วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
28 ส.ค. 2554
ในตอนที่ 7 เราจบตรงที่ “อเมริกา จะมีการทำ Capital Control ไหม”
คำถามนี้ยังไม่มีใครมีคำตอบให้ และยังคงไกลตัว แต่มันก็เคยเกิดในประเทศอื่นๆ แล้ว
มาดูเรื่องปัจจุบันกัน ล่าสุด ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2554 ที่ USA ก็ตรงกับวันเสาร์ในไทย FED ของลุงเบน มีการประชุมกันที่ Jackson Hole (กรุณาอย่าแปลชื่อนี้ว่า รูของนาย Jackson เพราะจะเกิดคำถามตามมาว่าใครเล่าจะไปประชุมกันในรูของอีตา Jackson ได้) ก่อนหน้าจะถึงวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม ผู้คนต่างคาดหวังว่าลุงเบนจะขึ้นเฮลิคอปเต้อร์แล้วโปรยแบงค์กงเต้กออกมา ซึ่งความคาดหวังนี้ทำให้หุ้นอเมริกาขึ้น แต่พอถึง 1 วันก่อนประชุม โบรกเก้อร์ต่างประเทศที่เคยบอกว่าจะมี QE3 ต่างกลับแนวคิดแล้วฟันธงว่ายังไม่มี ส่วนศาสตราจารย์ Nouriel Rubini, Joseph Stiglitz และอีกหลายๆ คนที่เป็นยอดนักเศรษฐศาสตร์ของจริงต่างออกมาบอกว่ายังไม่มี QE3 แน่ แต่น่าจะมีในก่อนสิ้นปี เมื่อข้อมูลทางเศรษฐกิจออกมายืนยันว่าอเมริกาเข้าสู่ Recession (Double Dip Recession) จริงๆ แล้ว
สำหรับเรื่อง QE3 นี้ มองในอีกแง่หนึ่ง สหรัฐก็คล้ายใช้ QE3 มาจะครึ่งทางแล้ว
อ้าว ใช้เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นมีข่าวเลย
ก็การที่ FED ประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันนี้ไงว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยต่ำจนจะเป็น 0% ไปอย่างน้อยถึงกลางปี 2013 ไงล่ะ
งง เกี่ยวไรด้วยล่ะ ลุงเบนยังไม่ได้พิมพ์แบงค์ดอลลาร์เพิ่มไม่ใช่เหรอ
ก็ใช่ แม้ยังไม่ได้พิมพ์เพิ่ม แต่การกดดอกเบี้ยจนจะเป็นศูนย์นั่นก็คือธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินระยะสั้นได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาไอ้ที่กู้นี้ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันอายุ 10 ปี ที่ให้ดอกเบี้ย 2%+ กำไรเห็นๆ เลย ใครจะไม่เอาล่ะ เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าภาคธุรกิจจะขยาย จึงไม่มีใครมากู้แบงค์พาณิชย์ เงินมันก็จะท่วมระบบธนาคาร เมื่อ FED มาเสนอทางหาเงินให้ มีที่ไหนที่ธนาคารพาณิชย์จะไม่เอาไปหากำไรในช่วงที่ไม่มีใครกู้ นั่นจึงเป็นการ Inflate เงินในอีกทางหนึ่ง ซึ่งยังไม่เห็นว่าจะไปช่วยภาคเศรษฐกิจจริงที่ตรงไหน
ใครที่ตามข่าวโดยเปิดทีวีดูช่อง BBC CNBC และอื่นๆ ของหลายประเทศ จะเห็นลุงเบนเดินเนิบๆ มีคนเดินตามจำนวนหนึ่ง ทำหน้าชื่นชมธรรมชาติกันเงียบๆ ท่าทางสง่างามปานกษัตริย์ย่างพระบาทชมสวนหน้าพระราชวังยังไงยังงั้นเลย ทุกสายตาในโลกต่างจ้องไปที่ซุปเปอร์เบน / King Ben คนต่างรอคอยด้วยความหวังอันสูงสุดว่าคนๆ เดียวที่จะช่วยแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นในโลกได้อย่างลุงเบนนั้นจะออกมาตรการอะไรหลังประชุม
แต่ในขณะที่คนดูทีวีเขาเฝ้าติดตามผลการประชุม สังเกตุสีหน้าท่าทางของลุงเบนไหม
เห็นแล้วก็รู้สึกเสียใจไปกับสหรัฐ เพราะท่าทางการเดินของลุงเบน เนิบช้าสง่างาม แววตาของลุงยังแสดงว่าลุงรับรู้และชื่นชมในความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของตนที่มีผู้สื่อข่าวรุมล้อมในวันนี้ วันที่โลกทั้งใบให้ลุงคนเดียว ลุงเบนยังทำหน้ากุมหัวใจสำคัญของอาวุธวิเศษที่ลุงเบนมีคนเดียว นั่นคือการพิมพ์ดอลลาร์เพิ่ม ยาสามัญประจำบ้านของอเมริกา และลุงยังไม่รับรู้เลยว่าทุกอย่างที่ลุงเจอนั้นมันคือสิ่งจอมปลอมที่จะต้องจบลงในวันหน้า และคงจบไม่สวยนัก เพราะหากเทียบกับสิ้นปี 1999 เศรษฐกิจในภาพรวมของสหรัฐในวันนี้ยังแย่กว่า ไม่ต้องไปพูดถึง Recession ในช่วง Lehman ปี 2008 และไม่ต้องถามว่าวันนี้เราเข้า Recession อีกครั้งต่อจากปี 2008 ที่เรียกกันกว่า Double Dip Recession หรือยัง
ก็ ลุง Marc Faber ยังให้ความเห็นว่าในวันนี้สหรัฐอาจจะยังไม่หลุดจาก Recession ในปลายปี 1999 (ลุงคงหมายถึงปี 2000) เลยด้วยซ้ำ
สำหรับคนที่ติดตามว่าลุงเบนจะประกาศผลประชุม FED อย่างไร ลองอ่านที่ Kevin Lamarque จาก Reuters เขาวิเคราะห์ดู 3 ข้อ
1. Vincent Reinhart จากสถาบัน The American Enterprise Institute บอกว่า Speech ของ FED ที่จะประสบความสำเร็จต้องนุ่มนวล ไม่ระคายเคือง ไร้อารมณ์ ไม่กระตุ้นให้คนตื่นตระหนก วุ่นวาย โกลาหล (ซึ่งก็คือต้องจืดชืดนั่นแหละ) Speech ที่ดีของ FED จะต้องทำให้คนฟัง/คนอ่าน ได้ยิน/ได้เห็นบางสิ่งที่ตนเองคาดหวัง จะได้เอาส่วนนั้นไปยืนยันกับความเชื่อของตนว่าคิดถูกแล้ว (บางคนจะได้บอกกับเพื่อนว่า เห็นไหม ตูว่าแล้ว) ดังนั้น ในบางครั้ง Speech ก็เป็นแค่ Speech เท่านั้นเอง
2. เศรษฐกิจในวันนี้ ไม่เหมือนกับเมื่อปีก่อน คือไม่ดีเท่า โดยไตรมาส 2 ที่เพิ่งผ่านมานี้มีอัตราเติบโตเพียง ประมาณ 1% เท่านั้น และขณะนี้เศรษฐกิจของทั้งโลกก็แย่ลงด้วย อย่างไรก็ตาม QE1 และ QE2 ที่ออกไปแล้วนั้นไม่เพียงแต่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโต แต่ยังออกมาช่วยไม่ให้เกิดภาวะฝืดเคืองด้วย และเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 2% ตามที่ FED ต้องการ (แปลว่าไม่ได้มีภาวะเงินฝืด) ทำให้ไม่ควรใช้ QE3 ซึ่ง Vincent Reinhart บอกว่า แม้เราควรใช้มาตรการเชิงรุกหากเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย (หมายความว่าอาจจะเงินฝืด จึงควรออก QE อีก แต่นี่ไม่ได้ออก เพราะ FED บอกว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย) แต่ Vincent ก็บอกว่าเราทำนายไม่ได้หรอกว่าลุงเบนจะทำอะไร
3. ลุงเบนทำงานอยู่ท่ามกลางความร่วมมืออันน้อยนิดระหว่าง 2 พรรคการเมือง และโดยธรรมชาติของลุงเบนก็เป็นคนที่ไม่ทำอะไรที่ขัดแย้งรุนแรง (แบบนี้พวก Hardcore ที่คอยดักตีหัวฝ่ายตรงข้ามหน้าสภาเขาเรียกว่า แหยแฝ่น) ซึ่งในการประชุม FED คราวก่อน ก็มีกรรมการ 3 คน ที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ FED ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมากที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเตี้ยติดดินไปจนถึงกลางปี 2013 เป็นอย่างน้อย และเรื่องการออก QE3 ที่ประชุมกันในรอบนี้ก็มีความเห็นไม่ตรงกันอยู่มาก ดังนั้น QE3 จึงยังไม่ออกมาจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะต่ำลงถึงระดับหนึ่งที่ลุงเบนเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะไปเสนอให้กรรมการ FED อนุมัติให้ใช้ QE ไปกระตุ้นเศรษฐกิจอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า QE3/4/5/…./ n จะไม่เกิด เพราะยิ่งปัญหาการว่างงานในอัตราสูงอยู่นานเท่าใด อัตราเงินเฟ้อก็จะถูกกดลงมากขึ้นเท่านั้น
เพราะหากเงินเฟ้อต่ำผลประโยชน์จากการออก QE ก็จะกลับมา นั่นก็คือ QE จะทำให้หุ้นและพันธบัตรราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากขึ้น จนเหตุผลมากพอที่ FED จะยอมเสียประโยชน์จากการออก QE ที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และแม้จะทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้น
ก่อนผลการประชุม FED รอบนี้จะออกมา Mohammed El-Erian ผู้เป็น CEO ของ PIMCO ซึ่งเป็น Bond Fund House ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา กล่าวว่า เงินเฟ้อในวันนี้มีอัตราสูงกว่าเมื่อเทียบกับสิงหาคมปีก่อน และอุปสรรคในโครงสร้างที่จะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ก็มีมากและเป็นปัญหาลึก นอกจากนี้ ภาวะแวดล้อมทั่วโลกก็ไม่เอื้ออำนวย ความเชื่อมั่นกับความเป็นอิสระในการตัดสินใจของ FED ก็กำลังถูกกดดันอย่างหนัก และเมื่อพิจารณาจากผลการประชุม FOMC ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยง ก็ปรากฏว่าไม่มี Impact ต่อตลาดเท่าไรเลย จึงคาดว่าตลาดคงไม่สนองตอบเท่าอดีตหาก FED จะออก QE มาช็อคโลกอีก
นี่คือเหตุผลที่ลุงเบนสั่งให้ดับเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังรอให้ลุงเบนขึ้นไปโปรยเงินรอบ 3 เพราะประเมินแล้วผลได้น้อยกว่าผลเสีย ลุงเบนจึงใช้การประชุมในรูของอีตา
และน้า Paul Krugman ที่กำลังสติแตกไปแล้วตั้งแต่ S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ก็สติแตกอีกครั้ง
น้าพอล บอกว่าเมื่อพยายามมองโลกในแง่ดีก็มีข่าวบวก 1 อย่าง จากการที่ลุงเบนออกมาให้ Speech นั่นก็คือ ลุงเบน “รู้ตัวแล้ว” ที่บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้ฟื้นตัว
แต่นอกเหนือไปจากพัฒนาการในด้านดีของลุงเบนในเรื่องนี้เรื่องเดียวแล้ว มันก็ชัดเจนเหลือเกินว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาช่างห่างไกลจากที่คาดหวังไว้มากนัก เพราะภาวะ Recession มันได้หยั่งรากลึกในขณะที่การฟื้นตัวก็แย่กว่าที่หวังไว้มาก ผลผลิตโดยรวมของอเมริกายังไม่กลับขึ้นไปในระดับก่อนเกิดวิกฤติรอบนี้ด้วยซ้ำ แล้วน้าพอลก็เตือนอีกครั้งว่าที่สำคัญที่สุดก็คือ “ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมากๆ แบบนี้ มันไม่พอที่จะทำให้การว่างงานที่ระดับ 9%+ ดีขึ้นมาได้อย่างยั่งยืน และทุกอย่างก็ชี้ว่าเศรษฐกิจอเมริกาไม่แม้แต่จะฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงตามที่ FED ประกาศเสียด้วยซ้ำ”
“และที่จริงแล้ว การยอมรับว่ามันแย่ก็น่าจะทำให้ FED ออกมาใช้มาตรการต่างๆ ที่ลุงเบนเองเคยแนะนำญี่ปุ่นให้ทำเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว โดยญี่ปุ่นเมื่อกว่าสิบปีนั้นกำลังจะติดกับดักระยะยาวในการไม่ฟื้นตัว และลุงเบนเองเคยเขียนแนะนำทางแก้ไขทุกอย่างได้ดีที่สุด แต่ญี่ปุ่นก็ไม่ทำเลยติดกับดักมาเป็นทศวรรษ และในวันนี้ สหรัฐก็กำลังย่ำเดินทับรอยเท้าญี่ปุ่นเข้าไปทุกทีแล้ว ทำไมลุงเบนไม่นำแผนนั้นมาแก้ไขอเมริกาในวันนี้เล้า ลุงเบ้นนนนนนนนนนนนนน.....(โว้ย)” น้าพอลเริ่มสติแตกอีกครั้ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น