ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

วิกฤตอเมริกา ตอนที่ 9


วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

4 กันยายน 2554


ในตอนที่ 8 ซึ่งเขียนไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2554 เราจบตรงที่น้าพอล ครุกแมน สติแตก

จนถึงวันนี้ 4 กันยายน น้าพอลของเราก็ยังสติแตกไม่หายเมื่อประธานาธิบดี โอบามา จะยกเลิกแผนของบุชที่จะบังคับธุรกิจมากขึ้นในเรื่องการจัดการเกี่ยวกับโอโซน
น้าพอล โวยวายว่า นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่โอบามาจะไปยอมอ่อนข้อให้รีพับลิกัน ซึ่งผลของมันคือการทำร้ายเศรษฐกิจเข้าไปอีกเพราะตอนนี้ทุกคนต้องการงานทำ
และในทุกวันนี้ ภาคธุรกิจมีเงินสดแช่ไว้มหาศาล แต่ไม่ใช้จ่าย ไม่ลงทุน ไม่จ้างงาน เพราะกลัวขายของไม่ได้ หากรัฐบังคับใช้กฏหมายที่ธุรกิจต้องจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น มันก็จะมีการใช้เงินไปปรับปรุงระบบควบคุมมลพิษ ทำให้บริษัทที่ขายอุปกรณ์พวกนี้มีรายได้เพิ่ม ทำให้เขาจ้างงานเพิ่ม
คนที่มีงานทำก็จะใช้จ่ายเงินที่ทำมาหาได้ ทั้งหมดนี้จะนำพาความมีชีวิตกลับมาให้ระบบเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง
น้าพอลสรุปตอนท้ายว่าที่โอบามาตัดสินใจผิดเพราะห่วงว่า การบังคับกฏหมายนี้จะทำให้บริษัทต่างๆ แย่ลงนั้น มันไม่ใช่ และกลับจะยิ่งทำร้ายหนทางที่พอจะผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้เงินแล้วทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนไปได้อีกทางหนึ่ง

เอ้า ทีนี้ลองมาดูเรื่องระบบการปกครองกันบ้าง ขอหักมุม 90 องศาหน่อย

เพราะพัฒนาการของการอยู่ร่วมกันของคนมันน่าสนใจ


จากเดิมต่างคนต่างอยู่ ก็รวมเป็นหมู่เป็นเหล่า แล้วการอยู่แบบรวมกลุ่มมันก็ต้องมีลูกพี่ แบบที่วินมอเตอร์ไซค์ชอบแซวหัวหน้าวินเวลามีสาวสวยซ้อนท้ายว่า ติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง รีบบึ่งไปไหนลูกพี่

พูดไปก็น่าชมที่คนกลุ่มนี้เขามีการจัดระเบียบที่ดีกว่าพฤติกรรมเฉลี่ยของคนไทย นั่นก็คือไม่มีการแซงคิว ลัดคิว ยกเว้นเวลาคนแก่ๆ อย่างเราจะใช้บริการ ก็จะมีแต่คนบอกว่า  โอ้ย ป้า ผมติดธุระ ... ยายครับ รถเสียพอดี ....ป้า .. ไปคันอื่นก่อน ผมปวดท้องกระทันหัน ...  ไม่ไปๆ เมียตามกลับบ้านแล้ว ...  ฯลฯ  ทุกทีสิน่า  ดีนะที่เขาไม่เอาไม้กางเขนยกขึ้นมาขว้างหน้าเราแล้วพูดว่า อย่าเข้ามานะ นี่เห็นไหม ผมมียันต์กันผีนะ 

ไม่รู้เขากลัวยางรถแตกหรือกลัวยายแก่ขึ้นรถแล้วเป็นเสนียดกันแน่ อย่างนี้ต้องบอกว่าแม้จะมีระบบระเบียบ แต่ก็มีตาหามีแววไม่

และเมื่อคนมารวมกลุ่มกันเป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศ ก็มีคนอุปโลกน์ตนเองเป็นผู้ปกครอง ซึ่งในสมัยก่อนก็จะเป็นเจ้าครองนคร เจ้าครองเมือง เป็นระบบกษัตริย์ สืบทอดกันด้วยวิธีต่างๆ  โดยฝ่ายปกครองมีรายได้บริหารบ้านเมืองจากภาษีในรูปแบบต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละยุค  รายได้เหล่านี้เขาเอามาจ่ายเพื่อดำรงความเป็นรัฐ เป็นอาณาจักร และเป็นจักรวรรดิ์ ด้วยการสร้างกองทัพ สภาขุนนาง สาธารณูปโภค และหลายแผ่นดินในบางยุคก็เข้าขั้นรีดนาทาเร้นเพราะฝ่ายปกครอง จัดหนัก  ลุแก่อำนาจ รีดไถราษฎรแล้วเอาไปบำรุงบำเรอพวกตน บางทีก็สร้างเมือง ปราสาทสวยงามใหญ่โต แม้กระทั่งจีนก็สร้างกำแพงยักษ์  อียิปต์ก็สร้างสุสาน ปิรามิด ฯลฯ ทำให้คนตายเพราะความทุกข์ยากแค้นทรมานไปมากหลาย แต่ฝ่ายปกครองก็มีเหตุผลเช่นเอาไว้กันข้าศึกโจมตี บางทีก็เอาไว้ดำรงสถานะของความเป็นสมมติเทพ

เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ระบบปกครองส่วนใหญ่ในโลกก็มาถึงจุดที่คนเรียกร้องความเป็นอิสระเสรีจากการกดขี่ ข่มเหง ของผู้ปกครอง

ก็ทำไมข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวสาร ข้าวเหนียว ที่เพาะปลูกอย่างหลังขดหลังแข็ง ถึงถูกยึดเอาไปให้ส่วนกลาง ทำไมลูกสาวต้องถูกต้อนไปบำรุงบำเรอฝ่ายปกครองที่กดขี่ข่มเหง ทำไมผู้สร้างผลผลิตจึงอดอยากยากแค้น

แล้วก็เกิดระบบประชาธิปไตย คือ ทนไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว ไอ้ที่แบบมีคนๆ เดียว หรือมีกลุ่มคนกระหยิบมือหนึ่งมากำหนดชะตากรรมให้เรา เราขอปกครองกันเองดีกว่า

แต่การที่จะนัดหมายคนทั้งประเทศมาประชุมข้อราชการบริหารบ้านเมืองมันทำไม่ได้  ก็จะไปจัดประชุมที่ไหนล่ะ แล้วจะอภิปรายกันยังไงถึงจะครบถ้วนทุกคน อย่างประเทศไทยนี่ให้ 67 ล้านคน พูดคนละ 5 นาทีโดยไม่มีเบรค ไม่มีคนคอยขัดแข้ง ขัดขา วันละ 8 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ก็กินเวลาไป 1,912 ปีแล้ว  เราก็เลยใช้ระบบที่ว่าส่งตัวแทนที่มาจากประชาชนไปบริหารและปกครองแทนพวกเราทุกคน

แล้วโลกก็เริ่มเข้าสู่จุดที่ไม่รู้ว่าระบบที่ใช้ทุกวันนี้ มันควรเปลี่ยนไปหรือยัง เพราะสิ่งที่หลายๆ ประเทศพบก็คือ มันก็แค่เปลี่ยนจากผู้ปกครองเพียง 1 คน หรือไม่กี่คน มาเป็นกลุ่มคนที่เราเลือก หรือแม้เราไม่เลือกแต่คนอื่นจำนวนมากกว่าเขาเลือก

หากผู้ปกครองอยู่ในธรรม เข้าใจหัวจิตหัวใจประชาชนทุกกลุ่มทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือง ผู้คนทุกกลุ่มก็อยู่เย็นเป็นสุข

หากฝ่ายปกครองสำนึกตนได้ว่าไม่ใช่เทวดา แต่เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งไว้วางใจจากมหาชนให้มาทำงาน รับใช้ประชาชนโดยรวม ก็จะมีพฤติกรรมที่นอบน้อมถ่อมตน มีจิตสำนึกที่ผูกกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่กร่าง ไม่ลืมตัวเป็นวัวลืมตีน ไม่ลืมวันที่แทบจะเลื้อยไปเข้าหาประชาชนในพื้นที่เกือบทุกบ้าน ไหว้ได้แม้กระถางต้นไม้เพื่อขอคะแนนเสียง

หากผู้ปกครองมีความเฉลียวฉลาด ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมีการเยียวยาคนส่วนน้อยที่ต้องเสียประโยชน์ สามารถอธิบายข้อดี ข้อเสีย ของแนวทางต่างๆ ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างผู้เจริญแล้ว จนได้ข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกันได้ วิถีแห่งการบริหารบ้านเมืองก็จะรุ่งเรืองยิ่ง

แต่หากการปกครองเป็นไปโดยลุแก่อำนาจ ทำร้ายจิตใจของผู้ถูกปกครอง หลงผิดคิดว่าได้ดาบอาญาสิทธิ์มาใช้ประหัตประหารใครก็ได้ที่เกะกะขวางหูขวางตา ไม่นานก็ต้องเกิดการต่อสู้ดิ้นรน จนเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะคนที่เจริญแล้วเขาไม่อยากจะมีคนเถื่อน คนถ่อย คนโลภ คนโกง มาครองประเทศ มากดขี่หยาบหยาม มาคดโกงเขา

และคำว่าคนถ่อย คนเถื่อน คนโลภ คนโกง นี้ ไม่ได้หมายถึงชนชั้น เพราะในแต่ละหมู่เหล่าก็มีทั้งคนเจริญ และคนถ่อยทั้งนั้น แม้กระทั่งในแต่ละพรรคการเมืองก็สามารถมีคนเหล่านี้แทรกอยู่กับคนดีได้ทุกพรรค

ในการต่อสู้ระดับชาติ ไม่ว่าใครจะชนะ ก็ต้องผ่านความเจ็บปวดของคนทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน และฝ่ายที่ไม่อยู่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายกลางๆ ที่บอกว่า  รักทุกคนนะค้า ...

ความล้มเหลวของการบริหารบ้านเมืองในประเทศตะวันตกก็เคยเล่าไปแล้ว วันนี้ขอยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งในประเด็นที่ยังไม่เคยเล่า นั่นก็คือ การตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่อง 9-11

เรายังไม่ลืมภาพช็อคโลกวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่เครื่องบินพาณิชย์  2 ลำ พุ่งชนตึกแฝด World Trade Center ที่แมนฮัตตัน  และอีกลำหนึ่งไปพุ่งชนตึกกระทรวงกลาโหม หรือ Pentagon ของสหรัฐ

ประธานาธิบดี บุช ในช่วงนั้น ได้โอกาสที่ไม่รู้ว่าร่วมสร้างขึ้นเองด้วยหรือไม่ ข่มขู่ทุกประเทศให้เข้าร่วมสงครามกับอเมริกัน หากใครไม่ร่วมก็ถือว่าไม่ใช่มหามิตร

แทนที่จะใช้ระบบปกติคือการไต่สวน สืบสวนหาเหตุ แล้วจับตัวคนร้ายมาลงโทษ เขากลับใช้ความแค้น น้ำตา ความสูญเสียของผู้คนเพื่อแสวงหาความชอบธรรมในการก่อสงครามจากความหวาดกลัวของผู้คน เพื่อไปรุกรานประเทศอื่นที่มีทรัพยากรพลังงาน

และจนถึงทุกวันนี้คนอเมริกันและคนชาติอื่นๆ ทั่วโลก ก็ยังไม่รู้จนแล้วจนรอดว่าสหรัฐบังคับพวกเราไปรบกับใคร นี่มันเป็นการทำสงครามกับ Nobody แท้ๆ

น่าเศร้า ที่โมเดลนี้ยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ในหลายประเทศ แม้กระทั่งล่าสุดในลิเบีย

ใครเห็นข่าวที่ประเทศตะวันตกร่วมกันลงแขกข่มขืนลิเบียด้วยการสนับสนุนกลุ่มปฏิวัติประชาชนแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างที่ตอนนี้เขากำลังเจรจาแบ่งสมบัติของลิเบียกัน สะอิดสะเอียนบ้างไหม

เอ้า ข้าจะเอาหัวไป ส่วนแกเอาขาซ้าย แกเอาตับ แกเอาแค่นิ้วก้อยก็พอ ส่วนไส้เอามาสับแบ่งกันคนละ 20 เซ็นต์นะ ฯลฯ

จำได้ไหม ที่บุชกล่าวหาว่าอิรัคมีระเบิดนิวเคลียร์ จึงลุแก่อำนาจส่งกองทัพโดยมีอังกฤษและนานาชาติร่วมด้วยเข้าไปก่อสงคราม ฆ่าคนที่ไม่รู้อะไรด้วย ข่มขืน ทารุณ จนยึดประเทศได้ แล้วก็ตั้งรัฐบาลให้เขาแม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนอิรัคก็ตาม มันทุเรศที่สุด ที่ประเทศหนึ่งเข้าไปก้าวก่ายเรื่องภายในของประเทศอื่น คล้ายๆ กับเราทะเลาะกันเองในบ้าน แล้วอยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนบ้านมายึดบ้านเรา ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ แล้วตั้งพี่เขยเราที่เขาสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าครอบครัวคนใหม่ทั้งๆ ที่เราเกลียดพี่เขยคนนี้ แล้วมายึดเงินทอง ข้าวปลาอาหารเราไป ด้วยเหตุผลว่าเขามาช่วยนี่ก็เสียหายไปเยอะ จึงต้องได้รับคืน

แล้วยังมีที่อื่นเช่น อาฟกานิสถาน ด้วย ที่รัฐบาลสหรัฐมีเหตุ มีผลเสมอ ในการไปรุกรานคนอื่น ทั้งๆ ที่เบื้องหลังคือความโลภในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน

แต่จนป่านนี้ ระเบิดนิวเคลียร์บ้าๆ บอๆ ที่กล่าวหาว่าอิรัคมีน่ะ มันยังหาไม่เจอเลย บ้าไหม แล้วใครกันแน่ที่สมควรถูกแขวนคอ

ผลกระทบที่ติดตามมาก็คือ การเงิน การคลัง ที่เป็นหนี้มหาศาลนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการก่อสงครามรุกรานคนอื่นเขา มีเหตุใดที่สหรัฐต้องส่งกองทัพไปประจำการเป็น รปภ. ทั่วโลกเกิน 120 ประเทศ

จะให้เด็กช่างกล คนขยันของเราไปช่วยเขียนบนกำแพงไหมว่า  สหรัฐ พ่อของทุกคน

รายได้ของประเทศที่มาจากภาษีแทนที่จะใช้เพื่อประเทศตนอย่างมีธรรมาภิบาล กลับถูกนำไปละเลงการรบ เพื่อทำให้เกิดความมั่งคั่งของบริษัทน้ำมันที่คนอเมริกันเองเขาวิเคราะห์ว่าบุชมีเอี่ยว

การดำเนินนโยบายบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดต่อเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัย กำลังทำให้คนอเมริกันตกงานกันจำนวนมากและยาวนาน ทั้งยังมีโอกาสน้อยที่จะได้กลับไปทำงานได้อีกเพราะส่วนหนึ่งถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีไปแล้ว

แต่คนรวยคือใครถ้าไม่ใช่นักการเมือง กับผู้สนับสนุนทุนพรรคใน Wall Street แต่ชนชั้นกลางกลับโดนปล้นความมั่งคั่งไปทุกปีๆ จนอ่อนเปลี้ย ไร้กำลัง

มนุษยชาตินี่แสนจะแปลก ร่ำร้องหาอิสระเสรี แต่ก็ไม่พ้นการหาระบบที่เอาบังเหียนมาครอบปากใส่หลัง  ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะใช้ระบบปกครองแบบไหน

จริงอยู่ที่ผู้ปกครองอาจจะทำอะไรก็ได้ ในช่วงที่มีอำนาจ  แต่อย่าลืมว่าอำนาจไม่เคยจีรัง ดังนั้น อเมริกาต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในระบบของจักรวรรดิ์ในอนาคต

มันยังไม่เกิดในวันนี้ ปีนี้ แต่ช่วงชีวิตเรา เราได้เห็นแน่ ซึ่งยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร

ดูเขาแล้วย้อนมาดูเราว่าวันนี้คนที่เราเลือกให้ไปบริหารบ้านเมืองแทนเรา เขาทำอะไรกัน 

ฝ่ายรัฐบาล มีใคร ทำอะไรดี ไม่ดี อย่างไร ให้จดจำไว้ อย่าไปลืม

แล้วอย่าไปจ้องจับผิดแต่รัฐบาล เราต้องดูฝ่ายค้านด้วยว่ามีใครทำอะไรแอบแฝงไหม

เพราะเราต้องผ่านความคิดแบ่งแยกพวกให้ได้ นั่นก็คือแยกมองเป็นคนๆ ไปเลย ใครดี ใครชั่ว ให้มันจะจะ

ไม่ใช่ว่าเชียร์พรรคไหน เขาทำอะไร ก็ดีไปหมด หรือหากเกลียดเขาก็ด่าว่า ขัดแข้งขัดขาไปเสียทุกอย่าง

อย่างหนึ่งที่ตะขิดตะขวงใจกับฝ่ายค้านก็คือ ในขณะที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายบางอย่างจะเกิดผลเสียต่อประเทศ ก็แล้วทำไมถึงไปทวงถามเหมือนบีบบังคับให้รัฐบาลทำตามที่รับปากกับประชาชนตอนหาเสียงล่ะ

ในเมื่อคุณเชื่อว่ามันจะทำร้ายประเทศ แล้วไปทวงถาม ไปบีบบังคับให้รัฐทำไปทำไม

หรือว่าประเทศชาติจะ ฉ. ห. ก็ช่าง  ขอให้ฉันสะใจก็แล้วกัน  

เอางั้นเหรอ

ไม่ว่าใครจะฝ่ายไหน โปรดหยุดคิดสักนิด
โปรดเช็ดปาก เอาน้ำมัน น้ำลาย ออกสักหน่อย
ได้เวลาทำเพื่อชาติอย่างแท้จริงแล้ว ไม่ใช่อะไรๆ ก็ พ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ฟังแล้วเลี่ยนจนจะตายแล้ว

ขอสักครั้งเถิดเจ้าประคุณเอ๋ย ร่วมกันทำสิ่งดีๆ ที่แท้จริงให้บ้านเมืองเข้มแข็ง
เพราะภัยจากเศรษฐกิจโลกมันกำลังจะมาเยือนในปีหน้าแล้ว เต็มๆ

ระวังนายจ้างเขาจะยื่นซองขาวนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น