วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
22 สค 2554
ในตอนที่ 3 เราจบด้วยประโยคว่า “ผลกระทบของการเสกเงินดูได้จากราคาของที่แพงขึ้น ซึ่งสะท้อนการเสื่อมค่าของดอลลาร์ โดยในปีก่อนนี้ น้ำมันแพงขึ้น 30% แก๊สแพงขึ้น 45% กาแฟแพงขึ้น 85% และฝ้ายแพงขึ้น 90% ในขณะที่ทองคำแพงขึ้น 30% และแร่เงินแพงขึ้น 100% ซึ่งไม่ต้องพูดถึงราคาในปีนี้แล้ว”
คำถามก็คือ แล้วรัฐบาลสหรัฐจะแก้ปัญหาไหม และอย่างไร
สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็พอเป็นแนวทางให้เราเดาว่าสหรัฐก็จะพิมพ์แบงค์ออกมาอีก และถี่ขึ้น จำนวนมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันเลยทีเดียว
และมันน่าเศร้าตรงที่สหรัฐน่าจะไม่มีทางออกอื่นอีกเลย ซึ่งผลสรุปสุดท้ายจะเป็นการทำลายล้างเหมือนที่ยุโรปตะวันออกเคยเจอในรอบ 100 ปีก่อนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ภาษีไม่เพียงพอกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายของการทำสงคราม แต่การจะยอมพ่ายแพ้นั้นก็ยิ่งทำไม่ได้
นั่นทำให้รัฐบาลบางประเทศได้แก่ ออสเตรีย กับ เยอรมันนี จำใจเดินเข้าสู่อันตรายใหญ่หลวงด้วยการพิมพ์ธนบัตรออกมาจ่ายโดยไม่มีอะไรมารองรับ
แม่หม้ายชาวออสเตรียชื่อ Anna Eisenmenger เล่าว่าในช่วงนั้นเธอเป็นหม้ายและต้องกระเสือกกระสนเลี้ยงลูก 3 คนกับหลานเล็กๆ อีก 1 คน และเมื่อออสเตรียพิมพ์ธนบัตรออกมาท่วมตลาด ราคาอาหาร และเชื้อเพลิง ก็เริ่มแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เธอกลัวมากว่าลูกหลานจะอดตายจึงได้ฝ่าฝืนกฏหมายอย่างร้ายแรงด้วยการแอบสะสมถ่านหินและเนื้อสัตว์ ซึ่งเรื่องของแม่หม้ายคนนี้น่าทึ่ง เพราะเธอเขียนเล่าในสมุดบันทึกประจำวันและ Adam Fergusan เอามาตีพิมพ์เผยแพร่ในชื่อ “When Money Dies” อันโด่งดังที่น่าเรียนรู้จากประสบการณ์ของเธอ
แม่หม้ายชาวออสเตรียชื่อ Anna Eisenmenger เล่าว่าในช่วงนั้นเธอเป็นหม้ายและต้องกระเสือกกระสนเลี้ยงลูก 3 คนกับหลานเล็กๆ อีก 1 คน และเมื่อออสเตรียพิมพ์ธนบัตรออกมาท่วมตลาด ราคาอาหาร และเชื้อเพลิง ก็เริ่มแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เธอกลัวมากว่าลูกหลานจะอดตายจึงได้ฝ่าฝืนกฏหมายอย่างร้ายแรงด้วยการแอบสะสมถ่านหินและเนื้อสัตว์ ซึ่งเรื่องของแม่หม้ายคนนี้น่าทึ่ง เพราะเธอเขียนเล่าในสมุดบันทึกประจำวันและ Adam Fergusan เอามาตีพิมพ์เผยแพร่ในชื่อ “When Money Dies” อันโด่งดังที่น่าเรียนรู้จากประสบการณ์ของเธอ
Anna Eisenmenger บันทึกไว้ว่าวันนรกแตกมาถึงเมื่อรัฐบาลเริ่มพิมพ์แบงค์ออกมาท่วมตลาดเป็นครั้งแรก เธอไปที่ธนาคารแล้วถามว่าทำไมเขาคิดว่าเงินจะไม่มีค่าเท่าเดิมอีกในอนาคต เขาหัวเราะแล้วบอกว่าไม่มีทางหรอก ไม่เชื่อลองเอาธนบัตรไปแลกแร่เงินสิ คุณจะรู้ว่ามันได้แร่เงินน้อยลงไปทุกวันๆ เธอก็เถียงว่าเป็นไปไม่ได้ในเมื่อธนบัตรของเธอมีรัฐบาลเป็นประกัน มันต้องเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว เขาตอบว่า คุณนายที่รัก แล้วไอ้รัฐบาลที่คุณนายว่าเป็นคนประกันค่าของธนบัตรเหล่านี้น่ะ ได้ตายไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอครับ
จำนวนเงินที่พิมพ์ออกมาท่วมระบบเพียงปีเดียวก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 1920 และเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่าของปี 1920 ในปีถัดมา
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอมา เมื่อใครก็ตามพิมพ์แบงค์กงเต็กด้วยเจตนาที่ดี เขาก็จะเพิ่มปริมาณการปั๊มเงินไร้ค่าเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกับที่เกิดกับจักรวรรดิ์โรมันในอดีต
ผลก็คือเงินออสเตรียนโครน (Krone) ซื้อของได้น้อยลง น้อยลง แล้วรัฐบาลก็พิมพ์เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น
Anna Eisenmenger บอกว่าเธอตื่นตระหนกมากเมื่อพบว่าเงินออมที่เก็บไว้แทบไร้ค่าแล้ว ราคาอาหาร เสื้อผ้าพุ่งขึ้นจนซื้อหาไม่ได้ เธอบันทึกว่าเสื้อผ้าแพงขึ้นเป็น 6 เท่าเมื่อเทียบกับ 7 ปีที่แล้วจนต้องนุ่งชุดกระดาษกัน และอาหารก็แพงขึ้นถึง 100-200 เท่า ความอิจฉาริษยาลอยเต็มไปหมดในบรรยากาศทั่วออสเตรเลียสำหรับคนที่มีกิน มีใช้ คนหมดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอย่างถึงที่สุด และสำหรับแม่บ้านที่ไม่เคยมีประสบการณ์และความรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ มันคือนรกดีๆ นี่เอง
คนจำนวนมหาศาลที่ตกงานและไม่มีกิน กำลังโกรธแค้นรัฐถึงที่สุด ฝูงชนเหล่านี้ได้รวมตัวก่อม็อบและเข้าไปจุดไฟเผารัฐสภา กระชากตัวตำรวจลงจากหลังม้าแล้วทำร้ายจนจมกองเลือดจนเนื้อตัวขาดกะรุ่งกะริ่งเพราะโดนฝูงชนลากไปตามถนน คนพวกนี้ทำไปเพราะต้องการขนมปังกับงาน
มันน่ากลัวไหม
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของ Judith de Marffy-Mantuano ใน When Money Dies เธอเล่าว่าไม่มีทางไปหาหมอเลยเมื่อไม่มีเงิน หรือมีแต่เงินไม่มีค่าอีกแล้ว หากจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล อย่างดีก็คือไปพึ่งคอนแวนต์ ไม่อย่างนั้นก็ต้องป่วยอยู่ที่บ้าน รอให้อาการดีขึ้น หรือเลวลง
ส่วน Robert Clive คนเยอรมัน บอกว่ามีไม่กี่ครอบครัวที่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้เกินสัปดาห์ละครั้ง ขนาดไข่ไก่ ไข่เป็ด ยังหาทานได้ยาก ส่วนนมนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเลย ไม่มีให้ดื่ม ส่วนขนมปังอันเป็นอาหารหลักก็แพงกว่าเมื่อวานนี้ 16 เท่า และทุกคนทุกข์ทรมานกับความหนาวเย็นเมื่อไม่มีใครร่ำรวยพอที่จะใช้เครื่องทำความร้อนได้ และไม่มีใครอยากมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ฝูงชนที่อดอยากหิวโหยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นี่คือประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นเพราะการพิมพ์เงินออกมาเพราะรัฐบาลไม่สามารถกู้ใครได้แล้ว และจุดบรรจบของกงล้อประวัติศาสตร์แบบนี้มันมักจะโหดร้ายทุกครั้ง
Spending cuts and broken promises are always ugly. They won’t get politicians re-elected.
การที่รัฐบาลต้องตัดงบประมาณ ต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนมันน่ารังเกียจ และคนจะตอบโต้ด้วยการไม่เลือกเขากลับเข้าไปนั่งในสภาอีก และหากแย่ไปกว่านั้นคือความโกรธแค้นของผู้คน
การที่รัฐบาลต้องตัดงบประมาณ ต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนมันน่ารังเกียจ และคนจะตอบโต้ด้วยการไม่เลือกเขากลับเข้าไปนั่งในสภาอีก และหากแย่ไปกว่านั้นคือความโกรธแค้นของผู้คน
ในวันนี้ ปีนี้ เราก็ได้เห็นม็อบของผู้ประท้วงทำร้ายตำรวจ ทำร้ายกันเอง พังร้านค้าเพื่อฉกฉวยข้าวของและอาหารใน กรีซ สเปน และอังกฤษ รวมถึงในตะวันออกกลาง จนล่าสุดที่ ลิเบีย กับ ซีเรีย (และที่ตะลึงกันไปทั้งโลกคือประเทศไทยที่มีการเผาเมืองกัน แม้จะไม่ได้เกิดจากการพิมพ์แบงค์ออกมา แต่นั่นเพราะความโกรธเกลียดในความเป็นคนที่ไม่เท่าเทียมกัน)
อเมริกาจะหนีพ้นสถานการณ์แบบนี้ได้ไหม
ไม่มีทางเลย ในเมื่อการพิมพ์แบงค์ออกมาทำให้นักการเมืองยังคงอยู่ในสภาได้อีกวาระ
มันเกิดขึ้นแล้วที่จักรวรรดิ์โรมัน ออสเตรีย เยอรมันนี และเกือบทั่วยุโรปในไม่นานมานี้ วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวงรอบใหม่ตามกงล้อประวัติศาสตร์ของคนอเมริกัน
เมื่อทุกอย่างแพงขึ้นๆ ในขณะที่คนตกงานจำนวนมาก ไร้ที่อยู่ ผู้รักษากฏหมายลดจำนวนลงเพราะไม่มีเงินจ้าง ความหิวโหย ความเคียดแค้นชิงชังจะสะสมเพิ่มขึ้น
Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสือการเงินที่ขายดีที่สุดในอเมริกาเล่าว่าสภาพของสหรัฐวันนี้คล้ายกับสมัยเขาเป็นเด็กและอยู่ในเลบานอนซึ่งกำลังเริ่มต้นสงครามกลางเมือง และเมื่อใดที่รัฐบาลเริ่มพิมพ์เงินออกมาก็จะบอกว่าแค่ชั่วคราว แต่เรื่องแบบนี้ไม่เคยชั่วคราวเลย
Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสือการเงินที่ขายดีที่สุดในอเมริกาเล่าว่าสภาพของสหรัฐวันนี้คล้ายกับสมัยเขาเป็นเด็กและอยู่ในเลบานอนซึ่งกำลังเริ่มต้นสงครามกลางเมือง และเมื่อใดที่รัฐบาลเริ่มพิมพ์เงินออกมาก็จะบอกว่าแค่ชั่วคราว แต่เรื่องแบบนี้ไม่เคยชั่วคราวเลย
แม้ในวันนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ใส่ใจอันตรายในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานให้เห็นอยู่ทนโท่ แถมยังเพิ่มขึ้นทุกวัน นั่นก็เพราะเขากำลังเดินเข้าสู่ขั้นตอนทางจิตในการรับสถานการณ์วิกฤติหรือความสูญเสีย นั่นคือเริ่มจากการปฏิเสธความจริง ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงไปถึงขั้นอันตรายได้ และยังเชื่อว่ารัฐบาลกับผู้แทนที่เราเลือกจะจัดการทุกอย่างให้เราปลอดภัยหากมีเหตุร้ายใดใด
หลังจากขั้นตอนแรกคือปฏิเสธ ไม่ยอมรับผ่านไปแล้ว จะถึงขั้นตอนหลัง นั่นก็คือ ความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชัง เมื่อรู้ว่าความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นกับตนเองจริงๆ
ขณะนี้คนอเมริกันรวมทั้งนักการเมืองยังอยู่ในช่วงปฏิเสธความจริงอยู่ ไม่อยากนึกภาพเลยว่าเมื่อความเข้าใจเกิดขึ้นแล้ว คนอเมริกันจะโกรธแค้นนักการเมืองขนาดไหน
ที่จริงแล้วก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากโดนตัดบัตรเครดิตแล้ว คนอเมริกันจะเป็นอย่างไร นึกไม่ออกจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น