คุณวรวรรณ ธาราภูมิ
CEO บลจ. บัวหลวง
23 พฤศจิกายน 2554
ตามคาด
กระแสสื่อต่างประเทศเริ่มขยับจากยุโรปไปที่ข่าวสำคัญของสหรัฐอเมริกา โดยไปจับเรื่อง Super Committee หรือชื่อเต็มว่า Congressional Super Committee ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในไม่กี่เดือนนี้ช่วงที่อเมริกาเพิ่มเพดานหนี้ครั้งล่าสุด
ตั้งมาทำไม
หลายคนจะอธิบายยืดยาวแต่จะคล้ายๆ กันว่าตั้งเพื่อให้ไปพิจารณาว่าจะตัดงบประมาณอะไรบ้างเพื่อให้แผนลดงบประมาณสหรัฐ ....ล้านล้านดอลลาร์บรรลุใน 10 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับที่รัฐสภาสหรัฐระบุไว้ตอนอนุมัติขยายเพดานหนี้ให้เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ พร้อมกำหนดเส้นตายว่าต้องทำแผนนี้ให้เสร็จมาเสนอ และหากตกลงกันไม่ได้ใน Super Committee นี้ ก็จะต้องตัดงบประมาณนั่นนี่ เท่านั้น เท่านี้ โดยอัตโนมัติ
คล้ายๆ ประเทศไทยเนอะ มีตั้งคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการนั่นนี่ คณะป่วยการ นานานุคณะอะไรก็แล้วแต่
ที่สหรัฐเขาตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพื่อที่รัฐสภาจะได้หลีกเลี่ยงปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองเรื่องวิกฤติหนี้ ซึ่งก็คือเป็นการเตะถ่วงซื้อเวลาไปเรื่อยๆ
และก็ตามคาดอีก เจ้า Super Committee นี้เดินตามรอยรัฐสภา เปี๊ยบๆ นั่นก็คือ 2 พรรคการเมืองคือเดโมแครท กับ รีพับลิกัน ตกลงกันใน Super Committee นี้ไม่ได้ ว่าจะปรับลด ตัดทอนงบประมาณอะไรบ้าง
ก็จะตกลงกันได้ไงล่ะ ในเมื่อพรรคมาก่อนประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะอีกไม่นานก็จะเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่แล้ว
หากรีพับลิกันยอมให้ขึ้นภาษี คนก็ไม่เลือกตัวแทนพรรคไปเป็นประธานาธิบดี และหากเดโมแครทยอมให้ตัดงบประมาณสวัสดิการสังคม โอบามา หรือ ฮิลลารี คลินตัน หรือตัวแทนผู้สมัครจากเดโมแครท ก็จะปิ๋วไม่ได้รับเลือกเหมือนกัน
แล้ว Super Committee เดินตามรอยรัฐสภายังไง
ก็ด้วยการโยนความรับผิดชอบออกไปจากตัวเองเหมือนกันน่ะสิ ซึ่งหลายฝ่ายประนามว่าไร้ความรับผิดชอบอย่างน่าละอายที่สุด
และแน่นอน นี่คือสิ่งที่นักการเมืองจะไม่มีวันนำไปคิดให้ระคายผิวหน้า
แต่ในขณะที่สื่อวิ่งไปตามข่าวนี้ฝั่งอเมริกา นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลกก็ยังโฟกัสที่วิกฤติหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะที่ปารีสกับรัสเซล และกำลังกังวลกันจนนั่งไม่ติดเรื่องแบงค์ในยุโรปจะเจ๊งไปกับการปล่อยกู้/ซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังหลังพิงฝาจำนวนมหาศาล
และก็ตามคาดอีก นักลงทุนเกิดอาการเจ๊กตื่นไฟ ลนลานวิ่งออกประตูหนีไฟกันจ้าละหวั่น
แล้วหนีไปไหนที่ปลอดภัยล่ะ
เขาพากันวิ่งไปประตูที่เขียนว่า “ดอลลาร์ กับพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน” น่ะสิ โดยมองว่านั่นละปลอดภัยสุดๆ แถมมีสภาพคล่อง จะถอนออกเมื่อไหร่ก็ได้
เฮอะ
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือ US Treasury ให้ผลตอบแทนที่ต่ำลงจนเป็นประวัติการณ์จากที่ต่ำสุดๆ อยู่แล้ว ที่ต่ำลงไปอีกได้ก็เพราะเมื่อคนแห่เข้าไปซื้อ ผู้ขายก็จะเสนอให้ผลตอบแทนต่ำๆ ได้ เหมือนตอนที่แบงค์ไม่ต้องการเงินฝากก็จะเสนอดอกเบี้ยต่ำๆ นั่นแหละ
“การที่มีเงินแห่เข้าไปซื้อ US Dollar ได้ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งขึ้น และทำให้ผลตอบแทน US Treasury ต่ำลง ซึ่งก็กลายเป็นตัวช่วยชั้นดีให้รัฐสภาสหรัฐตายใจจนละเลยความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหนี้ในระยะยาว”
เกี่ยวอะไรกับที่คองเกรสจะละเลยความเร่งด่วนเรื่องแก้ไขหนี้ล่ะ
เกี่ยวสิ เพราะหากคิดแบบนักการเมืองที่จะมีเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี ก็จะเบาใจว่าในเมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรมันต่ำลงเพราะมีคนแห่เข้ามาซื้อ แถมค่าเงินก็แข็งขึ้น จะไปกังวลกับเรื่องตัดงบประมาณไปทำไมล่ะ ในเมื่ออเมริกาก็ยังกู้มาจ่ายคืนหนี้ได้เสมอๆ แถมยังกู้ได้ถูกๆ ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำๆ ได้ด้วย เพราะว่าคนลงทุนแตกตื่นหอบเงินหนีภัยจากยุโรปเข้ามาซื้อสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ (Dollar Assets)
แล้วมันก็ขำๆ กับการที่ทองคำที่ผู้ลงทุนเชื่อว่าเป็น Safe Haven หรือหลุมหลบภัยชั้นดี ดันมีราคาที่ผันผวนสุดๆ
เอ ... หรือคนเขามองว่าทองคำไม่ปลอดภัยเท่าดอลลาร์ ฮ่วย !!
สาเหตุที่เขาว่าเป็นไปไม่ได้ที่ดอลลาร์และ US Treasury จะกลายเป็นหลุมหลบภัยที่ดีกว่าทองคำ ก็เพราะถ้ายูโรแตก หรือระบบธนาคารยุโรปล้ม มันจะลากปัญหาลามไปที่สหรัฐด้วย ทั้งต่อธนาคารสหรัฐ กับกองทุนมันนี่มาร์เก็ต ที่ไปลงทุนในตราสารต่างๆ ของธนาคารยุโรปอีกต่อหนึ่งในจำนวนมาก และต่อค่าเงินดอลลาร์กับตลาดพันธบัตรสหรัฐเอง
เรียกว่าลามไปทั้งระบบการเงินที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์เชียวละ
แล้วดอลลาร์มันจะดี มันจะเป็นหลุมหลบภัยไปได้อย่างไรในระยะยาว
มันน่าจะเป็น “หลุมมีภัย” ไปเลยด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ในอนาคตกับดักนี้มันจะทำงาน ระเบิดตู้ม เท่านั้นแหละ
จนถึงวันนี้ ลุงเบน เบอร์นานเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จึงยังคงเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อจะบิดเบือนความจริงที่ว่าทองคำเป็น Safe Haven และธนาคารกลางประทศอื่นๆ ที่เป็นลูกหนี้เหมือนๆ กันก็จะทำเช่นเดียวกัน คือ ทำให้ความเชื่อมั่นในเรื่องทองคำลดลง หรือหดหายไป
ว่างจัดเหรอ ถึงได้ทำอย่างนั้น จะทำไปทำไม
ไม่ได้ทำเพราะอยู่ว่างๆ แต่ต้องทำเพราะมันจำเป็น
ก็หากคนพากันแห่ขายสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ทิ้ง เพื่อหนีไปหาทองคำ ก็หมายถึงคนไม่เชื่อ FED และไม่เชื่อว่าสหรัฐจะมีปัญญาใช้หนี้คืนได้
ซึ่งหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ดอลลาร์กับพันธบัตรก็จะตกกระป๋อง เป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครกล้าซื้อ ไม่มีใครกล้าลงทุน เจ้าหนี้ที่เคยให้อเมริกากู้ก็จะซื้อพันธบัตรสหรัฐลดลง และอาจจะแอบทยอยขายในส่วนที่หลวมตัวไปซื้อแล้วออกไปเรื่อยๆ แบบที่จีนทำ
เรียกว่าคล้ายๆ อเมริกาโดนตัดบัตรเครดิตทิ้ง ซึ่งแน่ละหากปล่อยไปอย่างนั้น อเมริกาก็จะเข้าขั้นหายนะถึงกับจักรวรรดิ์ล่มได้เลยทีเดียว
การรู้ทัน ลุงเบน ที่พยายามบิดเบือนคุณค่าของทองคำจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ภายใต้การคุมบังเหียนของลุงเบน ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ได้ใช้อำนาจผูกขาดในการพิมพ์แบงค์ดอลลาร์แห่งเดียวในจักรวาล ไปกระทำชำเราระบบการเงินด้วยการกระทืบอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของพันธบัตรสหรัฐให้แบนแต๊ดแต๋
เออ ... ทำไมไม่ “ชำเขา” มั่ง ทำไมมีแต่ “ชำเรา” ก็ไม่รู้
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของพันธบัตรสหรัฐตอนนี้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อไปถึง 1.5% แล้ว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อขนาดนี้มันทำร้ายผู้ฝากเงิน เพราะเมื่อผลตอบแทนจากการฝากเงินมันไม่ทันเงินเฟ้อ ที่เคยฝันหวานว่าพอเกษียณมีเงินสัก 1 ล้านดอลลาร์จะพอใช้ไปจนตาย มันจึงไม่ใช่อีกแล้ว เพราะของกินของใช้ ค่ารักษาพยาบาลมันแพงขึ้น
แล้วผู้ลงทุน ผู้ฝากเงิน กับกองทุนเกษียณ กองทุนบำเหน็จบำนาญ จะทำไงล่ะ ในเมื่อฝากเงินก็ไม่ทันเงินเฟ้อแล้ว จะลงทุนในดอลลาร์หรือในพันธบตรรัฐบาลสหรัฐมากๆ แบบแต่ก่อนก็เริ่มกลัว
แน่นอน เขาก็หันไปหาทองคำแทนน่ะสิ มันถึงได้ทำให้เกิดความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น และทำให้ทองคำแพงขึ้น
ก็แบงค์ชาติหรือธนาคารกลางประเทศต่างๆ เขายังค่อยๆ แอบสะสมทองคำไปเรื่อยๆ เลย แม้จะไม่รีบร้อน
จะรีบร้อนได้ไง ขืนแห่ไประดมซื้อทองคำตอนนี้ก็จะทำให้ราคาทองคำพุ่งพรวดๆ น่ะสิ สู้ทยอยเก็บเมื่อราคาปรับลงถึงระดับที่เขาเก็งไว้ในใจดีกว่าไม่ใช่เหรอ เพราะยังไงๆ ราคามันก็ผันผวนขึ้นๆ ลงๆ อยู่แล้วนี่
เอาละ..... แล้วทำไมในวันนี้ราคาของทองคำและโลหะมีค่ากลับขึ้นๆ ลงๆ ตามราคาหุ้นล่ะ พอหุ้นขึ้น ทองก็ขึ้น พอหุ้นลง ทองก็ลง แต่น่าน้ำหนักตัวเรามีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทำนิวไฮอย่างไม่หยุดยั้ง
เพราะมันเป็นไปได้มาก ว่าเมื่อหุ้นขึ้น ผู้ลงทุนที่ขายหุ้นออกไปได้เงินสด ก็เปลี่ยนเงินสดจากเดิมมักพักไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารไปเป็นทองคำแทนแล้วไง มีสภาพคล่องไม่แพ้กันด้วย อยากถอนออกเมื่อไหร่ก็ขายทองคำทิ้ง แล้วจะไปฝากธนาคารให้ได้ดอกเบี้ย 0% ไปทำไม ในเมื่อทองคำมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากแบงค์
และเมื่อหุ้นตก ผู้ติดยอดดอยหงอยใจใครจะเห็น ก็ต้องขายทองคำเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่าย เพราะไม่กล้าตัดใจขายหุ้นแล้วขาดทุน หรือต้องขายทองคำก็เพื่อหาเงินสดมาชดเชยเพราะโดน Margin Call
พฤติกรรมอย่างนี้แหละที่ทำให้ราคาทองคำและโลหะมีค่าผันผวนสูงมากในช่วงที่ผ่านมา
อ้าว ราคาทองคำมันผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ได้สูงอย่างนี้ ยังจะน่าลงทุนเหรอ
มันก็แล้วแต่ใครจะคิดจะเชื่ออย่างไร ก็เงินใคร เงินมัน นี่นา
แต่ความผันผวนของราคาทองคำไม่ได้ทำให้ความสามารถในการดำรงคุณค่าของทองคำลดถอยลง และมันมีโอกาสสูงมากที่ค่าของดอลลาร์จะเสื่อมถอยลงไปอีกรอบ หรือหลายๆ รอบ ด้วยการที่ลุงเบนจะพิมพ์แบงค์ออกมาอีกโดยไม่มีอะไรมารองรับ หรือไปออก QE เพิ่มขึ้นอีกในรูปแบบใดใดก็ตาม
นอกจากนี้ หลายๆ คนก็บอกว่าทองคำกับโลหะมีค่ามันน่าลงทุนเพราะมันต้านเงินเฟ้อได้ หมายถึงว่าเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มราคาทองคำก็ปรับขึ้นด้วย
เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่เท่าไรแล้วละ เพราะว่านอกจากทองคำจะดำรงคุณค่าของมันได้ดีกว่าดอลลาร์แล้ว การลงทุนในทองคำยังคล้ายกับการประกันภัยจากความล้มเหลวของระบบการเงินอีกด้วย
ก็ในเมื่อไอ้เจ้า Super Committee ตกลงเรื่องจะตัดงบประมาณกันไม่ได้ตามที่กล่าวไว้ตอนต้นๆ และเมื่อเราก็รู้ว่าไม่มีใครได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้ด้วยการออกมาบอกว่าพรรคของเขามีนโยบายตัดงบสวัสดิการสังคมลงครึ่งหนึ่ง ขืนทำอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลน่ะสิ นักการเมืองจะยอมเหรอ ไม่มี้ ไม่มี พรรคเราสัญญากับประชาชนแล้วก็ต้องให้ จะไปเปลี่ยน Tablet เป็น Toilette ได้ไง เผลอๆ ยังจะเสนอประชานิยมเกทับคู่ต่อสู้เพิ่มอีกด้วยซ้ำในช่วงหาเสียง
ดังนั้น ที่เราคาดไว้ล่วงหน้าได้เลยก็คือสหรัฐ (รวมถึงยูโร) ก็ต้องสู้กับ Recession (เศรษฐกิจถดถอย) ด้วยการออก QE ออกมาอีกแหงๆ อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น ต้องอุ้มแบงค์ที่จะล้มอีกแหงๆ แล้วก็ต้องร้องขอให้ขยายเพดานหนี้ให้สูงขึ้นไปอีกเพราะเมื่อไม่ตัดรายจ่ายด้วยการลดสวัสดิการสังคมกับลดงบสงคราม และไม่เพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มภาษี แล้วจะเอาที่ไหนไปจ่ายหนี้คืนเจ้าหนี้เล่า อเมริกาเอ๋ย
เมื่อถึงเวลานั้น ดอลลาร์จะเป็นหลุมศพ ไม่ใช่หลุมหลบภัยเหมือนโลหะมีค่าอย่างทองคำ
ดังนั้น การที่ FED อิจฉาตาร้อนทองคำ กลัวจะได้ดีเกินหน้าดอลลาร์ แล้วทำให้อเมริกาล้มละลายจึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะหยุดสะสมทองคำไปเรื่อยๆ เมื่อราคาทองคำลดลงมาจากความผันผวน
และเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่าทั้งยุโรปกับสหรัฐยังจมปลักอยู่กับหนี้ที่ท่าทางจะแก้ปัญหาแบบบูรณาการไม่ได้ (ใช้ศัพท์ตามนายกเพื่อความเท่และทันสมัย) จึงยิ่งเป็นเหตุผลเพิ่มเติมที่เราควรจะเชื่อมั่นในทองคำ
ใครคิดเหมือนกัน และลงทุนยาวหลายๆ ปีได้ ก็ซื้อทุกเดือนตามแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง
ใครไม่เชื่อ หรือเชื่อแต่ทนเห็นราคาทองคำตกลงจนขาดทุนบ้างในบางช่วงไม่ได้ ก็นอนกอดเงินฝากกันต่อไปตามใจท่าน ไม่มีใครทำไรหรอก
ก็บอกแล้วว่า เงินใคร เงินมัน ตัดสินใจกันเอาเอง
มาเล่าให้ฟังเฉยๆ แต่จะไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของแต่ละคน
นะจ๊ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น