ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

วิกฤติอเมริกา ตอนที่ 14


วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

17 กันยายน 2554


โดย Analai Tone เมื่อ 17 กันยายน 2011 เวลา 23:58 น.

หนังสือพิมพ์  The Financial Times สัปดาห์ก่อน ลงหัวข่าวว่า กำลังรอ QE3ใครรอ นายแบงค์เหรอ นักเศรษฐศาสตร์เหรอ หรือว่านักเก็งกำไร



แต่พอ ลุงเบน วางเฉยเรื่อง QE (ชั่วคราว) บอกว่ามีเครื่องมือพร้อมช่วย
แต่จะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น  และตอนนี้เป็นเรื่องของการคลัง ไม่ใช่ของธนาคารกลาง
หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ก็ลงบทวิจารณ์ว่า ทีมงานของลุงเบนมีแต่พวกหัวทึบ !!!! 
เพราะเศรษฐกิจที่ กำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางแบบนี้ จะต้องการเม็ดเงินใหม่ไปกระตุ้นเพิ่ม

ใช่เลย กระตุ้นอีก  เอา QE ออกมาอีก  และมันก็แปลว่า เอาเงินมาซะดีๆ นั่นเอง
สงสัยคนวิจารณ์คงจะตุนหุ้นเอาไว้เยอะเพื่อดักรอให้ QE ใหม่ออกมา

แต่มันใช่เศรษฐกิจที่ กำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ซะที่ไหนล่ะ
มัน ไม่ฟื้นเลย ตะหาก และไม่ต้องถกเถียงกันว่ามันเป็น Recession หรือยัง
เพราะมันไม่ใช่ Recession ในแบบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
แต่มันเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ไปสู่จุดพื้นฐานที่มันควรจะเป็น หรือ The Great Correction
แบบที่ ลุงวิลเลียม บอร์เนอร์ เรียกต่างหากเล่า

The Great Correction มันต้องเกิด นอกเสียจากจะมีคนไปขวางมันไว้ไม่ให้เกิดในวันนี้อีก

จะใครซะอีกล่ะ หากไม่ใช่พวก Keynesianism  


  John Maynard Keynes

ศาสดาลัทธินี้คือ John Maynard Keynes ที่บอกว่าจะแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ ด้วยการกระตุ้น 2 วิธีพร้อมๆ กัน ได้แก่ ลดอัตราดอกเบี้ย กับ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเป็นการทำให้มีการจ้างงาน ทำให้คนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ธุรกิจก็ผลิตมาสนองการใช้จ่ายนั้น และจ้างงานมากขึ้น รัฐก็ได้ภาษีมากขึ้น และส่งผลวนเวียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรวมกันมีค่าเป็นหลายเท่าของเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปในระบบ

นึกไปถึงเรื่องการทำบุญเยอะๆ จะได้หนีบาปที่ชาวพุทธส่วนหนึ่งเชื่อว่าถึงจะล้างบาปไม่ได้
แต่หากทำบุญ ทำดี เพิ่มเรื่อยๆ มากๆ จะทำให้กรรมตามไม่ทัน

อ้าว จะไปบวชแล้วเหรอ

ไม่ช้ายยยย .... บวชได้ไง หิวตายเลย

มันหมายถึงว่า หากทำตาม ลุง Keynes หนี้มันก็เพิ่มมาอีก และตอนนี้แค่ดอกเบี้ยจ่ายหนี้ก็ปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แล้วจะกู้ได้อีกแค่ไหน หนี้พวกนี้ก็เหมือนกรรมเก่า เหมือนบาป มันเริ่มทับขาจนจะก้าวไม่ออกแล้ว หนีไม่พ้น มันมากเกินกว่าจะทำตามที่ ลุง Keynes ว่า และมันน่าจะไปจบลงด้วยคำพูดของ ลุง Keynes เองนั่นแหละ

ก็คำพูดที่ ลุง Keynes บอกว่า “In the long run, we are all dead …. แล้วเราก็ตายหมดในระยะยาว นั่นไง  
อืม .... ไม่ผิดหรอก  เพราะไม่มีใครรอดจากชะตากรรม  ทุกอย่างต้องมีวันจบ  หนี้ก็มีวันสิ้นสุด

ในระยะยาวหรือ ชาติหน้า ซึ่งก็คือลูกหลานเรา ก็จะถูกพวกเราที่เห็นแก่ตัวในชาตินี้ ไม่ยอมให้เกิดการแก้ไขที่ถูกต้อง ไม่ยอมกลับไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม เราสร้างบาปเพิ่มอีกด้วยการกู้เพื่อหนีปัญหา เอาไปใช้จ่ายกระตุ้นแบบที่ ลุง Keynes บอกแล้วลูกหลานเราล่ะ They are all dead ไหม

ในเมื่อปัญหาคือหนี้ ภาคธุรกิจถึงได้ลดมันลงไป ภาคครัวเรือนก็จ่ายชำระหนี้ไป 50,000 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่แล้ว อาจจะไม่มาก แต่อย่างน้อยเขาก็พยายามลดหนี้ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

แต่ภาครัฐกำลังจะทำในสิ่งตรงข้าม เพราะโอบามาเพิ่งบอกว่าจะผลักดัน American Jobs Act  ออกมา โดยใช้เงินอีกเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเอามาจากไหนถ้าไม่กู้เพิ่ม 

ก็จะทำอะไรได้ล่ะ เมื่อสภาพเศรษฐกิจต้องการให้ลดหนี้  



ความจริงก็ทำวิธีอื่นได้นะ

ขึ้นดอกเบี้ยไง แต่มันก็จะอัดลูกหนี้ไปก๊อบปี้กับกำแพง
ขึ้นภาษีสิ จะได้มีรายได้เพิ่ม แต่มันก็จะฆาตกรรมหมู่ภาคครัวเรือนที่กำลังร่อแร่ยืนอยู่บนปากเหว และเขาอาจจะกระโดดลงไปฆ่าตัวตายก็ได้

มาตรการที่ว่านี่ มันช่วยลดหนี้ได้เร็วมาก แต่จะไหวเหรอ

เอางี้ดีไหม ประกาศยกเลิกหนี้กันทั้งประเทศไปเลย เฉลิมฉลองใหญ่นิรโทษหนี้ เซ็ททุกอย่างกลับไปที่เลข 0 ให้หมด

หรือว่าพิมพ์แบงค์แล้วโปรยมันลงมาจากฟากฟ้า ล้างหนี้ทั้งหมดไปเลย
สหรัฐก็จะปลอดหนี้ พิมพ์แบงค์ไปจ่ายทุกประเทศที่เราเป็นหนี้ไปเลย

นี่ไง แนวทางแก้ปัญหาที่แท้จริง เลือกเอาสักอย่างสิ

แต่ปัญหาก็คือ มันจะเพิ่มปัญหาที่ใหญ่กว่า มากกว่าจะไปแก้ปัญหาที่มีอยู่

ทำไมไม่ปล่อยมันไปตามธรรมชาติล่ะ รัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งอีกแล้ว ตลาดจะแก้ไขตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่บิดเบือนเศรษฐกิจจริง

น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีคนกล้าทำแบบนี้
และทุกครั้งที่เศรษฐกิจสั่นคลอน หรือหุ้นตกหนักๆ ลุงเบน จะกระเด้งรับลูก และเข้าไปแทรกแซงทุกทีสิน่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น