ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทองคำยังคงเป็นหลุมหลบภัยที่ดีอีกหรือไม่

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง

23 พฤศจิกายน 2554


ตามคาด
กระแสสื่อต่างประเทศเริ่มขยับจากยุโรปไปที่ข่าวสำคัญของสหรัฐอเมริกา โดยไปจับเรื่อง Super Committee หรือชื่อเต็มว่า Congressional Super Committee ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในไม่กี่เดือนนี้ช่วงที่อเมริกาเพิ่มเพดานหนี้ครั้งล่าสุด
ตั้งมาทำไม
หลายคนจะอธิบายยืดยาวแต่จะคล้ายๆ กันว่าตั้งเพื่อให้ไปพิจารณาว่าจะตัดงบประมาณอะไรบ้างเพื่อให้แผนลดงบประมาณสหรัฐ ....ล้านล้านดอลลาร์บรรลุใน 10 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับที่รัฐสภาสหรัฐระบุไว้ตอนอนุมัติขยายเพดานหนี้ให้เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ พร้อมกำหนดเส้นตายว่าต้องทำแผนนี้ให้เสร็จมาเสนอ และหากตกลงกันไม่ได้ใน Super Committee นี้ ก็จะต้องตัดงบประมาณนั่นนี่ เท่านั้น เท่านี้ โดยอัตโนมัติ
คล้ายๆ ประเทศไทยเนอะ มีตั้งคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการนั่นนี่ คณะป่วยการ นานานุคณะอะไรก็แล้วแต่
ที่สหรัฐเขาตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพื่อที่รัฐสภาจะได้หลีกเลี่ยงปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองเรื่องวิกฤติหนี้ ซึ่งก็คือเป็นการเตะถ่วงซื้อเวลาไปเรื่อยๆ  
และก็ตามคาดอีก เจ้า Super Committee นี้เดินตามรอยรัฐสภา เปี๊ยบๆ นั่นก็คือ 2 พรรคการเมืองคือเดโมแครท กับ รีพับลิกัน ตกลงกันใน Super Committee นี้ไม่ได้ ว่าจะปรับลด ตัดทอนงบประมาณอะไรบ้าง
ก็จะตกลงกันได้ไงล่ะ ในเมื่อพรรคมาก่อนประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะอีกไม่นานก็จะเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่แล้ว
หากรีพับลิกันยอมให้ขึ้นภาษี คนก็ไม่เลือกตัวแทนพรรคไปเป็นประธานาธิบดี และหากเดโมแครทยอมให้ตัดงบประมาณสวัสดิการสังคม โอบามา หรือ ฮิลลารี คลินตัน หรือตัวแทนผู้สมัครจากเดโมแครท ก็จะปิ๋วไม่ได้รับเลือกเหมือนกัน
แล้ว Super Committee เดินตามรอยรัฐสภายังไง
ก็ด้วยการโยนความรับผิดชอบออกไปจากตัวเองเหมือนกันน่ะสิ  ซึ่งหลายฝ่ายประนามว่าไร้ความรับผิดชอบอย่างน่าละอายที่สุด
และแน่นอน นี่คือสิ่งที่นักการเมืองจะไม่มีวันนำไปคิดให้ระคายผิวหน้า
แต่ในขณะที่สื่อวิ่งไปตามข่าวนี้ฝั่งอเมริกา นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลกก็ยังโฟกัสที่วิกฤติหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะที่ปารีสกับรัสเซล และกำลังกังวลกันจนนั่งไม่ติดเรื่องแบงค์ในยุโรปจะเจ๊งไปกับการปล่อยกู้/ซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังหลังพิงฝาจำนวนมหาศาล
และก็ตามคาดอีก นักลงทุนเกิดอาการเจ๊กตื่นไฟ ลนลานวิ่งออกประตูหนีไฟกันจ้าละหวั่น  
แล้วหนีไปไหนที่ปลอดภัยล่ะ
เขาพากันวิ่งไปประตูที่เขียนว่า ดอลลาร์ กับพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน  น่ะสิ โดยมองว่านั่นละปลอดภัยสุดๆ แถมมีสภาพคล่อง จะถอนออกเมื่อไหร่ก็ได้ 
เฮอะ
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือ US Treasury ให้ผลตอบแทนที่ต่ำลงจนเป็นประวัติการณ์จากที่ต่ำสุดๆ อยู่แล้ว  ที่ต่ำลงไปอีกได้ก็เพราะเมื่อคนแห่เข้าไปซื้อ ผู้ขายก็จะเสนอให้ผลตอบแทนต่ำๆ ได้  เหมือนตอนที่แบงค์ไม่ต้องการเงินฝากก็จะเสนอดอกเบี้ยต่ำๆ นั่นแหละ

เรื่องนี้ John Browne นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของ Euro Pacific Capital วิจารณ์ว่า

การที่มีเงินแห่เข้าไปซื้อ US Dollar ได้ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งขึ้น และทำให้ผลตอบแทน US Treasury ต่ำลง ซึ่งก็กลายเป็นตัวช่วยชั้นดีให้รัฐสภาสหรัฐตายใจจนละเลยความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหนี้ในระยะยาว

เกี่ยวอะไรกับที่คองเกรสจะละเลยความเร่งด่วนเรื่องแก้ไขหนี้ล่ะ

เกี่ยวสิ เพราะหากคิดแบบนักการเมืองที่จะมีเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี  ก็จะเบาใจว่าในเมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรมันต่ำลงเพราะมีคนแห่เข้ามาซื้อ แถมค่าเงินก็แข็งขึ้น จะไปกังวลกับเรื่องตัดงบประมาณไปทำไมล่ะ ในเมื่ออเมริกาก็ยังกู้มาจ่ายคืนหนี้ได้เสมอๆ  แถมยังกู้ได้ถูกๆ ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำๆ ได้ด้วย  เพราะว่าคนลงทุนแตกตื่นหอบเงินหนีภัยจากยุโรปเข้ามาซื้อสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ (Dollar Assets)

แล้วมันก็ขำๆ กับการที่ทองคำที่ผู้ลงทุนเชื่อว่าเป็น Safe Haven หรือหลุมหลบภัยชั้นดี ดันมีราคาที่ผันผวนสุดๆ

เอ ... หรือคนเขามองว่าทองคำไม่ปลอดภัยเท่าดอลลาร์  ฮ่วย !!
เรื่องนี้ John Browne บอกว่า  หากคิดอย่างนั้นก็เป็นบ้ากันไปแล้ว
สาเหตุที่เขาว่าเป็นไปไม่ได้ที่ดอลลาร์และ US Treasury จะกลายเป็นหลุมหลบภัยที่ดีกว่าทองคำ ก็เพราะถ้ายูโรแตก หรือระบบธนาคารยุโรปล้ม มันจะลากปัญหาลามไปที่สหรัฐด้วย ทั้งต่อธนาคารสหรัฐ กับกองทุนมันนี่มาร์เก็ต ที่ไปลงทุนในตราสารต่างๆ ของธนาคารยุโรปอีกต่อหนึ่งในจำนวนมาก และต่อค่าเงินดอลลาร์กับตลาดพันธบัตรสหรัฐเอง
เรียกว่าลามไปทั้งระบบการเงินที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์เชียวละ 
แล้วดอลลาร์มันจะดี มันจะเป็นหลุมหลบภัยไปได้อย่างไรในระยะยาว
มันน่าจะเป็น หลุมมีภัยไปเลยด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ในอนาคตกับดักนี้มันจะทำงาน ระเบิดตู้ม เท่านั้นแหละ
จนถึงวันนี้ ลุงเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จึงยังคงเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อจะบิดเบือนความจริงที่ว่าทองคำเป็น Safe Haven  และธนาคารกลางประทศอื่นๆ ที่เป็นลูกหนี้เหมือนๆ กันก็จะทำเช่นเดียวกัน  คือ ทำให้ความเชื่อมั่นในเรื่องทองคำลดลง หรือหดหายไป
ว่างจัดเหรอ ถึงได้ทำอย่างนั้น จะทำไปทำไม
ไม่ได้ทำเพราะอยู่ว่างๆ แต่ต้องทำเพราะมันจำเป็น
ก็หากคนพากันแห่ขายสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ทิ้ง เพื่อหนีไปหาทองคำ ก็หมายถึงคนไม่เชื่อ FED และไม่เชื่อว่าสหรัฐจะมีปัญญาใช้หนี้คืนได้
ซึ่งหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ดอลลาร์กับพันธบัตรก็จะตกกระป๋อง เป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครกล้าซื้อ ไม่มีใครกล้าลงทุน  เจ้าหนี้ที่เคยให้อเมริกากู้ก็จะซื้อพันธบัตรสหรัฐลดลง และอาจจะแอบทยอยขายในส่วนที่หลวมตัวไปซื้อแล้วออกไปเรื่อยๆ แบบที่จีนทำ
เรียกว่าคล้ายๆ อเมริกาโดนตัดบัตรเครดิตทิ้ง  ซึ่งแน่ละหากปล่อยไปอย่างนั้น อเมริกาก็จะเข้าขั้นหายนะถึงกับจักรวรรดิ์ล่มได้เลยทีเดียว

การรู้ทัน ลุงเบน ที่พยายามบิดเบือนคุณค่าของทองคำจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ภายใต้การคุมบังเหียนของลุงเบน  ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ได้ใช้อำนาจผูกขาดในการพิมพ์แบงค์ดอลลาร์แห่งเดียวในจักรวาล ไปกระทำชำเราระบบการเงินด้วยการกระทืบอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของพันธบัตรสหรัฐให้แบนแต๊ดแต๋    
เออ ... ทำไมไม่ ชำเขา มั่ง ทำไมมีแต่ ชำเราก็ไม่รู้
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของพันธบัตรสหรัฐตอนนี้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อไปถึง 1.5% แล้ว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อขนาดนี้มันทำร้ายผู้ฝากเงิน เพราะเมื่อผลตอบแทนจากการฝากเงินมันไม่ทันเงินเฟ้อ ที่เคยฝันหวานว่าพอเกษียณมีเงินสัก 1 ล้านดอลลาร์จะพอใช้ไปจนตาย มันจึงไม่ใช่อีกแล้ว  เพราะของกินของใช้ ค่ารักษาพยาบาลมันแพงขึ้น  
แล้วผู้ลงทุน ผู้ฝากเงิน กับกองทุนเกษียณ กองทุนบำเหน็จบำนาญ จะทำไงล่ะ ในเมื่อฝากเงินก็ไม่ทันเงินเฟ้อแล้ว จะลงทุนในดอลลาร์หรือในพันธบตรรัฐบาลสหรัฐมากๆ แบบแต่ก่อนก็เริ่มกลัว
แน่นอน เขาก็หันไปหาทองคำแทนน่ะสิ มันถึงได้ทำให้เกิดความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น และทำให้ทองคำแพงขึ้น
ก็แบงค์ชาติหรือธนาคารกลางประเทศต่างๆ เขายังค่อยๆ แอบสะสมทองคำไปเรื่อยๆ เลย แม้จะไม่รีบร้อน
จะรีบร้อนได้ไง  ขืนแห่ไประดมซื้อทองคำตอนนี้ก็จะทำให้ราคาทองคำพุ่งพรวดๆ น่ะสิ สู้ทยอยเก็บเมื่อราคาปรับลงถึงระดับที่เขาเก็งไว้ในใจดีกว่าไม่ใช่เหรอ เพราะยังไงๆ ราคามันก็ผันผวนขึ้นๆ ลงๆ อยู่แล้วนี่
เอาละ..... แล้วทำไมในวันนี้ราคาของทองคำและโลหะมีค่ากลับขึ้นๆ ลงๆ ตามราคาหุ้นล่ะ พอหุ้นขึ้น ทองก็ขึ้น  พอหุ้นลง ทองก็ลง  แต่น่าน้ำหนักตัวเรามีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทำนิวไฮอย่างไม่หยุดยั้ง
เพราะมันเป็นไปได้มาก ว่าเมื่อหุ้นขึ้น ผู้ลงทุนที่ขายหุ้นออกไปได้เงินสด ก็เปลี่ยนเงินสดจากเดิมมักพักไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารไปเป็นทองคำแทนแล้วไง มีสภาพคล่องไม่แพ้กันด้วย อยากถอนออกเมื่อไหร่ก็ขายทองคำทิ้ง แล้วจะไปฝากธนาคารให้ได้ดอกเบี้ย 0% ไปทำไม ในเมื่อทองคำมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากแบงค์ 
และเมื่อหุ้นตก ผู้ติดยอดดอยหงอยใจใครจะเห็น ก็ต้องขายทองคำเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่าย เพราะไม่กล้าตัดใจขายหุ้นแล้วขาดทุน  หรือต้องขายทองคำก็เพื่อหาเงินสดมาชดเชยเพราะโดน Margin Call  
พฤติกรรมอย่างนี้แหละที่ทำให้ราคาทองคำและโลหะมีค่าผันผวนสูงมากในช่วงที่ผ่านมา
อ้าว ราคาทองคำมันผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ได้สูงอย่างนี้ ยังจะน่าลงทุนเหรอ
มันก็แล้วแต่ใครจะคิดจะเชื่ออย่างไร ก็เงินใคร เงินมัน นี่นา                         
แต่ความผันผวนของราคาทองคำไม่ได้ทำให้ความสามารถในการดำรงคุณค่าของทองคำลดถอยลง และมันมีโอกาสสูงมากที่ค่าของดอลลาร์จะเสื่อมถอยลงไปอีกรอบ หรือหลายๆ รอบ ด้วยการที่ลุงเบนจะพิมพ์แบงค์ออกมาอีกโดยไม่มีอะไรมารองรับ หรือไปออก QE เพิ่มขึ้นอีกในรูปแบบใดใดก็ตาม  
นอกจากนี้ หลายๆ คนก็บอกว่าทองคำกับโลหะมีค่ามันน่าลงทุนเพราะมันต้านเงินเฟ้อได้ หมายถึงว่าเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มราคาทองคำก็ปรับขึ้นด้วย
เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่เท่าไรแล้วละ  เพราะว่านอกจากทองคำจะดำรงคุณค่าของมันได้ดีกว่าดอลลาร์แล้ว การลงทุนในทองคำยังคล้ายกับการประกันภัยจากความล้มเหลวของระบบการเงินอีกด้วย
ก็ในเมื่อไอ้เจ้า Super Committee ตกลงเรื่องจะตัดงบประมาณกันไม่ได้ตามที่กล่าวไว้ตอนต้นๆ และเมื่อเราก็รู้ว่าไม่มีใครได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้ด้วยการออกมาบอกว่าพรรคของเขามีนโยบายตัดงบสวัสดิการสังคมลงครึ่งหนึ่ง ขืนทำอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลน่ะสิ นักการเมืองจะยอมเหรอ  ไม่มี้ ไม่มี  พรรคเราสัญญากับประชาชนแล้วก็ต้องให้  จะไปเปลี่ยน Tablet เป็น Toilette ได้ไง  เผลอๆ ยังจะเสนอประชานิยมเกทับคู่ต่อสู้เพิ่มอีกด้วยซ้ำในช่วงหาเสียง
ดังนั้น ที่เราคาดไว้ล่วงหน้าได้เลยก็คือสหรัฐ (รวมถึงยูโร) ก็ต้องสู้กับ Recession (เศรษฐกิจถดถอย) ด้วยการออก QE ออกมาอีกแหงๆ  อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น ต้องอุ้มแบงค์ที่จะล้มอีกแหงๆ  แล้วก็ต้องร้องขอให้ขยายเพดานหนี้ให้สูงขึ้นไปอีกเพราะเมื่อไม่ตัดรายจ่ายด้วยการลดสวัสดิการสังคมกับลดงบสงคราม และไม่เพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มภาษี  แล้วจะเอาที่ไหนไปจ่ายหนี้คืนเจ้าหนี้เล่า อเมริกาเอ๋ย
เมื่อถึงเวลานั้น ดอลลาร์จะเป็นหลุมศพ ไม่ใช่หลุมหลบภัยเหมือนโลหะมีค่าอย่างทองคำ      
ดังนั้น การที่ FED อิจฉาตาร้อนทองคำ กลัวจะได้ดีเกินหน้าดอลลาร์ แล้วทำให้อเมริกาล้มละลายจึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะหยุดสะสมทองคำไปเรื่อยๆ เมื่อราคาทองคำลดลงมาจากความผันผวน
และเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่าทั้งยุโรปกับสหรัฐยังจมปลักอยู่กับหนี้ที่ท่าทางจะแก้ปัญหาแบบบูรณาการไม่ได้ (ใช้ศัพท์ตามนายกเพื่อความเท่และทันสมัย)  จึงยิ่งเป็นเหตุผลเพิ่มเติมที่เราควรจะเชื่อมั่นในทองคำ
ใครคิดเหมือนกัน และลงทุนยาวหลายๆ ปีได้  ก็ซื้อทุกเดือนตามแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง
ใครไม่เชื่อ หรือเชื่อแต่ทนเห็นราคาทองคำตกลงจนขาดทุนบ้างในบางช่วงไม่ได้ ก็นอนกอดเงินฝากกันต่อไปตามใจท่าน ไม่มีใครทำไรหรอก
ก็บอกแล้วว่า เงินใคร เงินมัน ตัดสินใจกันเอาเอง
มาเล่าให้ฟังเฉยๆ แต่จะไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของแต่ละคน
นะจ๊ะ                                                                           

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น