ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อำนาจรวมศูนย์หรือจะสูญอำนาจ ตอนที่ 1

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

21 พฤศจิกายน 2554



อิตาลี ไปไกลเกินแก้ไขเยียวยาหรือยัง แล้วจะรอดไหม เพราะพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีอายุ 10 ปี กลับไปอยู่ในระดับที่ต้องให้ผลตอบแทนสูงมาก  (7% +/-)  เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนให้ซื้ออีกแล้ว แสดงว่าผู้ลงทุนกลัวว่าอิตาลีจะไม่มีปัญญาใช้หนี้พันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงต้องเสนอผลตอบแทนสูงๆ ให้ผู้ลงทุนเห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

เรื่องนี้นักวิเคราะห์บอกว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ

แหม ภาษาเท่ขั้นเทพเลย แต่มันจะเป็นจุดจบของสงครามหรือเปล่าล่ะ หือ

ในช่วงเวลาที่ตลาดดี คนไม่อดทนกับคำถามหรอก เพราะเขากำลังยุ่งกับการทำเงิน การใช้เงิน การซื้อ การขาย และไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้

แต่เมื่อตลาดวอดวาย คำถามต่างๆ จะผุดพลั่งขึ้นมายังกับน้ำท่วมเมือง และในที่สุดเขาจะมาถึงคำถามตนเองที่คล้ายๆ กับบทกวีฝรั่งของคู่แต่งงานที่มาถึงจุดระทมทุกข์ ทรมาน และเจ็บปวดที่สุด

มันเกิดอะไรขึ้น
ให้ตายสิ เรามาถึงนี่ได้ยังไง
ชั้นเสียเวลามาทำอะไรที่นี่กัน

โดนไหมล่ะ แมงเม่าทั้งหลายในตลาด กับแมงเม่าในชีวิตคู่ แต่สำหรับคนที่มีชีวิตคี่ ก็จะลดความเสี่ยงไปได้ด้านหนึ่ง เหลือแต่ความเสี่ยงในการลงทุนเท่านั้น

น่าเสียดาย หากเป็นแบบไทยๆ ต้องมีคำพูดตัดรอนว่า เธอดีเกินไปแล้วฝ่ายชายจะได้ตอบกลับตามฉบับ โน้ตอุดม ว่า อ๋อ ชอบชั่วๆ ใช่ไหม เอางั้นก็ไม่บอกนะ E-เวร

สงครามกลางเมืองในอดีตระหว่างรัฐต่างๆ ในอเมริกาสิ้นสุดลงเมื่อ Abraham Lincoln กล่าวว่า เราจะมีรัฐบาลกลางเป็นหนึ่งเดียว
                            
ความหมายที่ซ่อนไว้ก็คือ  หากไม่ตกลงตามนี้ก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ข้างของ Lincoln

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นจนถึงวันนี้ก็คือ อเมริกามีภาษีที่ทุกรัฐต้องส่งให้รัฐบาลกลาง (Federal Income tax) มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสภาคองเกรสได้โดยตรงซึ่งเป็นการยุติการเข้าไปมีส่วนในรัฐบาลกลางของรัฐต่างๆ และมีการให้อำนาจศาลสูงสุดในหลายๆ เรื่อง

สิ่งเหล่านี้เป็นการขยายอำนาจรัฐบาลกลางจนแทบไม่มีขอบเขต ซึ่งทุกอย่างนั้นมาจากการสูญเสียสิทธิของรัฐแต่ละรัฐ

ในยุโรปก็มีหลายครั้งหลายคราที่มีการเรียกร้องให้ยูโรมีอำนาจรวมศูนย์ เหมือนในวันนี้ที่นักเศรษฐศาสตร์แถวหน้าแทบจะทุกคนล้วนเรียกร้องว่าหากกลุ่มยูโรจะรอด ก็ต้องมีอำนาจกลางด้วย ไม่ใช่รวมกันเฉพาะเงินตรา

Martin Wolf เขียนใน Financial Times เมื่อวันพุธก่อนว่า นี่เป็นได้แค่ความฝันของศตวรรษ เพราะมันต้องฝันไปแน่ๆ หากคิดว่าจะรวมชนเผ่าที่แตกต่างกันอย่างมากในยุโรปเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ ก็ลองคิดถึงผู้นำในยุโรปที่เรารู้จักสิ ไม่ว่าจะเป็น จูเลียส ซีซาร์  มหาจักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ด หวานใจของแม่หม้ายที่ได้เป็นจักรพรรดินี โยเซฟิน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาจะรวมกันได้ไหมล่ะนั่น

เอาใกล้ๆ ตัวในยุคนี้ก็ได้ ลองสมมติแค่อาเซี่ยนจะทำอย่างเดียวกันคือรวมศูนย์อำนาจกลางด้วย เราก็ต้องคิดถึงฮุนเซ็น คิดถึงพี่ปูแสนสวย คิดถึงกษัตริย์บรูไน คิดถึงอาโรโย่ที่กำลังโดนจับคดีโกงเลือกตั้ง คิดถึงพม่ารามัญ คิดถึงมาเลเซีย ฯลฯ  มันจะรวมศูนย์อำนาจได้หรือ ในเมื่อในความเหมือนบางประการนั้นมันมีความต่างกันมากมายทั้งวัฒนธรรม ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณี  รวมกันแล้วจะปกครองกันอย่างไร จะบริหารกันอย่างไร ในเมื่อระดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจก็ไม่เท่ากัน

แล้วอย่าลืมความแตกแยกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ก็ขนาดอยู่ในประเทศเดียวกันยังปกครองกันแทบไม่ได้ จึงป่วยการจะคิดเกินเลยไปกว่านี้  อ้อ ... เอาแค่กีฬาสีก็จะอ้วกแล้ว หรือใครจะเถียง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าวงจรการรวมศูนย์อำนาจกลุ่มยูโรจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วในวงกว้าง ยุโรปมองว่ามันเป็นทางแก้ที่ดีสำหรับปัญหาต่างๆ ในวันนี้ ทั้งยังช่วยป้องกันมิให้เกิดสงครามกับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วยในตัว

มันก็จริงอยู่นะ แต่ก็แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้นละ คือช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปรุ่งเรืองมากที่สุดในยุค 30 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2   

หลังจากนั้น ยุโรปก็ใช้ชีวิตหรูหราได้ด้วยการที่รัฐบาลไปกู้ยืมแล้วจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยเยอรมนีที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหมายความว่ายุโรปหรูหราได้ด้วยการกู้เยอรมนีเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนคนเยอรมันก็อยู่ได้และได้รับหนี้คืนเพราะขายสินค้าให้พวกยุโรป

แต่วันนี้ทุกอย่างต้องถูกระงับ ถูกตัดออกไป ส่วนที่เหลือก็คือรายละเอียดว่าจะตัดอะไรบ้างกับการปฏิเสธ เดินขบวนต่อต้านการตัดงบประมาณ การลดบำนาญ ฯลฯ  ด้วยการ Occupy Italy,  Occupy Athens, Occupy โน่น Occupy นี่  Occupy ส้วมสาธารณะ แต่ไม่เห็นมา Occupy บางกอกสักที คงเพราะฝรั่งกลัวน้ำ ยกเว้นฝรั่งพันธุ์หญิงถึกอย่างคุณป้าฮิลลารี คลินตัน ที่แต่งชุดไหมไทยเฉิดฉายไปเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำ คุณป้าคงฉีดวัคซีนมาแล้วก็เลยบ่ยั่น

หนี้ของยุโรปที่จ่ายคืนไม่ไหวอาจเป็นหลักล้านล้านยูโร ซึ่งจะอย่างไรก็ต้องมีคนจ่าย จะจ่ายโดยลูกหนี้ และเจ้าหนี้ที่ต้องเสียค่าโง่มืดอมสเปโตด้วยการลดยอดหนี้ให้ก็ตาม มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนรับผิดชอบ ส่วนหนึ่งก็ต้องจ่ายด้วยภาษีของประชาชนนี่ละ  เพราะภาษีนั้นอยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว เขาจะใช้ยังไงก็ได้ใช่ไหมล่ะ ในเมื่อในระบอบประชาธิปไตยนั้นเขาตวาดมาว่าเสียงข้างมากเป็นผู้กำหนด ฮ่าๆๆๆๆๆ

ปัญหาก็คือถ้าเจ้าหนี้ต้องลดหนี้ให้มากๆ เจ้าหนี้หลายเจ้าก็จะล้มละลายไปด้วย และก็จะดึงทั้งพันธบัตรยูโรและเศรษฐกิจของยุโรปให้ดิ่งเหวตาม และหากเอาภาระไปให้ประชาชนมันก็เลี่ยงปัญหาที่ว่าไม่ได้อยู่ดี

สรุปก็คือ ไม่ว่าการรัดเข็มขัดจะเกิดขึ้นได้โดยสมัครใจหรือไปบีบบังคับ มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดขึ้น

แน่ละ ผู้มีอำนาจย่อมดิ้นรนเพื่อรักษามันไว้ และจะขยายขอบเขตอำนาจอย่างไม่หยุดยั้ง เขาต้องการอำนาจมากขึ้น ต้องการให้ทุกอย่างรวมศูนย์มากขึ้น แต่เขาคงจะลืมศึกษาประวัติศาสตร์ หรือเคยเรียนรู้แต่ลืมไปแล้วว่าเกิดอะไรในอดีต 

เมื่อ 300 ปีก่อนนั้น เป็นยุคของการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นๆ อย่างชัดเจนในยุโรป ประการแรกคือการรวมอาณาจักรเข้าด้วยกัน  ตัวอย่างก็คือพวกดัชท์ที่เดิมทีมีรัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย ดยุค เอิร์ล หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ แล้วมารวมศูนย์อำนาจเป็นรัฐหนึ่งเดียวภายใต้แกรนด์ดยุค ซึ่งก็คล้ายๆ หลายดินแดนในยุโรปตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 18  ซึ่งต่อมาก็ขยับขยายไปเป็นการรวมรัฐต่างๆ เป็นชาติในศตวรรษที่ 19 และล่าสุดก็คือการรวมกลุ่มยูโรในศตวรรษที่ 20

ดูเหมือนว่าภาษาถิ่น เงินตราท้องถิ่น ภาษีศุลกากร และกองทัพในแต่ละประเทศทั่วโลกเริ่มหมดความหมาย เพราะไปถอยให้แก่แนวคิดการรวมศูนย์ไปอย่างไม่น่าเชื่อ มันอาจจะเป็นความโง่เขลาของคนที่จบปริญญาต่างประเทศแล้วไปรับเอาแนวคิดของเขามาเต็มๆ จนลืมปราชญ์ชาวบ้าน และดูถูกดูหมิ่นภูมิปัญญาของคนในชาติก็ได้ เรียกว่าส่งลูกไปเรียนเสียทั้งเงิน เสียทั้งโง่ แถมยังไม่รู้ตัวอีกด้วยว่าโง่

ในปี 2007 ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปใช้สกุลเงินเดียวกันไปแล้วคือยูโร และกลุ่มยูโรก็อาจจะต้องนับถือเทวดา เทพีองค๋เดียวกัน (Mammon) ต้องพูดภาษาการค้าและการทูตเดียวกัน (Mid-Atlantic language) ด้วยละมั้ง

ที่สำคัญก็คือแต่ละประเทศยังสามารถกู้และจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยอัตราต่ำๆ เท่าๆ กัน ทั้งๆ ที่ต้องจ่ายสูงกว่าหากไม่ได้ร่วมขบวนยูโรเพราะตัวเองมีความเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะไม่ได้รับเงินปล่อยกู้คืนมากกว่าคนอื่นเขา 

ทำไงได้ล่ะ ในเมื่องนังเอเธนส์ได้เข้าร่วมวงศ์พงศากับยูโรไปแล้ว นังเอเธนส์ก็ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับพวกนามสกุล ณ ยูโร ทั้งหลายสิมันถึงจะถูกต้อง

แล้วเกือบทั้งโลกก็พากันคลั่งไคล้ระบอบทุนนิยมเสรีที่หนุนการเติบโตด้วยการเป็นหนี้เป็นสินกัน ก็แบบที่ถูกสอนในมหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำนั่นแหละ รวมไปถึงลัทธิโลกาพิบัติ เอ้ย โลกาภิวัฒน์ หรือ Globalization ด้วย

มีความต่างตรงไหน ระหว่าง Mario Draghi  ที่จบจาก MIT แล้วไปทำงานให้ Goldman Sachs กับ Mario Monti ที่จบจาก Yale แล้วไปทำงานให้ Goldman Sachs เหมือนกัน ในขณะที่ Lucas Papademos จบจาก MIT แล้วทำงานให้ ธนาคารกลางสหรัฐสาขา Boston 

นี่คือตัวอย่างผลผลิตที่เป็นชิ้นส่วนที่แลกเปลี่ยนกันได้ เพราะล้วนแต่มาจากเครื่องจักรชุดเดียวกันทั้งนั้น ใช่หรือไม่

อะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเหมือนในแนวคิดได้ขนาดนั้นล่ะ

มันมาจากการสื่อสารยุคใหม่ที่ทำให้การรวมศูนย์ง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้นใช่ไหม หรือว่ามันต่อยอดจากแนวคิดการแยกส่วนแรงงานโดยให้แต่ละแห่งทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด อะไรที่ทำแล้วไม่ดีเท่าคนอื่น ไม่ถูกเท่าคนอื่น ก็ให้คนอื่นทำไป แล้วก็ต้องพึ่งพากันในส่วนที่ตนเองผลิตไม่ได้หรือขาดแคลน

ฮ่าๆๆๆ แล้วน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมไทยก็คงให้บทเรียนเรื่องการรวมศูนย์แก่โลกไปแล้ว

เอ ... หรือเราคิดกันไปว่ารัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ผนวกด้วยระบบทุนนิยมที่คนตะวันตกวางแนวทางไว้จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า เลอเลิศกว่า เป็นระบบที่สร้างผลผลิตได้ดีกว่า สูงกว่า ระบบต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น

ก็ไม่รู้เหมือนกัน

เพียงแค่คิด และบ่นตามวัย ด้วยความเชื่อว่ารองเท้าแบบเดียวกัน ขนาดเดียวกัน ไม่ได้เหมาะกับนานานุตีนของคนทุกคน และไม่เหมาะกับสภาพพื้นดินทุกๆ แห่ง

ดังนั้น ใครจะด่าว่านายกปู เรื่องสวมเกือกบูธยี่ห้อเบอร์เบอรี่ไปลุยน้ำ เราก็ไม่ว่าตาม เพราะเห็นว่ายี่ห้อนี้ก็เหมาะสมกับเธอดี ราคาหลักหลายพันเทียบกับความร่ำรวยที่เธอมีมันแสนจะเล็กน้อย

ก็จะให้ใส่ส้นสูงยี่ห้อตับเต่าไปลุยน้ำเหรอ หา

เอาละ ถึงจะไม่รู้อะไรมาก แต่เราก็รู้บางอย่าง

บางอย่างที่รู้ก็คือ เหตุผลที่ดึงยูโรมารวมกันหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น (จะได้ไม่มีสงครามกันอีก กับจะได้ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง) กำลังเป็นเหตุผลเดียวกับที่จะทำให้กลุ่มยูโรแตกสลาย

กรีซ กับ ลูกหนี้หลายประเทศจ่ายหนี้ไม่ไหวแล้ว เจ๊งกะบ๊ง  เยอรมนี กับเจ้าหนี้ต่างๆ ไม่มีปัญญาเก็บหนี้คืนได้  เจ้กอั้ก

ลูกหนี้เจ๊งกะบ๊ง เจอกับ เจ้าหนี้เจ้กอั้ก แล้วเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนเยอรมันด่าพวกกรีซว่า ไอ้พวกสันดานขี้เกียจตัวเป็นขน ในขณะที่ชาวกรีซด่าพวกเยอรมันกลับว่า ไอ้นาซีหน้าโง่ นะสิ

หุ หุ  เคี้ยกๆๆๆๆ (หัวเราะแบบจอมมารร้ายกำลังภายใน)

ที่หัวเราะก็เพราะมันมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นที่ขอบนอกของแกนกลางที่รวมศูนย์อำนาจ

เขียนอะไรลงไปนี่ แล้วคนอ่านจะเข้าใจไหมว้า กลับมาอ่านบรรทัดบนเองอีกทียังงงๆ ตัวเอง

คือจะบอกว่าไม่ใช่แต่คนละประเทศเท่านั้นที่เริ่มขัดแย้งกัน แม้แต่ประเทศเดียวกันก็เริ่มมีอาการ

เบลเยี่ยม ขาดรัฐบาลกลางมา 16 เดือนแล้ว ก็ไม่เห็นจะฉิบหายขายตัวสักที แถมยังดีกว่าด้วยซ้ำ

คนอิตาเลียนที่มีความคิดทางตอนเหนือเขาก็ไม่เคยยอมรับแนวคิดของ Monnet ที่จะบูรณาการยุโรปเป็นหนึ่งเดียวกัน

และเมื่อคนเยอรมันที่ฮัมบูร์ก ไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนการอุ้มแบงค์ลาริสสาของกรีซแล้ว ทำไมเขาจึงจะไปโหวตให้รัฐบาลเขายอมอุ้มแบงค์เดรสเดนของเยอรมันเองด้วยเล่า เพราะมันก็เหมือนๆ กันเลย


ประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้จึงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดด้วยการกู้หนี้ยืมสินมารองรับวิถีชีวิตหรูหราแบบเดิมอีกแล้ว

ลืมไปเลย โฟร์กราส์ หยุดฝันไปเลยถึงเห็ดทรัฟเฟิลและไวน์บอร์โดซ์ชั้นเยี่ยม แฮมกับชีสก็พอ จะให้ดีก็ ซกเล็กแกล้มเหล้าขาวก็ดีพอแล้ว  ไม่ต้องใส่เลือด เดี๋ยวไปหาเอาเองจากโต๊ะข้างๆ  ลืมไปได้เลยในเมื่ออัตราส่วนหนี้สินทั้งหมดต่อ GDP มันปาเข้าไปเกิน 250% แล้วในเกือบจะทุกประเทศ อังกฤษกับญี่ปุ่นก็เกือบจะ 500% แล้ว และที่อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี มันจะเท่ากับผลผลิตทั้งหมดของประเทศ

มันจะเป็นยังไงหนอ หากเราต้องจ่ายแค่ดอกเบี้ยให้หนี้ในอดีตอย่างเดียวเท่ากับ 1 ใน 4 ของรายได้วันนี้ มันจะเหลือให้เรากิน เราใช้  ได้แค่ไหน จะไหวไหมละนั่น

และสำหรับอิตาลีที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ตั้ง 7% +/- ล่ะ มันเกือบเท่ากับ 1 ใน 3 ของ GDP อิตาลีเลยเชียวนะ แล้วจะเหลืออะไรไปแหกตาประชานิยมให้คนมาเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้อีกล่ะ

นั่นก็คือ รัฐบาลกลาง หรือระบบรวมศูนย์อำนาจมันไปไม่ไหวแล้ว และไปไม่เป็นด้วยซ้ำ

เมื่อมาถึงเวลานี้ มันต้องมีการตัดสินใจ

(((  จะมาเขียนต่อวันพรุ่งนี้ นะจ๊ะ )))

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น