ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

เมืองไทยยามไกลบ้าน ตอนที่ 1

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

27 กันยายน 2554


นั่งสับปะหงกงุบงับ อ่านข่าวเมืองไทยย้อนหลังตั้งแต่ช่วง 20 - 27 กันยายน 2554 มาทั้งวัน (แอบนอนไป 2 ชั่วโมง) ก็พบว่ามีอะไรเคลื่อนไหวเร็วขึ้นมากในบ้านเรา

ไอ้ที่ต้องมาอ่านย้อนหลังนี่ก็เพราะโน้ตบุคที่เอาไปวอชิงตันด้วยนั้น มันขัดข้องเพราะทำตก ต่อเนตไม่ได้ และปิดโทรศัพท์มือถือไปตลอดเลย หลังจากมีใครไม่รู้โทรเข้ามาขายบริการการเงินในช่วงเวลาตีสามที่วอชิงตัน

โมโหมาก เพราะนอกจากจะปลุกกลางดึกแล้ว เรายังต้องจ่ายเงินค่าโทรทางไกลให้มันด้วย ขนาดบอกแล้วว่าไม่สนใจและนี่เป็นโทรทางไกลอเมริกานะ มันยังบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องห่วงเพราะหนูไม่ต้องจ่าย ระบบมันจะไปเก็บเงินจากพี่ค่ะ

แม่มหาจำเริญเอ๊ยยยย .....  ขอให้มีลูกแฝดท้องเดียว 8 คน  ขอให้ขี้กลากขึ้นทั่วตัวรักษาไม่หายเถิด

ก็ดีเหมือนกัน เพราะทำให้เรามีสมาธิ มุ่งความสนใจไปที่ว่าเกิดอะไรขึ้นในต่างแดน  มีเวลาไปเดินท่อมๆ (นั่ง Wheelchair ไปท่อมๆ มากกว่า) สอบถามคนบนถนนทั่วไปได้อย่างเข้าถึงจริงๆ

เอาละ มาดูเมืองไทยกันก่อน

ข่าวที่อ่านวันนี้ย้อนหลังไปนั้น ก็เริ่มจากหุ้นไทยไปจนถึงทองคำ ที่ราคาตกกระไดรูดๆ ลงมา น้ำตานักลงทุนไหลพรากๆ โดยเฉพาะผู้ลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร 

แล้วก็มีเรื่องการเมืองที่รัฐบาลกำลังพยายามแก้ไขนโยบายที่ให้สัญญาใจกับประชาชนเพื่อให้ปฏิบัติได้  เรื่องฝ่ายค้านพยายามชี้ให้รัฐบาลเห็นข้อบกพร่องในนโยบายเศรษฐกิจและแนวทางกดดันต่างๆ ที่จะมีผลต่อนิติรัฐ  เรื่องกลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่ออกมาราดน้ำมันลงไปบนเชื้อไม้แห้งสนิทด้วยประเด็นจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ และการล้มล้างคดีที่พิจารณาไปแล้ว เรื่องน้ำท่วม  เรื่อง “Circuit Breaker รุ่นใหม่ ตัดก่อนตาย เตือนก่อนวายวอด ที่หลายคนบ่นว่าน่าประหลาดแท้ที่มันตัดก่อนหุ้นตกไป 10% ตามกติกา

และเรื่องใกล้ตัวเองที่สุดที่อ่านไป ยิ้มไปก็คือเรื่อง สภาธุรกิจตลาดทุน ออกมาฟาดเปรี้ยงด้วยการประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลก พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาลอย่างกล้าหาญ อย่างที่ไม่ค่อยเห็นคนในแวดวงตลาดทุนจะกล้าออกมาทำกัน

อ่านแล้วก็ยินดีที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล้าออกมาทำหน้าที่อย่างซื่อตรง และทำได้ดีจริงๆ ในสายตาเรา (ซึ่งเราเองในฐานะรองประธานสภาฯ คนหนึ่ง แต่ติดภารกิจที่ต่างประเทศ เลยไม่ได้ไปร่วมแถลงข่าวด้วย) ส่วนข้อเสนอนั้นก็สมเหตสมผลทุกข้อ ยกเว้นข้อเดียวคือ การตั้งกองทุนคล้ายๆ วายุภักษ์ เพื่อใช้พยุงหุ้น ซึ่งอ่านแล้วน่าจะมีความผิดเพี้ยนในการสื่อความ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรมีการพยุงหุ้นเป็นอันขาด  ก็จะไปฝืนตลาดได้อย่างไรเล่า

ดังนั้น ที่ถูกต้องน่าจะออกมาเป็น

เนื่องจากราคาหุ้นตกลงไปมากทั่วกระดาน จึงเล็งเห็นโอกาสที่ดีในการจะทยอยสะสมของดีราคาถูกที่เชื่อว่าเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและจะผ่านวิกฤติต่างๆ ไปได้เหมือนทุกครั้ง ซึ่งรูปแบบนั้นคือการชักชวนทุกองค์กรในสภาธุรกิจตลาดทุน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชนทั่วไป ที่เชื่อมั่นเหมือนพวกเราว่าประเทศไทยมีกิจการดีๆ ที่จะฝ่าฟันมรสุมไปได้เหมือนทุกครั้งที่เราเจอวิกฤติ (และทำให้เกิดคนรวยเพราะมีเงินสดเหลือไปซื้อของถูก)  เราก็มาลงขันกันตั้งกองทุนรวมขึ้นมาเลือกลงทุนในหุ้นกัน และกองทุนนี้น่าจะมีอายุสัก 5-10 ปี เวลาจบโครงการแล้วเราก็มาแบ่งกันตามส่วน  ไม่ได้มีเป้าหมายให้เป็นกองทุนพยุงหุ้น แต่มันจะเป็นกองทุนรวมที่เปิดโอกาสให้คนไทยด้วยกันลงทุนได้ โดยมีนักวิจัยที่ดีที่สุดจากโบรกเก้อร์ที่ดีที่สุดทุกสำนัก มีผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุดจากทุก บลจ. มาบริหารให้เรา และรัฐบาลเองหากมีความมั่นใจในอนาคตของประเทศก็มาร่วมลงขันกัน

เอ้า หากมีกองทุนแบบนี้ เราจะจะเจียดเงินส่วนตัวไปขออนุญาตลงทุนกะเขาด้วยนะ   

และที่บอกว่าให้ทะยอยสะสมหุ้นดีราคาถูกเข้ากองทุน ก็เพราะว่าฝรั่งยังคงจะขายต่อไปอีกพัก เนื่องจากได้สัมภาษณ์ฝรั่งประเทศต่างๆ ที่มาสุมหัวกันที่วอชิงตันมาแล้ว ทั้งผู้จัดการกองทุนรวม กองทุนบำนาญ และกองทุนส่วนบุคคล ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าเขากำลังลำบากจากการหาที่ลงทุน ต้องหาที่กระจายออกไปในตลาดเกิดใหม่เพราะบ้านเขามันเน่าแล้ว แต่หัวขบวนตลาดเกิดใหม่อย่างจีนก็เริ่มมีอาการ  จะไปลงทุนจีนอย่างเดียวก็เสี่ยงไป ดังนั้น ต้องกระจายเงินลงทุนไปหลายๆ ที่ แต่ช่วงระยะแรกๆ เขาจะมีอาการจิตตก ถอยออกจากทุกตลาดเพื่อกลับบ้านก่อน

อาการฝรั่งแตกทัพกลับบ้านเหมือนคนอิสานยกขบวนแห่กลับบ้านช่วงสงกรานต์นี่จะอธิบายยังไงดีหนอ

อ้อ ....  เหมือนเวลาเราไปไกลบ้าน แล้วโดนรถชน พอเราฟื้นที่โรงพยาบาลในต่างบ้านต่างเมือง แม้จะรู้ว่าน่าจะดีกว่าบ้านเรา  แต่เราจะ โหยหาความอบอุ่นของญาติมิตรที่บ้านน่ะ

เนี่ยะ ฝรั่งจะเป็นแบบนี้ คือขอกลับบ้านไปกอดคอกันสู้ก่อน แล้วหลังจากฝุ่นหายตลบ มองเห็นชัดเจนขึ้นแล้ว เขาก็จะกลับมาเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ

และรอบนี้ก็มีผลดีต่อไทยด้วยข้อมูลที่ทางตลาดหลักทรัพย์ได้มอบให้เราไปช่วยอธิบายต่างชาตินั้น มันบ่งบอกถึงโอกาสการลงทุนในไทยที่ดีมาก ประกอบกับข้อมูลจาก บล. ทิสโก้ และทีมงานของ บลจ.บัวหลวง ที่ลำดับเรื่องราวนำเสนอได้เป็นอย่างดี ข้อมูลเหล่านี้เราได้นำมาสรุปส่งให้ผู้จัดการกองทุนต่างประเทศทางอีเมล์ไปแล้ว เมื่อเขาตั้งสติได้ แน่นอนเลย ไทยจะเป็นเป้าหมายที่เขามาหา

ก็จะให้เขาไปลงทุนอะไรในบ้านตัวเองที่ไร้อนาคตแล้วล่ะ

เอาละ แม้ทางยุโรป ทางท่านประธานาธิบดีสหรัฐผู้มีฉายานามใหม่ว่า ซีโร่บาม่า (President Zero) จะมีมาตรการออกมาพยุงหรือผลักดันเศรษฐกิจอย่างไรก็ตาม แต่ลึกๆ ในใจแล้ว เขาก็รู้ว่ามันก็แค่ซื้อเวลาเท่านั้น

ซึ่งเขาก็ต้องทำ เพราะทางเลือกอื่นหรือการยอมจำนนนั้น ไม่ใช่มาตรฐานของคนตะวันตก ไม่เหมือนคนไทยสมัยใหม่ที่ไปแข่งบอลที่กัมปูเจี๋ยอย่างชื่นมื่นทั้งๆ ที่น้ำท่วมจนคนต่างจังหวัดจะตายกันหมดแล้ว พืชผลการเกษตรก็เสียหายหนักกว่าทุกครั้งด้วย

และตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยที่เราให้ข้อมูลฝรั่งไปว่าเป็น 0.4% กว่าๆ นั้น ทำให้ฝรั่งงง  เขาถึงกับเขียนมาถามเพิ่มเติมว่าตัวเลขถูกต้องหรือเปล่า ในเมื่อบ้านเรามีม็อบตลอดเวลา จะให้มีการว่างงานต่ำๆ ได้ไง

เราก็ตอบกลับไปแล้วว่า เอ๊า ... ฝรั่งนี่ไม่เข้าใจคนไทยเลย  ม็อบก็เป็นงานที่มีรายได้นะยะหล่อน นี่ละตัวการทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอีกส่วนหนึ่งละ เหอๆๆๆ

ทีนี้คนที่ตกอกตกใจกับตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นไทย และตลาดทองคำ ที่เล่นกระดานหก แต่หกลงด้านเดียวนั้น อยากจะถามว่าตกอกตกใจอะไรกันนักหนา ก็เราเคยเขียนไปหลายเรื่องหลายตอนแล้ว ว่าอย่าว่าแต่ The Great Recession  อย่าว่าแต่ Double Dip Recession และอย่าว่าแต่ The Great Depression ที่หลายคนเคยเที้ยงเถียงว่าไม่ใช่  แต่ที่จริงนั้นเราเตือนกันมาตลอด เราเล่าเหตุการณ์ของจริงบนท้องถนนที่นอกเหนือไป จากตลาดหุ้นมาตลอด พวกเราจึงควรรู้กันอยู่แล้วว่า มันจะยิ่งกว่านั้น และเราเรียกมันว่า The Great Correction ต่างหาก 

นั่นก็คือ ทุกอย่างต้องกลับคืนเข้าสู่สภาพที่เป็นจริง  ในราคาที่เป็นจริง และตามปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจริง

แล้วเมืองไทยจะกระทบไหมล่ะ

กระทบสิ เพราะเราขายของให้ต่างชาติ

แต่เรากระทบไม่มาก  อย่างน้อยก็ไม่มากเท่า Lehman Crisis ปี 2008  ในขณะที่ตะวันตกจะเหมือนนิวเคลียร์ลงเลยละ

เพราะอะไร

ก็เพราะเรามีการกระจายการขายสินค้าออกไป ไม่ได้กระจุกอยู่ในประเทศตะวันตกเท่าเก่า ผลกระทบจึงไม่หนักเท่า  ถึงปีนี้ ปีหน้า อาจจะไม่โตมาก แค่ 4%  แต่จะ 4% หรือจะ 3% มันก็ไม่ใช่ Zero ละน่า

และด้วยบุญพา วาสนาส่ง เราเฮงจริงๆ ที่มีรัฐบาลที่มุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ

ไม่รู้ว่าฟลุค หรือว่าเก่งจริงๆ ที่คิดล่วงหน้าถึงผลกระทบจากภัยเศรษฐกิจในตะวันตก แต่รัฐบาลก็เจ๋งละว้า

หรือว่าใครจะเถียงว่าฟลุก เราก็จะบอกว่างั้นยกให้พระสยามเทวาธิราชก็แล้วกัน

ท่านทำหน้าที่มา 2 ครั้งแล้ว  ครั้งแรกคือไปดลบันดาลให้บ้านเมืองสะดุดหยุดชะงักจากพิษต้มยำกุ้งปี 2540 จนคนตกงานต้องไปเปิด (บั้น) ท้ายขายของ ทำให้เรามีบทเรียนอันมีค่ายิ่งในภาคสถาบันการเงิน และเกิดความแหยง ความระมัดระวัง  ไม่ขยายกิจการด้วยความโลภจนเกินตัว ไม่ปล่อยสินเชื่อมั่วๆ  

ครั้งที่สองท่านก็ไปดลบันดาลให้เกิดกีฬาสี จนทำให้ต้องขออภัยในความไม่สะดวก ทำให้ภาคธุรกิจไม่ได้กู้เงินไปขยายธุรกิจและโครงการต่างๆ มากเกินควรแล้วมาเจอพิษเศรษฐกิจตะวันตกอย่างวันนี้ 

มันเป็นอภินิหารไง วันนี้เราถึงยังอยู่ดี กินอร่อย

นโยบายบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลนี่ละ ที่จะช่วยพยุงบ้านเราไม่ให้ตกต่ำอย่างประเทศในตะวันตกในรอบนี้  

ก็ขนาดท่านผู้ว่าแบงค์ชาติของเรา ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งเอเชียประจำปี 54 (Central Bank Governor of the Year for Asia 2011)  จากนิตยสาร Emerging Markets ในเครือ Euromoney Group โดยเหตุผลที่มอบรางวัลก็เพราะว่า ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินในเชิงรุกเพื่อดูแลเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้ทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศทำให้เกิดเสถียรภาพของเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองไทยที่มีความไม่แน่นอน         ปลื้มใจแทนคนไทยทุกคนที่สถาบันหลักอย่างแบงค์ชาติของเราได้รับการชื่นชมยกย่องในเกียรติภูมิครั้งนี้

ฝรั่งในงานที่แอบมาเม้าท์กันบอกว่า แบงค์ชาติของไทยยอดเยี่ยมมาก สามารถฝ่าฟันความกดดันจากรัฐบาลมาได้ทุกสมัย เป็นอิสระจากการเมืองอย่างแท้จริง  คนต่างประเทศให้ความเชื่อมั่นมากเลย และบอกด้วยว่า ธปท ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมายาวนานแล้วด้วย

เขาจัดงานทั้งประชุม IMF  World Bank และงานมองรางวัลในโรงแรมที่เราพักอยู่นี่แหละ

แถมมีรูปกับคำสัมภาษณ์ของท่านลงหราใน Emerging Markets วันที่ 25 กันยายน หน้า 6 ด้วย โดยโปรยหัวข่าวที่ Chris Wright เขียนว่า Asian central banks switch focus to growth

นั่นไง เห็นไหมว่ามันสื่อถึงอะไร

ในเนื้อข่าวนั้น ดร.ประสาร บอกว่าเราดำเนินนโยบายได้ถูกต้องเหมาะแก่กาลเวลาที่ผ่านมาแล้ว และเราคิดว่าการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยถูกกดดันน้อยลง และจะดำเนินนโยบายต่อจากนี้ไปโดยมุ่งไปที่การให้เกิดสมดุลของการเติบโต (จากเดิมที่มุ่งเน้นเรื่องคลายแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น) นอกจากนี้ ท่านยังได้กล่าวว่ารัฐบาลใหม่ของเราที่ได้รับเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้นก็ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติด้วย ซึ่งเป็นเรื่องดีมากกว่าการมีเสียงก้ำกึ่งกัน (หมายถึงจะมีความมั่นคงของรัฐบาล)

ฝรั่งบอกว่าท่านให้คำสัมภาษณ์ที่ดีมาก รัดกุม และไม่มองโลกแง่ดีไป ไม่มองในแง่ร้ายไป และมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ดีพอ สมกับตำแหน่งผู้ว่า ธปท. แล้ว

คราวต่อไปจะเล่าเรื่องทองคำ กับ Class warf

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น