท่วมลาดพร้าว รามคำแหง หรือเข้าท่วม กทม. ทั้งหมดละก็ งานนี้ตัวใครตัวเผือกละ
ขนาดทัพอากาศยังกลายเป็นทัพเรือ มีน้ำท่วมเต็มพื้นที่ 100% ไปแล้ว ท่วมสูง 1-1.5 เมตรทีเดียว เครื่องบินเสียที่จอดค้างไว้ รถ บ้านพัก ล้วนจมน้ำไปหมด
คนที่ประเมินว่าสักเดือนสองเดือน โรงงานอุตสาหกรรมจะเริ่มผลิตได้ตามปกติ เขารู้ไหมว่าเมื่อหยุดโรงงานแล้ว คนงานกลับบ้านแล้ว กว่าจะสตาร์ทใหม่มันใช้เวลานาน อย่างน้อยที่สุดโดยเฉลี่ยก็ 6 เดือน
ฮอนด้า ตัดสินใจออกประกาศยกเลิกการผลิตรถไป 50% แล้ว อาเมน เดี๋ยวจะมีรายอื่นๆ ตามมา
บริษัทประกันต่างชาติเริ่มปฏิเสธไม่รับประกันภัยน้ำท่วมให้นิคมอุตสาหกรรมในไทยแล้ว เพราะไม่มั่นใจในแผนจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลไทย
โอ๊ย .. จุกเลย แรงที่สุดนะนั่น
แล้วใครจะยอมอยู่กับความเสี่ยงในไทยอีกล่ะ อาเมน
กำลังซื้อของผู้บริโภค จะหายไป บางคนบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขาก็ต้องกู้เงินไปก่อสร้าง ซ่อมแซม แล้วมันจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่นั่นน่ะมันเป็นการชดเชยของเก่า มันไม่ได้ทำให้อัตราการเติบโตดีขึ้น
พูดถึงตรงนี้ก็เลยนึกถึงที่ ลุงมาร์ค ฟาเบอร์ ที่เคยก่นด่า น้าพอล ครุกแมน เรื่องทฤษฎีเคนเซียน ว่าหากคิดแบบน้าพอล ก็เอานิวเคลียร์ถล่มสหรัฐเลยปะไร เศรษฐกิจจะได้ฟื้นจากการใช้งบมหาศาลไปซ่อมแซมบ้าน เมือง
ดูสภาพทุกอย่างแล้วต้องสรุปว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ หด
6 เดือนแรกปีหน้า ยังไม่ฟื้นเท่าไร
6 เดือนหลังปีหน้า ยังประเมินไม่ได้ เพราะข้อมูลไม่พอ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ จนป่านนี้แล้วเรายังมองไม่เห็นเลยว่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร เลยประเมินไม่ได้
แต่บอกได้ว่าหากรัฐบาลเอาไม่อยู่ ก็ดูไม่จืด
เพราะทั้งหมดนี้ ปัญหามันอยู่ที่ความเชื่อมั่นและศรัทธา อ่านข่าวต่างประเทศก็รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกัน
และมันน่าห่วงที่สุดเพราะเขาให้โอกาสเรามาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ยึดสนามบิน ทำรัฐประหาร ทำลายการประชุมอาเซี่ยนที่พัทยาอย่างป่าเถื่อน ยึดราชประสงค์ สู้รบกันกลางกรุง และเผาบ้านเผาเมือง
น้ำมาคราวนี้ มันเปิดให้เห็นถึงความเสี่ยงของประเทศไทยอีกหลายๆ ด้าน หากจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตก็ต้องคิดหลายตลบ และนอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำไม่เป็นแล้ว ความแตกแยกของเราเองก็เป็นอีกความเสี่ยงที่ต้องนำมาพิจารณา
คนไทยแตกแยกเป็น 3 เสี่ยง คือคนรักก็บ้ารักอย่างไม่ลืมหูลืมตา คนด่าก็คลั่งด่าอย่างไม่ฟังเหตุผล กับคนที่เบื่อหน่ายกับสภาพบ้านเมืองเต็มทีอย่างเรา
ก็ขอเอาใจช่วยรัฐบาลให้ “เอาอยู่” จริงๆ สักที
ด้ายยุโรปนั้น นังเอเธนส์ ก็เริ่มทำตัวมีปัญหาอีก ทำให้ป่วนกันไปหมดทั้งโลก เศรษฐกิจโลกจึงยังไม่พ้นความเสี่ยง
ดังนั้น คำแนะนำคือ
หากเชื่อว่ารัฐบาล “เอาอยู่” ก็ไม่ต้องทำอะไร และหากมีเงินสดก็ค่อยๆ ซื้อเพิ่มในช่วงไตรมาสสอง
หากเชื่อว่ารัฐบาล “เอาไม่อยู่” หรือใครทนความกดดันไม่ไหว ก็ลดพอร์ตหุ้นซะ ใกล้ๆ กลางปีค่อยว่ากันใหม่
แต่คนที่จิตแข็ง มองได้ยาวๆ ก็อยู่กับมันได้ เพราะหากลงทุนผ่านกองทุน ผู้จัดการกองทุนเขาจะพิจารณาปรับพอร์ตให้เองค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น