ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อำนาจรวมศูนย์หรือจะสูญอำนาจ ตอนที่ 2

วรวรรณ ธาราภูมิ
 CEO บลจ. บัวหลวง

23 พฤศจิกายน 2554



ในตอนที่ 1 บอกไปว่า รัฐบาลกลาง หรือระบบรวมศูนย์อำนาจมันไปไม่ไหวแล้ว และไปไม่เป็นด้วยซ้ำ

เมื่อมาถึงเวลานี้ มันจึงต้องมีการตัดสินใจ

นั่นก็คือบางสิ่งต้องตัดไป หรือไม่ก็ตัดทุกสิ่งไปสักครึ่ง เพื่อให้ประเทศไม่ล้มละลาย และไม่แต่ยุโรป กับญี่ปุ่นเท่านั้น สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาที่ต้องตัดสินใจเช่นเดียวกัน

นั่นคือจะตัดงบประมาณอะไรดีล่ะทีนี้  ตัดสวัสดิการอาหารกับการศึกษาเรอะ ลดเงินช่วยเหลือและบำนาญของกองทุนประกันสังคมเรอะ เลิกเงินประกันและช่วยเหลือด้านสุขภาพเรอะ หรือว่าจะตัดงบประมาณทหารดีหว่า

และในฐานะประชาชนคนธรรมดา เราก็ต้องนึกถึงการตัดงบกองทัพไว้ก่อนใช่ไหมล่ะ คนอเมริกันจะไปแคร์ทำไมว่าอิรัค อิหร่าน ซาอุ อาฟกานิสถาน ทะเลจีนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นยังไง ตามแบบวัยรุ่นที่เขาพูดว่า ชั่งแม่งดิ๊ 

เชื่อไหมล่ะว่าทำไม่ได้สักอย่างหรอก เพราะรัฐบาลจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝูงชนที่โกรธแค้นเพราะไปตัดสวัสดิการของเขา และรัฐบาลก็ไม่กล้าจะหักดิบกับผู้ผลิตอาวุธสงครามหากไปแตะงบประมาณกองทัพ ถึงคณะกรรมการพิจารณางบประมาณจะตัดงบไป พอไปถึงมือประธานาธิบดีสีหมึก และสภาคองเกรส เขาเหล่านั้นก็จะไม่ยอมตัดอยู่ดีแหละ ในเมื่อผลสำรวจออกมาว่าคนอเมริกันมากกว่า 75% คัดค้านการตัดงบประมาณสวัสดิการทุกชนิด

และด้วยระบบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ถือเสียงข้างมากชนะ โอกาสที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐที่จะมาจากการหาเสียงว่า ตัดงบสวัสดิการสังคมจึงเป็นศูนย์

ศูนย์อีกแย้วเหยอ

เออสิ  ทั้ง Zerobama,  Zero Growth, Zero Cut และ Zero Hope

งั้นไป Occupy Wall Street กันให้หมดเลยดีไหม

แกจะไปก็ไปของแกคนเดียวเหอะ ชั้นยังว่ายน้ำเน่าอยู่แง้บๆ เลย
ก็ลองพี่มาร์คสุดหล่อ กับ พี่ปูแสนสวย ออกนโยบายเลือกตั้งว่า ต่อไปนี้จะเลิกสวัสดิการประชานิยมและตัดงบประมาณทหารให้หมดสิ หมาที่ไหนจะเลือก เผลอๆ เราจะได้นายกชื่อ ชูวิทย์ ไปแล้วหากไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารไปก่อน

แล้วอย่าไปหวังว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งในสหรัฐจะชนะจากแคมเปญ ตัดงบประมาณทหารด้วย เพราะแม้ว่าเสียงโหวตจะมาจากประชาชนที่สนับสนุนระบบประชานิยมสวัสดิการ แต่เงินอยู่ที่กองทัพเฟ้ย

ก็บริษัทค้าอาวุธไงล่ะ

และนักการเมืองก็รู้ โดยเฉพาะพรรครีพับลิกัน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในพรรครีพับลิกันแต่ละคนถึงได้ใช้นโยบายสายเหยี่ยวกันได้อย่างประหลาดสุดๆ  (คำว่า เหยี่ยว นี่ห้ามเอา หอหีบ ออกนะ) แต่ละคนจึงเหมือนกับ Thomas Roosevelt ผสมพันธุ์กับ Thomas Friedman ยังไงยังงั้นเลย ทั้งอวดดี ขี้โม้ หน้าด้าน งี่เง่าแต่กระดกก้นตัวเองจนแทบจะหายใจทางตูดได้แล้ว

ลูกใครหว่า คุ้นๆ

อ้าว มาถามคนอื่นว่าตัวเองลูกใครได้ยังไงนี่  แม่ตัวเองลืมบอกตอนพ่อไม่อยู่เรอะ

ก็ยังสงสัยอยู่ว่า หากต้องตัดงบประมาณต่างๆ 330,000 – 400,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ใน 10 ปีข้างหน้าตามแผนแล้ว มันก็น่าจะใช้เทคนิคไปตัดเอามากๆ ในปีที่ 10 แหงเลย

และจำนวนที่ตัดงบมันก็กระจ๊อกกระจอก ทำให้ธนาคารกลาง หรือ FED ของลุงเบน คงจะต้องบริหารเงินแบบขาดดุลงบประมาณ (รายได้น้อยกว่ารายจ่าย) เกินล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ สังเกตุกันไหมว่างบประมาณที่เสนอให้ตัดนั้น มันไม่ใช่ตัดจากรายจ่ายในปัจจุบันที่มโหฬารอยู่แล้ว แต่เขาเสนอตัดงบประมาณของโครงการที่คิดจะทำในอนาคต

เออ มันบ้าได้ใจจริงๆ  ตัดงบอนาคต ไม่ได้ตัดจากความฟุ่มเฟือยในวันนี้สักกะหน่อย

และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ตัวเลขต่างๆ ที่เขาทำกันมาดูนั้น ด้านรายได้เขาประมาณการไว้สูงเกินจริง ในขณะที่ด้านรายจ่ายกลับตรงกันข้าม ต่ำกว่าจริงไปเยอะแยะ

และสุดท้ายก็คือ มันไม่มีทางเกิดขึ้นตามแผนร้อก เสียเวลาทำไปเปล่าๆ

สิ่งเหล่านี้จะทำให้ FED ต้องหาเงินจำนวนมหาศาลมาค้ำจุนรายจ่ายในงบประมาณของรัฐบาล แต่ด้วยเครื่องหมายคำถามมากมายในหัวผู้ลงทุนต่อเหตุการณ์ที่ยุโรป ทำให้ผู้ลงทุนกลัวยุโรปกัน แล้วดันไปคิดว่าคงจะหัวถึงหมอนนอนหลับสบายถ้าย้ายเงินไปอเมริกา

ฮ่าๆๆๆๆ  ฮ้าไฮ้ เจี๊ยบๆ

ผู้ลงทุนเหล่านี้เชื่อว่าดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะปลอดภัยที่สุดในโลก จึงทำให้ง่ายขึ้นสำหรับ FED ที่จะกู้ได้ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในอัตราดอกเบี้ยจ่ายแสนต่ำ นั่นก็ยิ่งทำให้อเมริกาถลำลึกลงไปในหลุมดำแห่งการเป็นหนี้ เพราะกู้ง่าย กู้ได้ถูกที่สุดในโลก แล้วก็จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดด้วยนโยบายสวัสดิการสังคมเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งใหม่

วงจรอุบาทว์ของจักรวรรดิ์อเมริกันอาจใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสิ้นสุดลง  ญี่ปุ่นอยู่กับมันมา 20 ปีได้แล้ว  สหรัฐอาจใช้เวลาสัก 10 ปี แต่เมื่อมาถึงวันล่มสลายของอเมริกา วันนั้นคงดูไม่จืดกันละ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น