ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

วิกฤตอเมริกา ตอนที่ 5


คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ.บัวหลวง
22 สค 2554


ในตอนที่ 4 เราจบด้วยประโยคว่า  รัฐบาลกลางอเมริกันมีสิ่งวิเศษที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่มี เป็นสิ่งที่สงวนลิขสิทธิ์ไว้แก่สหรัฐประเทศเดียวเท่านั้นตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้รัฐบาลอเมริกันสามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้อย่างที่ไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์ทำได้มาก่อน

สิ่งวิเศษนี้ทำให้รัฐบาลกลางไม่ต้องขายทรัพย์สินออกไป ไม่ต้องหยุดการให้บริการที่คนชอบ ไม่ต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่ผู้เลือกตั้งเขาเข้ามาเป็นรัฐบาล และไม่ต้องไปสนใจทำให้งบประมาณสมดุลด้วยการกดรายจ่ายให้ไม่เกินรายรับจากภาษี  ทำได้ในสิ่งที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถทำ

สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านกันมาพอควรคงรู้แล้วว่าสิ่งวิเศษนั้นมันคืออะไร

นั่นก็คือเอกสิทธิในการผลิตเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก ออกมาจากแท่นพิมพ์ได้มากเท่าที่ต้องการ

นี่ไง สิ่งที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ของลุงเบน เบอร์นันเก้ กับใครๆ อีกหลายคน เชื่อ ว่ายังมีทางออก

พวกเขาเชื่อว่าหากเจ้าหนี้ตัดบัตรเครดิตของอเมริกาทิ้งไปแล้ว เขาก็ยังปั๊มแบงค์จากแท่นพิมพ์ออกมาใช้ได้เสมอ โดยไม่ต้องไปห่วงอะไรในเมื่อเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของทั้งโลก ใครๆ จึงต้องการดอลลาร์ และสหรัฐก็เป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิพิมพ์มันออกมาได้

ใครเคยเดินทางไปยังประเทศอย่างกัมพูชา นิคารากัว และโคลอมเบีย ก็จะรู้ว่าเราสามารถใช้เงินดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องไปแลกเป็นเงินท้องถิ่นเลย ซึ่งก็เป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์อเมริกาที่ได้รับการยอมรับมานานในความแข็งแกร่งของพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ คนจึงมองว่าดอลลาร์สหรัฐเชื่อถือได้เหมือนทองคำ และทำให้ดอลลาร์ได้รับการยอมรับให้เป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก ซึ่งหมายความว่าโลกใช้ดอลลาร์เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และใช้ดอลลาร์เพื่อเก็บสำรองความมั่งคั่งของธนาคารกลางและของรัฐบาลประเทศต่างๆ

แต่หากรัฐบาลสหรัฐยังคงตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ดอลลาร์ออกมาใช้ไม่หยุด เพื่อจ่ายค่าสวัดิการเงินบำนาญประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล ค่าถนน ค่าทำสงครามและผดุงอำนาจของกองทัพ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินดอลลาร์ที่พิพม์ออกมานั้นจะลดคุณค่าในการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการลงไปทุกวัน

หมายความว่าเจ้าหนี้ที่ได้รับดอลลาร์ขำระหนี้ ก็เหมือนโดนลดหนี้ เพรราะดอลลาร์นั้นเอาไปใช้ซื้ออะไรก็จะซื้อได้จำนวนน้อยลงด้วยเงินเท่าเดิม เรื่องนี้เจ้าหนี้รู้ และกำลังประสาทกิน

และสำหรับคนอเมริกันนั้น ผลที่จะเกิดมันจะเลวร้ายกว่ามาก เพราะเมื่อมีจำนวนเงินพิมพ์ออกมามากขึ้นๆ เพื่อซื้อสินค้าและบริการที่มีจำกัด สินค้าทุกอย่างจะขึ้นราคา

หากย้อนไปอ่านประวัติศาสตร์ จะพบว่าอเมริกาไม่ใช่ชาติแรกที่พิมพ์เงินแบบไม่มีอะไรมารองรับเหมือนชาวบ้านเขา

ประเทศจีนเคย ทดลองทำมาแล้วในอดีตเมื่อ 800 A.D. แต่ก็รีบเลิกเพราะเห็นว่าราคาสินค้าพุ่งขึ้นพรวดพราด

ที่น่าศึกษาก็คือ จักรวรรดิ์โรมัน ก็เคยทำเมื่อ 500 ปีก่อน ในขณะที่เป็นจักรวรรดิ์ที่ทรงอำนาจสูงสุด และร่ำรวยที่สุดเท่าที่โลกจะเคยพบเคยเห็น

แต่การดำรงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ต้องใช้กองทัพค้ำชู  ต้องคอยสอดส่องตรึงกำลังและสู้รบกับศัตรูตามชายแดนรอบด้าน การขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นก็ต้องใช้กองกำลัง และนั่นหมายถึงการใช้เงินอุดหนุนกองทัพจำนวนมหาศาล มากเสียจนรายได้ของจักรวรรดิ์จากภาษีไม่พอจ่ายเพื่อดำรงความยิ่งใหฯของจักรวรรดิ์โรมัน

แต่แทนที่จะตัดรายจ่ายลง โรมกลับเลือกวิธีเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปแทน และในสมัยนั้นไม่มีแท่นพิมพ์แบงค์ กระดาษ  เงินตราที่โรมันใช้จึงผลิตจากทองคำ 100% หรือ แร่เงิน 100%

แล้วเขาทำไงล่ะ ที่ว่าเพิ่มปริมาณเงินออกมา หาแร่ทองคำ แร่เงินเพิ่มเหรอ

ไม่ใช่ ทองคำ แร่เงิน ไม่ได้มีมากมาย เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และถึงหาได้เพิ่มก็ไม่ทันและไม่พอจ่ายหรอก

โรมันเขาใช้วิธีลดปริมาณทองคำและแร่เงินในการผลิตเหรียญลงทีละน้อยน่ะสิ และเริ่มทดแทนด้วยเหรียญบรอนซ์ซึ่งคนไม่ยอมรับในคุณ๊ค่าของมันเหมือนทองคำกับแร่เงิน นั่นก็คือด้วยจำนวนคงเดิมของทองคำกับแร่เงิน โรมันกลับผลิตเหรียญได้มากขึ้น

เหรียญเงิน เหรียญทอง ก็เหลือเนื้อเงิน เนื้อทองคำเพียง 50% แต่มูลค่าที่ประทับไว้หน้าเหรียญยังเท่าเดิม ต่อมาก็ลดเหลือ 25% แปลว่าเดิมเนื้อเงินหรือเนื้อทองเท่านี้เอาไปทำได้ 1 เหรียญ เดี๋ยวนี้ทำได้ 4 เหรียญแล้ว

เจ๋งไหมล่ะ

และเมื่อโรมันหยุดการผลิตเหรียญแบบนั้นลง  ก็พบว่ามูลค่าของเหรียญ denarius นั้น เหลือเพียง 5% ของที่เคยเป็น จากเดิม 1 denarius อาจใช้ซื้อนมได้ 1 แกลลอน ต่อมาต้องใช้ถึง 95 denarius ถึงจะซื้อนมในปริมาณเดียวกันได้
 
แล้วมันก็ไม่มีค่าอีกเมื่อไม่มีพ่อค้าคนไหนยอมรับชำระค่าสินค้าด้วย denarius จักรวรรดิ์โรมันต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานด้วยเสื้อผ้า อาหาร  ภาษีถูกเก็บเป็นผักและผลไม้

และเมื่อไม่มีเงินที่จะสนับสนุนการขยายอาณาจักรกับการป้องกัน จักรวรรดิ์โรมันก็ล่มสลายลง

ความจริงอันน่าตกใจก็คือในขณะที่จักรวรรดิ์โรมันใช้เวลาถึง 200 ปี ในการทำลายอำนาจซื้อของเงินลงไป 95% นับตั้งแต่เริ่มเพิ่มเงินเข้าไปในระบบด้วยมวลสารทองคำและแร่เงินเท่าเดิม แต่สหรัฐเก่งกว่ามาก เพราะใช้เวลาเพียง 80 ปีเท่านั้นทีทำให้ดอลลาร์เสื่อมค่าลงไปเมื่อเทียบกับทองคำ เสื่อมลงไปในอัตรา 95% เท่ากัน


คนใหญ่ คนโต มักละเลยบทเรียนจากประวัติศาสตร์ และจักรวรรดิ์อเมริกาก็ทำอย่างที่จักรวรรดิ์โรมันทำ เพียงแต่ง่ายกว่าเพราะเดี๋ยวนี้เรามีกระดาษที่หาได้ง่ายและแท่นพิมพ์


จากรูปนี้จะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินออกมามากขนาดไหนตั้งแต่ช่วงปลายๆ ของปี 2008  แลไม่เคยลดกิจกรรมนี้เลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผลกระทบของการเสกเงินดูได้จากราคาของที่แพงขึ้น ซึ่งสะท้อนการเสื่อมค่าของดอลลาร์

ในปีก่อนนี้ น้ำมันแพงขึ้น 30%  แกสแพงขึ้น 45% กาแฟแพงขึ้น 85% และฝ้ายแพงขึ้น 90% ในขณะที่ทองคำแพงขึ้น 30% และแร่เงินแพงขึ้น 100% ซึ่งไม่ต้องพูดถึงราคาในปีนี้แล้ว

คำถามก็คือ แล้วต่อไปสหรัฐจะแก้ปัญหาไหม และอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น